โตเกียว (Tokyo) เดินเล่นในโตเกียวในวันที่ดอกซากุระบาน

Updated: May 14, 2020


เดือนที่เดินทาง - 5 - 7 เมษายน 2019


จุดหมายสุดท้ายในการเดินทางยาว 14 วันในญี่ปุ่นของเราจบลงที่เมืองหลวงแห่งนี้ นี่ก็เป็นการมาโตเกียวครั้งที่ 2 เช่นเดียวกันเพราะว่าคิดไม่ออกว่าจากฟูจิจะไปไหนต่อที่ไม่ไกลเกินไป การมาเที่ยวโตเกียวครั้งนี้เราเดินกันวันๆนึงระยะทางเกิน 20 กิโลเมตร เดินกันเยอะจนคิดถึงรถที่มีขับตอนอยู่ที่ฟูจิเลย แต่มาถึงญี่ปุ่นแล้วต้องไปดูให้เห็นกับตา hot spot ไหนบ้างที่คนเค้าไปดูซากุระกัน


คืนวันก่อนหน้าเป็นวันที่เราขับรถมาถึงโตเกียวจากชิซูโอกะ ขาขับเข้ามาในเมืองนี่ขับหลงแล้วหลงอีก ในเมืองนี่ขับรถยากจริงๆทั้งแยกและไฟแดงที่งงๆ พอไปถึงที่คืนรถเราก็ต้องกลับมาเป็นคนเดินเท้ากันเหมือนเดิม ลาก่อนรถที่แสนสบาย


วันถัดมาก็เริ่มออกเดินเที่ยวกันเลย และที่แรกที่มีรูปให้ดูก็คือศาลเจ้าเมจิ (Meiji Jingu) ศาลเจ้ายอดฮิตที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีด้วยความที่เค้าเป็นสวนป่าขนาดใหญ่กลางเมืองและตัวศาลเจ้าที่ทำจากไม้สนที่ดูแล้วขึงขังไม่ธรรมดา

เดินออกมานอกบริเวณศาลเจ้าอารมณ์ก็เปลี่ยนอย่างรวดเร็วเพราะกลายเป็นย่านห้างสรรพสินค้าแฟชั่นและวัยรุ่นมากมายมารวมตัวกัน ด้านนอกนี้เองเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟฮาราจุกุสุดคลาสสิคที่ตอนเราไปยังมีการใช้งานอยู่และสถานีใหม่ยังสร้างไม่เสร็จ เท่าที่ค้นคว้าดูตอนนี้สถานีใหม่เปิดใช้แล้วแต่ว่าอาคารเก่าก็ยังไม่หายไปไหนยังกลับไปดูเล่นกันได้อยู่

เดินเล่นกันไปเรื่อยๆ แวะร้านรองเท้าบ้างทำเป็นลองๆใส่แล้วก็ไม่ซื้อ 555 ระหว่างทางก็เห็นห้างหน้าตาแปลกก็เดินไปถ่ายรูปเล่น ต้นไม้สวยๆเป็นระยะกับคนสัญจรไปมาดูน่ารักดี เดินเล่นชมบรรยากาศบ้านเมืองไปเรื่อยๆรู้ตัวอีกทีเกือบถึงชิบูย่า

ก่อนถึงชิบูย่ามีอาการหิวข้าวแต่ไม่รู้จะกินอะไรแล้วมองไปเห็นป้ายเป็นเนื้อทอดที่ตรงกลางดิบๆ (เชฟทอดไฟแรง 55) ก็เลยสนใจและคิวไม่ยาว พอต่อคิวไปซักพักหันไปดูคิวยาวไปนอกฟุตบาทแล้ว เปิด Google ดูชัดเลยว่าร้านดัง อร่อยมากและแปลกที่ทำเสิร์ฟให้เราพร้อมเตาต้องมาย่างต่อเอง หรือไม่ย่างก็กินดิบๆไปไม่ท้องเสีย ผมกินดิบๆซะส่วนใหญ่เพราะย่างไปก็ดูธรรมดา ใครสนใจร้านชื่อ Motomura เค้ามีเฟรนไชส์หลายสาขาเลือกเอาที่สะดวกได้เลย (ไม่มีรูปอาหารเพราะถ่ายไม่ทันกิน)


