เดินทางทั่วคันไซ (Kansai) เธอไปไหนดอกซากุระ

Updated: May 13, 2020


เดือนที่เดินทาง - 26 มี.ค. - 1 เม.ย. 2019


"แค้นนี้ สิบปียังไม่สาย" ไปญี่ปุ่นคราวนี้เป็นครั้งที่สองและเป็นนัดล้างตาจากที่พลาดครั้งก่อนที่คิดว่าจะมาแล้วเจอกับใบไม้เปลี่ยนสีในช่วงฤดูใบไม้ร่วงแต่ดันไปก่อนเวลาเค้าตั้ง 2 สัปดาห์ ทำให้เราต้องรวมตัวกันอีกครั้งกับรุ่นพี่ที่สนิทกัน 2 คน


โพสแรกผมรวมสถานที่ต่างๆที่เราไปกันในคันไซ (แต่ไม่คันควา ผ่ามมม) ในภารกิจตามหาซากุระ Full Bloom ตั้งแต่โอซาก้าไปจนถึงเกียวโต และจบลงที่ Nagoya ที่จริงๆไม่ได้อยู่ในเขตคันไซแต่ไม่รู้จะเอาไปลงตรงโพสไหน


ทริปนี้นับได้ว่ามีความกดดันพอควรทั้งคนวางแผนและคนชวนเพราะว่าถ้าดอกไม้มันไม่ออกมาก็ต้องกลัวเพื่อนๆจะผิดหวังกันทั่วหน้า ต้องติดตามต่อไปว่างานนี้จะย้ำแค้นหรือล้างตา!

โอซาก้า (Osaka) วันที่ 1

ผมเริ่มออกเดินทางจากสิงคโปร์ก็ดึกๆแล้ว และจะได้ไปเจอกับกลุ่มเพื่อนตอนเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินดอนเมืองเพื่อจะไปลงที่สนามบินโอซาก้า การเดินทางครั้งนี้เป็นไฟลท์ตาแดงนอนบนเครื่องอีกเช่นเคยด้วยความที่วันลาน้อยต้องเซฟเวลาสุดๆ


ด้วยความที่ผมเข้าใจว่ามันเริ่มจะเข้าหน้าร้อนแล้วเพราะก็ใกล้จะเดือนเมษาเข้าไปแล้วเลยไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าหน้าหนาวมาเยอะแยะเพราะกลัวจะต้องหอบเดินให้รุงรังถ่ายรูปไม่สะดวก พอลงเครื่องมาอยู่ในสนามบินก็ดีใจว่า เฮ้ย! ไม่หนาวจริงด้วย พอเห็นคนอื่นใส่เสื้อกันหนาวกันเยอะแยะก็หันไปคุยกับเพื่อนว่าพวกนี้เค้าหนาวอะไรกันนักหนา


ออกไปนอกสนามบินเท่านั้นแหละ หน้าสั่นจนต้องควักเสื้อในกระเป๋ามาใส่เพิ่มแล้วรีบวิ่งไปที่สถานีรถไฟสายด่วนเข้าตัวเมือง ด้วยความที่รุ่นพี่ผมนี่เค้าคลั่งรถไฟเลยพากันไปนั่งรถไฟที่หน้าตาเหมือนการ์ตูนหุ่นยนต์ยักษ์สมัยก่อน

นั่งมาถึงค่อนข้างไวและมาลงที่สถานีนัมบะ (Namba) ลงแล้วกระเป๋าก็ใบใหญ่กันทุกคนเลยต้องวิ่งไปหาตู้ล็อคเกอร์ก่อนเพราะที่พักเค้าไม่ให้เข้าก่อนเวลา ตู้ก็แสนเต็มต้องเดินไปหากันเกือบชั่วโมง


เก็บเสร็จแล้วก็ไม่ร่ำไร นั่งรถไฟเพื่อจะไป Osaka Aquarium Kaiyukan หรือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลกเลยทีเดียว ดูที่ตัวตึกเค้าว่ามันหน้าตาเหมือนหางปลาวาฬโผล่พ้นน้ำ

