นิวยอร์คซิตี้ สวรรค์ของคนรัก Cityscape + วอชิงตัน ดีซี มาทั้งทีขอไปตามหาพี่ทรัมป์

Updated: Jul 14, 2020


เดือนที่เดินทาง - พฤษภาคม 2018


ช่วงนี้เดินทางไปไหนไม่ได้ ยังไงก็ต้องขอเอารูปเก่าๆมาเผยแพร่ไปก่อนนะครับ โพสนี้เป็นเรื่องการเดินทางไปอเมริกาของผมเมื่อสองปีก่อนที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวต่อหลังจากประชุมงานที่สาขาใหญ่จบเหมือนกันกับโพสก่อนหน้านี้ และครั้งนี้เป็นการเดินทางไปเที่ยวนิวยอร์ค!


นิวยอร์คเป็นอีกเมืองที่ถ่ายรูปสนุกมากด้วยความที่ตึกสูงระฟ้ามากมายเปิดไฟสว่างไสวตลอดคืนราวกับค่าไฟฟรีตลอดชีพ นอกจากนั้นสถานที่ต่างๆเดินผ่านแล้วก็อาจจะทำให้นึกออกว่าเคยเห็นในหนังกันบ่อยๆ งานนี้มีแม่ตามมาด้วยเหมือนเคย นานๆทีจะได้ไปเที่ยวไกลๆ ไม่พลาดแน่นอน

วันที่ 1 (Brynt Park, Times Square)

เสร็จงานแล้วไม่ต้องรอนาน เช้าวันรุ่งขึ้นก็ออกตั้งแต่เช้ามืดเพื่อขึ้นเครื่องจาก Omaha เพื่อไปลงที่ สนามบิน JFK หลังจากต่อเครื่องที่ Philadelphia พอถึงนิวยอร์คแล้วก็รอไฟล์ทที่แม่นั่งมาแป๊บเดียวแล้วเราก็นั่งรถไฟเข้าเมืองได้เลยครับ โรงแรมที่นอนคราวนี้คือ Hotel Pennsylvania โลเคชั่นถือว่าค่อนข้างดี ราคาถูกกว่าโรงแรมรอบข้าง แต่ว่าห้องแย่มากๆ โปรดใช้วิจารณญาณในการจอง


กว่าจะเอาข้าวของไปเก็บแล้วจัดการอะไรเสร็จก็บ่ายๆแล้ว Brynt Park อยู่ไม่ไกลจากโรงแรม ไปเดินเล่นนิดนึงก่อนวันเที่ยวจริงพรุ่งนี้

Brynt Park เป็นสวนสาธารณะด้านหน้าหอสมุดนิวยอร์ค (New York Public Library) ที่ด้านในสวยมากๆๆๆ แต่ได้แค่ดูรูปเพราะว่าไปถึงก็เลยเวลาทำการซะแล้ว ดูรอบๆไปก่อน บรรยากาศดี อาคารบ้านเรือนดูแล้วคลาสสิก

ฝั่งตรงข้ามของสวนมีซุปเปอร์มาร์เก็ต Whole Foods อยู่เลยเดินแวะเข้าไปดูหน่อยเพราะเห็นว่าผักผลไม้ที่นี่สดและใหญ่โตมาก ที่เห็นเป็นเรื่องปกติเลยคือร้านค้าที่นี่ใช้พลาสติกเยอะแยะ ผักเล็กๆน้อยๆไม่ได้ทำเป็นกำๆเหมือนบ้านเราแต่ต้องใส่กล่องพลาสติกไว้ให้เปลืองเล่น

อ่ะๆ อย่าไปบ่นเค้าเยอะ ฟ้าเริ่มมืดแล้วเลยเดินต่อไปเรื่อยๆเพื่อจะไปจบที่ Times Square นั่นเอง

เดินมาถึงแล้วสิ่งที่เห็นก็ทำให้ตะลึงกว่าที่คิดเพราะไม่คิดว่าจะใหญ่โตและป้ายเยอะขนาดนี้ คนเดินกันเยอะมากทั้งนักท่องเที่ยวและคนใส่ชุดแปลกๆมาให้คนถ่ายรูป ผมไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะพวกนี้เค้าเก็บเงินนะครับ ใครอยากได้รูปอย่าตกใจเวลาเค้าทวงเงิน