เดินๆมาแล้วก็ถึงแยกชิบูย่าที่ไม่รู้ทำไมคนต้องทำเป็นเดินข้ามถนนไปฝั่งนู้นเพื่อจะเดินกลับมาฝั่งนี้ แต่สถานที่มีชื่อเสียงก็ไปถ่ายรูปมาไว้นิดนึง ไม่ได้ไปเดินข้างล่างแต่ว่ามาส่องดูจากบนชั้นสองฝั่งเดียวกับสถานีรถไฟ

ผมก็เริ่มเจ็บขาแต่คนอื่นยังไหว จะเป็นภาระชาวบ้านไม่ได้เลยไปต่อเลยที่ Tokyo Midtown หรือ Roppongi มาดูซากุระที่ปลูกเป็นแถวยาวๆข้างถนนสีสวยที่แท๊กซี่ขับผ่านมาให้จับภาพเยอะแยะ เลือกสีที่ชอบได้เลย

ย่านนี้เป็นย่านผู้มีอันจะกินนิดนึงดูจากราคาตามร้านอาหารและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เราไม่มีเงินก็เดินๆดูนิดหน่อย


เดินฆ่าเวลา (นั่งไม่ได้หรอ) นิดหน่อยรอให้แดดร่มๆก็ย้ายไปอีกที่นึงซึ่งยอดฮิตเช่นกัน ตอนเพื่อนพาขึ้นรถไฟไปไม่รู้ที่ไหนแต่รู้ว่าฮิตเพราะคนไม่รู้มาดูดอกไม้หรือมาก่อม๊อบ

สุดท้ายไปถึงที่ก็เลยร้องอ๋อ ที่นี่แม่น้ำเมกุโระ (Meguro River) นั้นเอง เป็นแม่น้ำเล็กที่มีต้นซากุระเรียงเต็มสองฝั่งตลิ่งแล้วมีการประดับโคมไฟให้คนมาครึกครื้นกินดื่มกันในช่วงเทศกาล พอมองจากสะพานกลางแม่น้ำก็จะเห็นเป็นอุโมงค์ดอกซากุระยาวไปไกลสวยมากๆเลย

ตรงนี้เห็นสวยๆเป็นการถ่ายภาพที่ต้องทำใจให้พร้อมก่อนเอาตัวเข้าแลกเพื่อมาอยู่จุดนี้ คนเบียดกันจะเข้ามาตรงนี้ตลอดเวลาและก็มีคนที่ใจแข็งเอาขาตั้งมากางด้วย ส่วนตัวผมก็เอากล้องพาดกับรั้วพอไม่ให้สั่น รีบถ่ายแล้วก็ถอยออกมาให้คนอื่น ยังไม่ถูกใจก็รอกลับเข้าไปเบียดๆใหม่


พอแสงบนท้องฟ้าเริ่มหมดก็เห็นไฟที่เปิดชัดขึ้นได้ภาพออกมาแล้วนี้ เหมือนว่าตอนฟ้ายังไม่มืดสวยกว่า ทุกคนคิดว่ายังไงกันบ้าง

เป็นทางเดินริมลำน้ำนี้ยาวไปเรื่อยๆไกลมากซึ่งผมก็ไม่รู้ยาวไปถึงไหนแต่ดูแล้วน่าจะคล้ายๆกันไปจนสุดทาง นั่งกินขนมรอทุกคนพอใจจึงเดินทางกลับไปพักฟื้นเท้าสองข้างไว้เริ่มวันใหม่