ด้านในการจัดแสดงถูกออกแบบมาให้เดินวนๆจากด้านบนจนลงไปถึงชั้นล่างสุดแล้วมีแท้งค์สำหรับสัตว์น้ำรอบๆและมีแท้งค์ใหญ่สุดอยู่ตรงกลางสำหรับสัตว์ขนาดใหญ่ที่ต้องให้ที่เค้าเยอะๆ เช่นฉลามวาฬ (whale shark) ฉลามหูดำ (หน้าหม้อ) ปลาเก๋า (grouper) แล้วก็กระเบนราหู (manta ray)


พอมาแล้วบังเอิญเป็นเวลาให้อาหารพอดี ในรูปจะเห็นว่ากำลังงับแขนอยู่เลย แถวนี้ให้อาหารปลาอย่างเถื่อน!

ตู้อื่นๆก็จะเป็นสัตว์น้ำแปลกๆเช่นปลาพระอาทิตย์ปลาหมึกเรืองแสง แล้วก็มีตู้สำหรับแมวน้ำด้วย ว่ายน้ำโฉบไปมา เหมือนมีคนมาจ้องก็ยิ่งว่ายโชว์กันเป็นขบวน มีทั้งว่ายหงายท้องและว่าตะแคงๆ ถ้าได้เห็นเค้าเหล่านี้ตามธรรมชาติคงเป็นภาพที่สวยงามไม่น้อย

ที่ต่อมาที่ทำให้ต้องสะดุดหยุดดูก็ต้องเป็นโซนแมงกระพรุนหลายๆพันธุ์ที่เกิดมาไม่เคยเห็นมีทั้งสองแสงเองได้ แสงไฟก็หลายสีเหมือนไฟงานวัดวิบๆวับๆ

ด้านในมีให้ดูอีกเยอะแยะใช้เวลาได้เป็นวัน มีทั้งโซนที่ให้เด็กเอามือลงไปจับปลาฉลามได้พร้อมมีหน่วยพยาบาลคอยเวลามีเหตุฉุกเฉิน อันหลังผมล้อเล่นเพราะว่าปลาที่เค้าให้จับไม่ดุร้ายจ้า


พอเดินดูกันครบแล้วก็เริ่มเย็นๆแล้วทั้งเวลาและอากาศ พอมาถึงโอซาก้าแล้วที่ที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องไปกันก็คือ Dotonburi นั่นเอง เป็นสถานที่เดินเล่นริมคลองที่มีร้านอาหารเยอะแยะที่ร้านมีป้ายที่ออกแบบไม่เกรงใจสถาปนิก

ที่โด่งดังที่สุดก็ต้องเป็นป้ายกูลิโกะที่มีคนมายืนกางแขนกางขากันเต็มถนน

วันแรกเบาๆก่อนพอหาอะไรกินเล็กน้อยก็เดินไปเอากระเป๋ากลับที่พัก ระหว่างทางมองเห็นต้นซากุระ มีบานอยู่กิ่งเดียว หันหน้ามองกันแล้วก็ปลอบใจกัน "แล้วพรุ่งนี้จะดีกว่านี้"

โอซาก้า วันที่ 2

เช้าวันใหม่ตื่นขึ้นมาด้วยความหวัง ดอกไม้จะบานเยอะกว่าเดิม แผนคือวันนี้เราไปปราสาทโอซาก้าที่เป็นปราสาทที่สร้างมาจำลองของเดิมที่ถูกไฟไหม้เสียหายไป และถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์และสวนสาธารณะรอบๆตัวปราสาท


ครั้งนี้ก็มาเป็นครั้งที่ 2 แล้วก็ยังคิดว่าไม่ค่อยมีอะไรให้ทำเหมือนเดิมเลยตัดสินในซื้อบัตรเพื่อขึ้นไปดูด้านบน มองลงมาเห็นวิวรอบๆเมืองและคนเฮฮากันในสวน มันเหมือนตรงไหนมีดอกไม้บานเต็มต้นก็จะมีคนไปมุงๆเหมือนเป็นแม่เหล็กดึงดูด