บริเวณรอบๆนี้ก็เป็นโรงละครมากมายสำหรับละครเวทีชื่อดัง ถ้าเป็นโชว์ที่ดังมากๆต้องจองล่วงหน้ามาก่อนนะครับไม่งั้นแห้ว ตอนผมไปสนใจอยากดู The Phantom of the Opera ไม่มีตั๋วไปอีกสองอาทิตย์แน่ะ


วันแรกไว้แค่นี้ก่อน ไปหาผับบาร์นั่งดื่มนิดหน่อยก่อนกลับโรงแรมนอน พื้นโรงแรมนี้เดินเท้าเปล่าไม่ได้เลยเท้าดำปี๋ คนบ้านนี้เมืองนี้เค้าใส่รองเท้าในบ้านกันสินะ

วันที่ 2 (Chelsea Market, The High Line, Central Park, Top of the Rock)

วันนี้แหละที่เราเตรียมขามาปวดเป็นอย่างดีเพราะที่เที่ยวค่อนข้างเยอะ อาหารเช้าโรงแรมนี้เค้ามีให้แค่ขนมปังก้อนนึง กล้วยหนึ่งผล(เรียกว่าผลถูกแล้วนะ) และกาแฟ ไม่เป็นไร วันนี้เราเริ่มวันด้วยการกินก่อนเลยที่ตลาด Chelsea ที่เป็นสถานที่ฮิปๆมีของแปลกๆขายและมีอาหารสดเยอะแยะ

ที่เล็งไว้วันนี้คือโซนอาหารทะเลนี่เอง ไม่ว่าจะเป็นปูยักษ์อลาสก้า หรือว่ากุ้งล็อบสเตอร์ ตัวใหญ่ๆเยอะแยะ ราคาแพงหน่อยแต่ไม่ผิดหวังแน่นอน อาหารทะเลสองอย่างนี้ผมพูดจริงๆว่ากินที่อื่นไม่เหมือนที่อเมริกา ไม่แช่ในน้ำเกลือเค็มๆ เหมือนแค่เอามาต้มให้สุกแล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของความสด เนื้อกินเปล่าๆก็รู้สึกหวาน คิดแล้วหิว ขาปูใหญ่เอามาตีกันหัวแตกได้เลย

ทั้งของคาวและหวาน จัดเต็มกันแล้วก็พร้อมไปเที่ยวต่อที่ The High Line ที่อยู่ข้างๆกันเลย High Line คือรางรถไฟยกระดับเก่าดั้งเดิมของนิวยอร์คที่เลิกใช้ไปแล้วเค้าเลยเอามาทำเป็นสวนสาธารณะลอยฟ้า ไอเดียบรรเจิดมากๆ รางรถไฟก็ยังเก็บไว้ให้เดินสะดุดกันเล่นเป็น gimmick ระหว่างทางก็ได้เดินดูบ้านเมืองเค้าทั้งตึกเก่าและใหม่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

ถ้าใครเดินไปจนสุดทางอีกฝั่งที่ Hudson Yards ก็จะได้เจอกับแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่ตอนผมไปยังสร้างไม่เสร็จชื่อว่า Vessel หน้าตาคล้ายๆรังผึ้ง

ระหว่างทางเดินมีทางขึ้นลงตลอดไม่ต้องกลัวว่าจะผันตัวกลับไม่ได้ เราเลยเลือกจะลงกันตรงไหนที่ใกล้สุดแล้วเรียกแท็กซี่ไปที่ Central Park เริ่มเมื่อยซะแล้ว


ด้านในสวนก็เดินๆพักๆไปเรื่อยครับ มาเที่ยวที่ Central Park ต้องทำตัวเหมือนคนแถวนี้เพราะไม่ได้มีอะไรให้ดูเยอะแยะแต่เป็นพื้นที่พักผ่อนทำกิจกรรมมากมาย เหมือนมาดูการใช้ชีวิตของคนที่นี่ ทั้งนอนอาบแดด ปีนหินเล่น ปั่นจักรยาน หรือจะพายเรือ