วันใหม่มาถึง สายๆหน่อยก็พากันออกไปเดินเล่นต่อ เริ่มด้วยสวนอุเอโนะ (Ueno Park) มาดูคนญี่ปุ่นเมาเหล้าในที่สาธารณะตอนกลางวันแสกๆกันใต้ต้นซากุระ ปลูกกันเยอะแยะให้เป็นสีขาวชมพูไปทั้งสวน มองขึ้นไปแล้วสวยมาก ส่วนมองลงมามีคนนอนกันเต็มโคนต้นไม้ 555

เดินผ่านไปก็เห็นมีซอยเล็กๆเป็นเหมือนศาลเจ้า ตาไม่ได้มองศาลเจ้าแต่เป็นร้านขายของในซอยอารมณ์เหมือนทางเข้าโรงเรียนสมัยก่อนที่ลุงๆป้าๆรอเด็กมาซื้ออาหารก่อนเข้าโรงเรียน มีไก่ย่าง เนื้อย่าง มีโอเด้ง มีเบียร์ขาย เลยจัดการนั่งกินเบียร์กลางวันแสกๆกับเค้าบ้าง

เดินต่อไปอีกก็พบว่ามีงานวัดกันอยู่ของกินเพียบ แวะหน่อยเห็นขนมข้างทางแล้วอยากกิน

ปลาปิ้งที่ดูน่ากินนี้ผมลองกินตั้งแต่ไปฟูจิแล้ว จะบอกว่าไม่อร่อยแต่ก็ไม่อยากให้ทุกคนเชื่อคำผมคนเดียว ถ้าไหนๆได้ไปเจอก็ลองกินซักครั้งในชีวิตนะครับ 555 ป้าๆเค้ากินกันดูน่าอร่อย


เดินไปไหนก็มีซากุระบานไปทั่ว มีเรือถีบให้บริการสำหรับใครที่ต้องการความโรแมนติก หรือออกกำลังส่วนต้นขา

กลีบดอกไม้ที่เริ่มร่วงหล่นลงมาก็ยังไม่หมดความสวยงาม ก่อนจะร่วงถึงพื้นปลิวไปกับลมเหมือนฝนตกเป็นกลีบดอกไม้ พอร่วงลงพื้นก็ทำให้พื้นเป็นสีชมพู พอร่วงลงน้ำก็เป็นสีชมพูไหลเป็นทางไปตามสายน้ำ

หลังจากยอมแพ้ขอนั่งยาวตอนบ่ายๆให้ทุกคนได้ไปตามหาฝันที่อากิฮาบาระ (Akihabara) ไม่ตัดสิน คนเราความฝันไม่เหมือนกัน 555 ตัดภาพมาตอนบ่ายแก่ๆ


สวนชิโดริกาฟุจิ (Chidorigafuchi Park) ก็เป็นอีก hot spot ในการมาดูซากุระของคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวด้วยฉากที่เห็นกันบ่อยๆคือเรือพายในคูน้ำรอบๆเมืองชิโยดะ (Chiyada City) ซึ่งเป็นที่ตั้งของวังหลวงของจักรพรรดินั่นเอง

ที่โตเกียวนี่มีสถานที่ให้ฉลองเทศกาลชมซากุระกันทุกรูปแบบรองรับทุกเพศทุกวัยจริงๆ ทั้งกินดื่ม ทั้งเดินเล่น ทั้งพากันมาพายเรือ เรียกได้ว่าปีนึงมีครั้งเดียวต้องดูกันให้คุ้มค่า


มาถึงตรงนี้ก็อยู่ใกล้ๆกับสถานีโตเกียวที่ทั้งใหญ่โตและสวยงาม ควรแวะไปถ่ายรูปกันหน่อยอย่าให้เสียเที่ยว ตรงนี้มีจุดที่ให้ขึ้นไปถ่ายลงมาจากบนตึกได้ 3 ที่คือตึกที่อยู่ด้านหน้าและด้านข้างของสถานี หาง่ายมากแค่ขึ้นไปชั้นบนสุดที่ไปได้ก็เจอละครับ ด้านหน้าสถานีเพิ่งปรับปรุงใหม่ไม่นานสวยสะอาดเอี่ยม