ใช้เวลาพอสมควรเราก็พากันเดินออกมาเพื่อจะไปสถานที่ต่อไปในแผนแล้วตาเราก็มองไปเห็นต้นไม้พุ่มๆสีขาว ทุกคนก็เลยวิ่งตรงเข้าไป เห็นแล้วเวลาเค้าบานเต็มต้นมันเป็นยังไง ด้วยความที่เป็นต้นเดียวละแวกนี้ คนก็เลยมุงกันแบบนี้ไม่ต้องแปลกใจ ส่วนกลุ่มเราไม่ค่อยตื่นเต้น ยืนอยู่ตรงนี้ประมาณครึ่งชั่วโมง

บอกตัวเองว่าชีวิตมีมากกว่าต้นไม้ต้นนี้ เราก็เลยไปต่อที่ Osaka Museum of History หรือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของโอซาก้าที่มีเรื่องราวตั้งแต่สมัยโบราณกาลก่อนจนถึงปัจจุบัน สำหรับใครที่สนใจ ด้านในก็จะเป็นแบบจำลองบ้านเมืองตั้งแต่สมัยโบราณแบบให้เห็นภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยก่อนผ่านตุ๊กตาทั้งชาวบ้านและสัตว์ต่างๆ

ชีวิตคนโอซาก้าสมัยยังไม่มีตะปูเลยต้องเอาหินทับกันหลังคาปลิวไปกับลม
ภาพนวัตกรรมตู้เสื้อผ้าเคลื่อนที่ในสมัยก่อน บอกให้สามีแบกไปให้ทุกแห่งหน
ตรงนี้เค้าบอกว่าเป็นย่านการค้าแต่ดูจากการแต่งตัวกับถังใหญ่ๆเหมือนห้องอาบน้ำที่บางแสน

ส่วนบ้านเหล่านี้ไม่มีหลังคาครับ เป็นการออกแบบที่ใช้ natural light เพื่อประหยัดพลังงานที่สมัยนี้กำลังฮิต คนญี่ปุ่นนี่ล้ำหน้าชาวโลกจริงๆ หรือไม่แน่อาจจะเป็นเพราะทำหินหายหลังคาปลิวไปหมดแล้ว!


ไร้สาระจนไม่ได้ความรู้ เดินออกมาจากโซนจัดแสดงจะมีกระจกบานใหญ่ให้เห็นวิวของปราสาทโอซาก้าในมุมสูงที่สาย cityscape อาจจะตามหา พลาดอย่างเดียวเค้าไม่เปิดจนเย็นให้เราได้รอแสงช่วง twilight


ว่าแต่ทำไมต้นไม้แห้งยังงั้นล่ะลูก

ดูกันครบทุกชั้นคุ้มค่าตั๋วแล้วก็ออกได้ ใช้เวลาพักผ่อนนั่งเล่นกินข้าวกันจนเริ่มเย็นๆ เราก็เดินทางไปจุดสุดท้ายกันและเป็นที่รู้จักกันมากสำหรับจุดถ่ายรูป cityscape ก็คือตึก Umeda Sky Building ที่หน้าตาเหมือนแท่นปล่อยกระสวยอวกาศ ยอดตึกนั้นเป็นจุดชมวิว 360 มองเห็นทั้งฝั่งเมืองและปากแม่น้ำก่อนออกไปที่อ่าวโอซาก้า

ถ่ายภาพอยู่ข้างนอกซักพักมันทั้งหนาวทั้งลมแรง ร่างกายเริ่มทนไม่ไหมผมเลยต้องตัดใจแล้วลงไปอยู่ด้านในตึกแทนแล้วกางขาตั้งกล้องเตี้ยตรงมุมที่มองเข้าไปในเมืองไว้ถ่ายภาพช่วง twilight และ blue hour ไฟตึกระยิบระยับสุดขอบฟ้าไปเลย

ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)

พักผ่อนมาเต็มที่และออกไม่เช้ามากเพื่อจะไปดูปราสาทฮิเมจิที่นับเป็นปาฏิหารย์ที่ไม่ถูกระเบิดให้เสียหายเลยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เราได้ดูของแท้ดั้งเดิมที่อยู่มาแล้วกว่า 700 ปีด้วยกัน


ระหว่างทางจากโอซาก้ากับฮิเมจิจะมีที่ไหนไปได้นอกจากโกเบ และไม่ต้องห่วงเพราะเราทั้ง 3 คนไปรอที่หน้าร้าน Steakland ตั้งแต่ร้านยังไม่เปิดจน 11 โมงเพราะเป็นที่ขึ้นชื่อว่าคิวยาวมากถ้ามาสาย เนื้อโกเบที่โด่งดัง จะรู้สึกได้ต้องได้กินเองเคี้ยวเองนะครับ


โอ้เอ้กันพักใหญ่ในที่สุดก็มาถึงสถานีฮิเมจิ ออกมาจากสถานีแล้วก็เห็นทันทีไม่ต้องกลัวหาทางไม่เจอ ปราสาทนี้มีอีกชื่อที่ไม่เป็นทางการว่าปราสาทนกกระยางขาวด้วยภายนอกปราสาทเป็นสีขาวทั้งหมด

ระหว่างทางก็มีเห็นเป็นระยะว่าต้นซากุระบางต้นก็บานกันเต็มแล้วทำให้ใจชื้นขึ้นและหวังว่ารอบๆปราสาทจะบานกันเยอะๆให้เห็นเป็นพุ่มๆสีชมพู มีภาพในหัวมาตั้งแต่ยังไม่ถึงที่แล้ว ไม่รอช้าเดินเข้าไปด้านในเลย

อันนี้คืออะไรที่มีแต่กิ่งแห้งๆ 555 มาถึงจุดนี้แล้วก็ทำใจได้แล้วไม่คาดหวังอีกต่อไป ต้องตัดใจจากกัน


ส่วนด้านหน้านี้ยังไม่ต้องเสียเงินเข้า แต่จะต้องซื้อตั๋วเพื่อขึ้นไปด้านบน เข้ามาในบริเวณกำแพงด้านในแล้วก็จะเป็นบริเวณสวนให้เดินเล่นได้ใช้เวลาตามใจชอบแล้วก็มองไปเห็นสิ่งที่เป็นเหมือนบ่อน้ำกลางทะเลทราย โหหห แบบมีกลีบดอกร่วงตามพื้นด้วย โรแมนติกสุดๆ

ขอเล่านิดนึงว่าผมเองสงสัยมาตลอดว่าพวกขนมญี่ปุ่นที่บอกว่าขนมรสซากุระเนี่ย ดอกจริงๆมันมีรสชาติด้วยหรอ พอเห็นคนไม่ค่อยเยอะแล้วผมก็เลยเก็บกลีบที่ตกตรงหญ้าที่ดูสะอาดๆเข้าปากดูนิดนึง ไม่เห็นมันจะมีรสชาติเหมือนพวกขนมนี่เลย ผมสรุปให้ตรงนี้ ขนมรสซากุระจริงๆคือรสน้ำตาล จะไม่ถูกหลอกอีกต่อไป


พอเสพต้นไม้กันเต็มที่แล้วก็เป็นส่วนที่จะเดินไปด้านบนหอคอยของปราสาท ตรงนี้เค้าไม่ให้ใส่รองเท้าไปแต่ว่าจะแจกถุงพลาสติกให้หิ้วขึ้นไปแทน ขออภัยคนรอบข้างที่มีกินไม่พึงประสงค์ พื้นข้างในและบันไดลื่นมากๆ ถ้าใครไปแนะนำไม่ใส่ถุงเท้าด้านในครับ แล้วก็ห้ามถ่ายรูปภายในอาคารผมเลยถ่ายภาพข้างนอกมาแทน ดูแล้วก็เดาเอาว่าคนแถวนี้เค้าคงห้ามสร้างตึกสูงเกินไปที่จะมาบดบังความงามของปราสาท ดูๆแล้วก็น่าจะเป็นสิ่งที่กรุงเทพควรจะทำแต่คงไม่ทันแล้วเพราะมีที่ตรงไหนก็สร้างคอนโด