เดินเข้าไปต่อตรงทางอุโมงค์ต้นไม้หรือ The Mall (ไม่ใช่ห้างแถวบ้าน) ก็ยิ่งเห็นคนมาทำอะไรกันเยอะแยะ บางทีก็มี street performance มาแสดงหารายได้เช่นแบบนี้

เดินมาต่ออีกหน่อยก็จะเจอ Bethesda Terrace กับ Bethesda Fountain ที่เห็นในหนังบ่อยๆ ของจริงสวยดีครับมีรายละเอียดบนเพดานเยอะแยะ ส่วนน้ำพุนั้นก็ทั่วๆไปนะ ไว้นั่งพักเหนื่อยได้

สวนเค้าใหญ่มากจริงๆจะให้เดินหมดก็ไม่น่าจะจบในวันเดียว เอาแค่พอได้เห็นของจริงก่อนละกันครั้งนี้


นั่งพักกันหายเหนื่อยแล้วก็ค่อยๆเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินไปที่ Rockefeller Plaza จุดชมวิวเมืองที่นับว่าวิวสวยที่สุดในนิวยอร์ค จะไปดูพระอาทิตย์ตกที่ยอดตึกกัน ตรงนี้เท่าที่ค้นคว้ามา ไม่สามารถใช้ขาตั้งกล้องอันใหญ่ได้แต่ว่ามีขอบรั้วที่ใหญ่พอให้ตั้งขาตั้งกล้องอันเล็กๆเตี้ยๆได้ ถึงกับไปซื้อขาตั้งกล้องมาสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ


ภาพก่อนเข้าตึก

สำหรับใครที่สนใจแนะนำว่าให้ไปเร็วหน่อยเพราะต้องไปต่อคิวซื้อตั๋วเล็กน้อยและต้องรอคิวขึ้นลิฟท์ด้วย จุดที่ถ่ายรูปสวยที่สุดมีพื้นที่ให้สำหรับแค่คนเดียวหรือในกรณีผมแบ่งให้คนอื่นอีก 2 คนเพราะว่าเห็นใจเค้าอุตส่าห์ซื้อตั๋วมา แบ่งๆกัน ระหว่างถ่ายรูปอยู่ก็มีฝรั่งที่คิดว่าเราฟังเค้าไม่ออกมาซุบซิบว่าตานี่เมื่อไหร่จะเสร็จจะได้ไปถ่ายรูปบ้าง พอดีผมก็รอแสงมันสวยอยู่เลยให้เค้าเข้าไปถ่ายก่อนแป๊บนึง แค่นี้ทุกคนก็สบายใจ


ภาพด้านล่างนี้ก็เป็นตั้งแต่พระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าไปจนถึงช่วง twilight นิดเดียวเพื่อให้ได้ทั้งสีของท้องฟ้าและไฟบนตึกครับ ระยิบระยับ สวยมากเลย

พอหันกลับไปอีกด้านนึงก็จะมองไปเห็น Central Park ตึกสูงมาบังเยอะแยะ อนาคตคงจะไม่เหลือให้เห็นอีกแล้ว

จบลงด้วยขาที่ปวดร้าว ไปเที่ยวครั้งไหนก็เจ็บกลับมาทุกที 555

วันที่ 3 (Brooklyn Bridge, Statue of Liberty, Dumbo)

ถ้ามานิวยอร์คแล้วที่ห้ามพลาดเลยคือการมาเดินบนสะพาน Brooklyn คิดเอาไว้แล้วว่าถ้ามาตอนเย็นนี่คนน่าจะเดินกันแน่นเลยตัดสินใจมาช่วงเช้าแทน เริ่มมีคนบ้างแล้วแต่ก็ไม่เยอะมาก เพราะโรงแรมเราอยู่ฝั่ง Manhattan เราเลยเริ่มเดินจากฝั่งนั้นมาและไปจบที่ฝั่ง Dumbo


ตึกสมัยก่อนผมว่าดูแล้วสวยมากเลย เสียดายว่าสมัยนี้ไปที่ไหนตึกก็เป็นกระจกรอบด้านเหมือนกันทุกประเทศ ผมว่าแบบนี้ดูแล้วแปลกตามีเอกลักษณ์