ปิดวันนี้ลงด้วยภาพของสถานีรถไฟสุดคลาสสิคที่อยู่ได้อย่างลงตัวท่ามกลางตึกสูงที่ดูโมเดิร์น แบบนี้เองที่เค้าเรียกว่า timelessness หรือเป็นนิรันดร์


วันสุดท้ายนี้ก็จบลงแบบสบายๆให้ความทรงจำของโตเกียวไร้ความเจ็บปวดของฝ่าเท้า 55 เดินๆนิดๆหน่อยๆแล้วก็นั่งเล่นตามทางไปเรื่อยให้ได้ซึมซับบรรยากาศแบบไม่ต้องยกกล้องมาถ่ายรูป แต่มันเหมือนเป็นโรคจิตต้องขอถ่ายไว้นิดนึงเวลาเห็นอะไรที่มุมมันสวยๆ

ชิวกันจนเบื่อก็เริ่มออกเดินกันที่ริมแม่น้ำสุมิดะ (Sumida River) แม่น้ำสายสำคัญของโตเกียวคล้ายเจ้าพระยาของกรุงเทพ คนญี่ปุ่นก็ออกมาครื้นเครงกันเช่นเคยใต้ต้นซากุระที่ดอกก็โรยลงมาเยอะขึ้นเป็นสัญญานว่าจะต้องไปแล้วจนกว่าจะปีหน้า

เดินผ่านตรงนี้มาก็เพื่อที่จะโผล่ไปที่วัดเซ็นโซจิ (Senso-ji) ในย่านอาซากุสะ (Asakusa) นี่แหละ วัดคนเยอะเหมือนครั้งก่อนเพราะด้านหน้าเป็นถนนช้อปปิ้งและมีโคมไฟยักษ์ที่ไม่เคยเห็นที่ไหน


คนเยอะเหมือนวัดมังกรตอนช่วงตรุษจีนเลยทีเดียว คนมากมายต่อคิวไปกราบไหว้ขอพรให้เป็นสิริมงคล

เดินผ่านตลาดด้านหน้าก็ตกเป็นเหยื่อซื้อของฝากมานิดหน่อยและมุ่งหน้าออกไปขึ้นลิฟท์ใน Culture Tourist Information Center ที่มีชั้นบนไว้มองลงมาเห็นวิวของวัดจากมุมสูง

มองลงมาตรงๆก็ได้อีกมุมที่แปลกตา คนและรถราดูเล็กๆจากบนนี้

หันขวาไปมีมุมโบนัสแถมให้เป็น Tokyo Skytree ที่สูงไม่รอตึกรอบข้าง

และแล้วก็จบลงกับ 14 วันที่ก็แอบทำให้คิดถึงบ้าน แต่มานั่งเขียนโพสย้อนหลังแบบนี้ก็ทำให้คิดถึงอยากกลับไปเก็บภาพสวยๆมาอีกไว้โม้ให้คนอื่นฟังในอนาคต


ความสวยงามของโตเกียวในช่วงนี้ก็ยังตราตรึง ทำให้รู้สึกชื่นชมประเทศญี่ปุ่นทั้งในแง่ความเอาใจใส่ต่อเรื่องที่หลายๆคนคิดว่าไม่สำคัญและความสามารถด้านการตลาดที่ทำให้ซากุระเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น


ลองคิดดูถ้าประเทศไทยเอาพันธุ์ไม้ของเรามาทำให้ดูสวยงามอย่างพร้อมเพรียงกันแบบนี้บ้างผมว่าก็คงน่าดูไม่น้อย ของดีไม่ใช่เราไม่มี ใครก็ได้ช่วยไปบอกพนักงานตัดต้นไม้ของกทม.หน่อยเน่อ




92 views0 comments