เดินๆกันไปแล้วก็จะวนมาตรงทางออกโดยจะได้เดินผ่านและเห็นตัวหอคอยจากใกล้มากๆ

เป็นวันเบาๆอีกวันโดยที่ก่อนกลับเราไปแวะที่ community centre (กดดูโลเคชั่น) ของเค้าที่มีดาดฟ้าหันหน้าเข้าปราสาทพอดีเลยเป็นมุมถ่ายรูปปราสาทที่น่าจะดีที่สุดแล้ว อยู่กะว่าจะรอพระอาทิตย์ตกแต่มันหนาวสั่นไปทั้งตัวแม้แต่รองเท้าก็เอาไม่อยู่ พอได้แสงที่ถูกใจแล้วก็ทำการลี้ภัยกลับโอซาก้า

เกียวโต (Kyoto)

คืนก่อนหน้าเป็นคืนสุดท้ายที่ค้างที่โอซาก้าและเช้าวันนี้เราก็ออกเดินทางไปเกียวโตเพื่อเริ่มขึ้นไปทางเหนือมากขึ้น มาครั้งนี้ครั้งที่ 2 และมีเวลา 2 วันเต็มๆ มาโดยไม่มีความคาดหวังอะไรจะได้ไม่ต้องปวดใจกลับมา


ลงรถไฟมาแล้วเอากระเป๋ายัดใส่ล็อคเกอร์แล้วพุ่งไปเลยจุดหมายแรกของคนรักรถไฟ Kyoto Railway Musuem พิพิธภัณฑ์รถไฟ เป็นที่รวบรวมรายละเอียดของธุรกิจรถไฟของญี่ปุ่นตั้งแต่เริ่มแรกมีมาให้คนได้มาเนิร์ดกันให้เต็มที่ มีทั้งหัวรถไฟของจริงหลายหัวที่จับมายัดใส่ตึกให้ได้มาดูกันตั้งแต่สมัยเป็นรถจักรหัวไอน้ำจนถึงชินคันเซ็นรุ่นใหม่ๆกันเลย


ณ ตรงทางเข้าไม่ต้องรอเล่นตัว โชว์หัวรถไฟชินคันเซ็นรุ่นศูนย์ รุ่นแรกสุดที่ออกแบบตามส่วนหน้าของเครื่องบิน ของเก่าของขลังตรงทางออกมีเป็นรุ่นห้อยคอให้เช่าไว้บูชา

พอเข้ามาด้านในก็จะมีทั้งรถไฟของจริงที่เอาเข้ามาได้ ส่วนแบบไหนที่ไม่พอใส่ก็มีการทำโมเดลเล็กๆที่ดูรายละเอียดสมจริงไว้ทดแทนให้เห็นภาพได้อย่างดี

หัวรถใหญ่กว่าที่คิดไว้เยอะมากพอได้เห็นของจริงแล้วถึงจะเข้าใจ ผมถ่ายรูปให้มีน้องคนนั้นให้เทียบขนาดกัน


ด้านในมีกิจกรรมให้ทำมากมายให้เล่าก็คงไม่หมดทั้งเมืองกับรางรถไฟจำลองที่คนเค้าดูฮือฮากันมาก รถไฟจำลองวิ่งออกมาปรบมือกันใหญ่ ประชาชนให้ความสนใจกันมากมายน่าภาคภูมิใจ โซนที่ให้ความรู้ก็มีเช่นกันด้วยการแงะรถไฟออกมาเป็นชิ้นๆให้ดูกันเลยว่าทำงานกันยังไงทั้งกลไกและอุปกรณ์ ได้ความรู้กันมากมาย มีโอกาสต้องไปดูกันจ้า