สะพาน Brooklyn สร้างเสร็จตั้งแต่ปีค.ศ. 1883 เป็นสะพานข้ามแม่น้ำฝั่งตะวันออกที่แรกของนิวยอร์ค ใช้เวลาสร้างทั้งสิ้น 13 ปี น่าจะนานอยู่เพราะว่าทั้งตอม่อสะพานใช้การก่ออิฐ ไม่ได้มีแท่งปูนหล่อสำเร็จเหมือนสมัยนี้ ตอนที่สร้างเสร็จที่นี่เค้านับว่าเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก ณ ตอนนั้นด้วยนะ

ไม่ได้มาเดินๆแล้วจบไป มีอ่านหาความรู้นิดหน่อย 555 บนนี้มองออกไปเห็นวิวเมืองทั้งฝั่ง Brooklyn และ Manhattan ได้เลย เสียดายเวลาน้อยไม่งั้นคงได้มาเก็บภาพนี้ตอนเย็นๆ

เห็นแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมโครงสร้างบ้านเมืองฝรั่งที่เค้าใช้อิฐเป็นวัสดุหลักอยู่มาได้นานมากแต่ว่าวัดวังบ้านเราที่ใช้อิฐสร้างเหมือนกันกับพังลงมาหมดแล้ว ถ้าใครสนใจลองดูค้นคว้าดูได้เกี่ยวกับเรื่อง Brick Arch คือผมก็ไม่ได้เรียนมาสายนี้แต่มันสงสัยจนต้องไปหาอ่านก็เลยเข้าใจ พอโครงสร้างเป็นแบบนี้ยิ่งน้ำหนักด้านบนมากก็ยิ่งกดให้โครงสร้างแน่นและแข็งแรงขึ้น ถ้าใครไปอยุธยามาก็จะเห็นว่าบ้านเราเค้าไม่ทำคานแบบเมืองฝรั่งแต่เอาไม้มาพาดเป็นคานเอาดื้อๆ พอไม้ผุหรือไหม้ไปก็พังลงมาง่ายๆเลย

นอกเรื่องๆ พอเดินลงมาจากสะพานแล้วแดดก็แรงครับ ถ่ายรูปยังไม่สวย เลยไปนั่งกินข้าวที่ร้าน Grimaldi's Pizzeria พิซซ่าอร่อยมาก ถ้าใครชอบพิซซ่าแนะนำ วันที่ไปมีคนเหมาปิดร้านแต่เค้ายังใจดีให้เราสั่งกลับบ้านได้ เราก็สั่งกลับบ้านแต่ไปนั่งกินในสวนใต้สะพาน Brooklyn อากาศดีด้วย


เดินเล่นกันนิดหน่อยเซอเวย์หามุมไว้เย็นนี้ เสร็จแล้วก็ไปขึ้นรถไฟเพื่อจะไปที่ Battery Park ซึ่งเป็นที่ขึ้นเรือไปดูเทพีเสรีภาพหรือ Statue of Liberty มาแล้วก็ไปดูซะจะได้ไม่ค้างคา ต้องไปซื้อตั๋วก่อนแล้วต่อคิวไปขึ้นเรือ คิวยาวมากๆต้องเผื่อเวลากันนิดนึง


สำหรับคนที่ไม่อยากใช้เงินมีอีกทางเลือกคือขึ้น Ferry ไป Staten Island แต่ว่าจะอยู่ไกลจากเทพีเสรีภาพมากและเค้าไม่จอดบนเกาะนั้นให้ครับ เป็นเรือโดยสารจริงๆที่คนใช้สัญจรระหว่างสองเขต


ระหว่างทางไปก็ดูวิวได้เรื่อย ดูเรือหรูๆของชาวบ้านเค้าไปพลางเดี๋ยวก็ถึงละ

มาแล้วๆ ได้เห็นกันใกล้ๆ เรือจะวนไปจอดด้านหลังเทพีเสรีภาพและเราสามารถเดินเล่นบนเกาะได้ตามใจชอบไม่มีเวลาจำกัด เรือนี่เราก็ไม่ต้องกลับลำเดิมก็ได้ครับ แต่ต้องรู้ว่าสายไหนกลับ Manhattan หรือไป New Jersey ขึ้นผิดไม่ต้องกลับบ้านกันเลย