พอเดินด้านในตึกเสร็จ เดินออกมาด้านนอกชั้นสองจะมีจุดชมวิวที่มองออกไปเห็นรางรถไฟชันคันเซ็นวิ่งผ่านเมืองเก่าเกียวโต ไม่พลาดคลักกล้องออกมารัวๆจนได้ภาพรถไฟคู่กับเจดีย์อย่างที่ต้องการ รถไฟวิ่งเร็วมากถ้าใครมาถ่ายไว้แนะนำให้ชัตเตอร์สปีดไม่ต่ำกว่า 1/1000s เพื่อความคมชัด

ไม่จบแค่นี้ ด้านนอกอาคารก็มีส่วนที่จัดแสดงรถไฟรุ่นบรรพบุรุษหัวจักรไอน้ำที่จอดอยู่ในโรงเก็บที่เป็นวงกลมล้อมรอบวงเวียนกลับรถจักรที่ผมก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ใครนึกไม่ออกให้นึกถึงส่วนหมุนๆบนโต๊ะจีน หรือดูรูปเอาก็ได้น่าจะง่ายกว่า

ดูกันจนสมองรับความรู้ต่อไปไม่ไหว (ซึ่งไม่ค่อยเยอะ) ก็หมดการจัดแสดงพอดิบพอดี ออกเดินไปหยิบกระเป๋าเพื่อไปเข้าที่พักก่อนกลับออกมาใหม่อีก


อีกที่ของวันนี้ก็คงไม่พ้นมุมมหาชนที่ใครๆก็รู้จักเป็นอย่างดีในซอยทางขึ้นลงวัด Kiyomisu หรือวัดน้ำใส และที่รู้ดีกว่าก็คือความเคอะเขินของคนที่มาแย่งกันถ่ายรูปตรงมุมนี้เพราะหายากมากที่ในรูปจะไม่มีคนเข้ามาติด


วิธีแก้ง่ายๆเวลาเห็นนักท่องเที่ยวมายืนถ่ายรูปกันนานๆ เราแค่เข้าไปมอบความช่วยเหลือออกตัวขอถ่ายรูปให้ พอเค้าได้รูปที่อยากได้เค้าก็จะจากไปเร็วขึ้น ทุกคนได้สิ่งที่ตัวเองต้องการชีวิตสมบูรณ์แบบ อีกเทคนิคที่ผมใช้ก็คือถ่ายมาหลายๆรูปบนขาตั้งกล้องโดยแต่ละภาพต้องมีคนอยู่คนละที่แล้วเอามาประติดประต่อกันใน Photoshop อีกที ทำงานเยอะหน่อยแต่ภาพสวยกว่าเดิม


วันถัดมาเราต้องตื่นเช้ากันมากเพราะว่าจะไปกันที่ป่าไผ่ที่อาราชิยามะ (Arashiyama Bamboo Grove) ที่เซ็นๆที่ดังไปทั่วโลกเป็นทางเดินที่รอบด้านเป็นป่าไผ่สีเขียวดูสงบเหมาะแก่การทำสมาธิ ถ้าได้ดูรูปจากอินเตอร์เน็ตมาอย่าได้หลงเชื่อเพราะคนเดินแน่นยิ่งกว่างานกาชาด ด้านล่างนี่คือสถานการณ์ของที่นี่ตอนเก้าโมงเช้า

เดชะบุญผมมาถึงตั้งแต่เกือบเจ็ดโมงให้พอมีแสงและคนยังไม่เยอะมากให้พอใช้วิธีถ่ายหลายๆภาพเพื่อลบคนออกที่หลังได้ กว่าจะได้รูปที่ดูเงียบสงบแบบนี้มาต้องใช้อย่างน้อยสี่รูปและนั่งรอจุดละประมาณสิบนาที

รอบๆอาราชิยามะเป็นภูเขาที่มีแม่น้ำผ่ากลางบรรยากาศดีมากๆดูเป็นสถานที่ที่ไม่ได้ถูกความโมเดิร์นมาทำลายแต่เข้ามาทำให้ความเป็นตัวเองสะดวกมากขึ้น ไม่ปิดกั้นแต่ไม่โอนอ่อนไปตามกระแสโลก


เดินออกจากป่าไผ่ไปเป็นยอดเนินเล็กให้เดินขึ้นไป มองลงมาเห็นชีวิตติดลำน้ำ ถ้ามาที่นี่ช้ากว่านี้ 1 สัปดาห์คิดว่าน่าจะเห็นเนินเขาพวกนี้เป็นสีชมพูทั้งหมดเลย ตอนนี้ใช้จินตนาการไปก่อน 555

เดินแถวนี้ซักพักเดินเข้าไปร้านขนมของฝากกินของที่เค้าให้ชิมจนไม่หิวแล้วก็เดินทางต่อไปที่วัด Fushimi Inari Taisha หรือวัดเสาส้มนั่นเอง วัดนี้เป็นวัดแห่งเทวดาด้านเพาะปลูกและเป็นอีกหนึ่งสถานที่คนแน่นไม่ใช่เพราะมาขอให้ปลูกข้าวงามแต่เพราะเสาซุ้มประตู Torii ประมาณพันต้น ที่คนไปถ่ายรูปต้องพยายามมากกว่าเดิม รอบๆตัววัดก็เป็นร้านค้าทั่วๆไปขายขนมขายของที่ระลึก เพราะฉะนั้นไม่ต้องรอช้า ดิ่งไปที่เส้นทาง Senbon Torii ได้เลย

ถ่ายรูปที่นี่นั้นยากกว่าที่อื่นๆเพราะการเอาขาตั้งกล้องมากางจะเป็นการรบกวนผู้อื่นอย่างมากทำให้ผมไม่สามารถถ่ายหลายภาพมาซ้อนกันได้แต่ยังโชคดีที่ทางเดินโค้งไปโค้งมาเยอะทำให้เรายังพอหลบมุมได้เวลาที่คนเดินขาดช่วง เล็งมุมที่ชอบไว้พอคนหายหมดก็รีบกดมา บางครั้งเป็นช่วงสั้นๆไม่กี่วินาทีเท่านั้น

เสาเหล่านี้เป็นของบริจาคจากสาธุชนทั่วไปคล้ายๆกับวัดบ้านเราที่รับบริจาคกระเบื้องหลังคาแล้วมีชื่อเราเขียนไว้ ยิ่งเดินขึ้นเขาไปสูงขึ้นเสาจะขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย และตามทางก็จะมีศาลเจ้าน้อยใหญ่เยอะแยะที่ดูแล้วก็แอบน่ากลัวไม่เบา ครั้งนี้ก็อยากจะเดินไปให้สุดทางแต่บังเอิญฝนดันตกลงมาเปาะแปะเราเลยตัดสินใจเดินกลับก่อนที่มันจะเทลงมา

จบลงแล้วเกียวโตเพราะวันนี้เราจัดกันเต็มวันจนเหนื่อยเกินกว่าจะเดินต่อได้ วันต่อมาเราก็จะเริ่มออกเดินทางไปนาโกย่าแล้วเพื่อขึ้นเหนือไปอีกและจะเป็นวันที่เราเช่ารถขับ ตื่นเต้นมากเพราะไม่เคยขับรถต่างประเทศมาก่อนเลย

นาโกย่า (Nagoya)

จริงๆแล้วนาโกย่าเป็นแค่จุดพักของเราเท่านั้นเองแต่ใครจะรู้มันจะเป็นอะไรที่ไม่คิดฝัน สิ่งที่เราคิดไว้ในการมาแวะที่นี่ก็คือข้าวหน้าปลาไหลนั่นเอง ขับรถมาชั่วโมงครึ่งบนทางด่วนบวกหลงๆนิดหน่อยตอนหาทางลงไม่เจอ ทางด่วนเค้าดี๊ดีขับแล้วรู้สึกถึงความปลอดภัยอันนี้ก็ไม่ทราบเพราะอะไรอาจจะเป็นความโค้งที่พอเหมาะกับความเอนของถนนตอนเข้าโค้ง


เอาของเข้าที่พักแล้วก็รีบพุ่งไปร้านข้าวหน้าปลาไหลอย่างเร็วเพราะว่ากลัวจะคิวยาว ผมไม่มีรูปให้ดูแต่ว่าไปหาดูในลิงค์นี้ได้เลย มีสองขนาดให้สั่งได้ผมก็เลยผลีผลามสั่งอันใหญ่เลย บอกจริงๆว่ากินแล้วมันตื้นตันช่วยชำระบาดแผลในใจจากความพลาดดอกซากุระที่ผ่านมา


เดินเล่นกันในเมืองนิดหน่อยก่อนฟ้ามืดก็ทำให้จิตใจรู้สึกเหมือนต้นไม้ได้น้ำ เหมือนพระรามได้เจอสีดา ที่นี่ซากุระเค้าใกล้ full bloom กันแล้ว บานกันทั้งต้นทั้งแผงเลยทีเดียว

กระนั้นแล้วเราเลยลงความเห็นกันว่าวันพรุ่งนี้ก่อนออกจากเมืองนี้ไปตอนเช้าเราจะแวะที่ปราสาทนาโกย่ากันก่อน มีดอกไม้เป็นฉากหน้าแล้วมันก็ต้องมีฉากหลังให้สมศักดิ์ศรี


ตอนเช้าผมรีบเตรียมตัวก่อนแล้วออกมาดูดาดฟ้าหอพักที่อยู่เห็นรางรถไฟชัดมากเลยแวะถ่ายมาก่อนออก เริ่มถูกหล่อหลอมให้ตื่นเต้นกับรถไฟไปกับเค้าด้วย

ขับรถออกจากที่พักไปยังปราสาทต่อทันที หาที่จอดยากยิ่งกว่ากรุงเทพ วนอยู่สามรอบจนได้ที่จอดที่ค่าจอดถูกที่สุดและเดินไม่ไกลเกินไป ระหว่างทางที่เดินก็เริ่มเห็นแล้วความหวังของทุกคน ต้นซากุระที่ออกดอกพร้อมกันเป็นแถบๆ แบบนี้แหละที่แถวบ้านไม่มีให้ดู

ส่วนด้านในกำแพงก็ไม่ยอมออกดอกกันทั้งต้นทั้งสวน ไม่นึกเลยว่าจะได้เห็น แค่นี้ก็กลับบ้านได้ไม่เป็นที่ผิดหวังของคนทั้งหมู่บ้าน

การหาดอกซากุระนี่เอาจริงๆมันไม่ยากเท่าไหร่แต่การที่จะหาต้น กิ่งหรือทั้งสวนให้มันเข้ากับฉากที่เราอยากจะถ่ายรูปไว้นี่สิที่ยาก คือจะให้ถ่ายแบบซูมไปใกล้ๆจะถ่ายต้นไหนมันก็ออกมาคล้ายๆกัน ปราสาทนาโกย่าเลยเป็นที่แรกที่ทำให้ผมถ่ายภาพดอกซากุระได้สำเร็จ


ถ่ายกันให้หายข้องใจแล้วไม่ต้องหันหลังกลับมาอีก ล้างแค้นสำเร็จมั้ยไม่รู้แต่แค่นี้ก็ทำให้ลืมความแค้นไปได้พักนึง พอถึงจุดนี้ต้องมีหักมุม ความแค้นของเราไม่ได้มีแค่นี้แต่ตอนหน้าตามไปเอาคืนที่ฟูจิที่สามปีก่อนมาแล้วไม่เห็นแม้แต่ตีนเขา ร่างกายพร้อมแล้ว!




138 views0 comments