ขึ้นเกาะมาแล้วก็สามารถเดินไปบนแท่นชั้นล่างได้และขึ้นไปได้ถึงตรงชั้นบนก่อนถึงเท้าเค้า หรือจะไปบนยอดมงกุฎต้องจ่ายเงินเพิ่ม ไม่เป็นไรเอาข้างล่างพอ

ด้านบนก็มองลงมาเห็นวิวเกาะ Manhatttan กว้างๆได้เลย

ส่วนด้านในเข้าไปเค้ามีลุงคนนึงคอยอธิบายพร้อมหน้าต่างตรงเพดานที่มองขึ้นไปแล้วเห็นด้านในเทพีเสรีภาพแบบหมดไส้หมดพุง ด้านในเค้ากลวงๆและมีโครงเหล็กยึดไว้โดยการหุ้มด้วยแผ่นทองแดงหนาแค่ 2.37 มิลลิเมตรเท่านั้นเอง


ใช้เวลากันมาซักพัก นั่งๆนอนแถวๆนั้น ก็ตัดสินใจเดินไปขึ้นเรือกลับเข้าฝั่งไปหาอะไรกินกัน เดินๆพักๆให้ขาได้พักผ่อน แล้วก็ไปจบที่ Dumbo ฝั่ง Brooklyn ที่เดิมเพื่อตามเก็บมุมที่ดูไว้เช้าวันนี้


ที่แรกทางผ่านและเป็นมุมมหาชนเหมือนกันแต่พอไปแล้วผิดหวังเพราะดังจนคนมาถ่ายไปลง Instagram กันมากมาย หมุนซ้ายหมุนขวาไม่สวยซักที เอ้า

ไปต่อดีกว่า มุมที่ค้นหามาก่อนจากการเปิด Google Map พลิกหาจนเจอ เรียกได้ว่ามาเที่ยวนิวยอร์คก่อนมาถึงนิวยอร์คไปรอบนึงแล้ว ใครมีโอกาสไปตามรอยก็ตรงนี้เลยครับ https://goo.gl/maps/ZgU7QFdu951wSaGs5

ที่ตรงนี้ผมก็ไม่คิดว่าคนจะเยอะมาก ไปแล้วต้องใจแข็งถ้าคิดว่ามุมเราดีแล้วอย่าโลเลย้ายไปที่อื่นเพราะลุกเมื่อไหร่เสียม้าแน่นอน ถ้าอยากได้มุมดีๆต้องไปเร็วนิดนึงไม่งั้นขยับซ้ายขวาจากตรงนี้นิดเดียวก็เห็นชัดมากว่าไม่เวิร์คเท่าจุดนี้ ไฟบนตึกเปิดสว่างทั่วทุกหน้าต่างแบบนี้ไม่ได้มีให้เห็นทุกที่

ถ่ายกันจนเริ่มหนาวก็เลยออกเดินไปหน่อย เห็นว่าฟ้ายังไม่มืดเลยลองเดินไปดูอีกมุมนึง เวิร์คเหมือนกันวันนี้เลยได้แถมมา 2 ใบ เป็นหาดใต้สะพาน Manhattan ที่มองมาแล้วเห็นทั้งสะพาน Brooklyn และ ตึกใน Downtown Manhattan https://goo.gl/maps/AzTypERH1jQBom6g9

วันนี้ก็จบลงตามแบบแผน กลับโรงแรมพักผ่อนก่อนพบกับวันสุดท้ายในนิวยอร์ค

วันที่ 4 (One World Trade Center, Grand Central Station)

วันสุดท้ายแล้วก็ตื่นกันไม่ต้องเช้ามาก คือไม่รู้เจ็ทแลคย้อนหลังหรือเดินเหนื่อย เหลือแผนที่เที่ยวไม่เยอะเลยเลือกไปที่ One World Trade Center กันช่วงเช้า ถ้าใครอ่านแล้วดูเหมือนเราเดินทางกลับไปกลับมา ตอบเลยว่าใช่ 555 เพราะบางอย่างช่วงเวลามันไม่ได้เช่นแสงไม่สวยหรือแสงสวยพอดีต้องรีบไปที่สวยๆ ผมเลยเลือกที่จะกลับมาวันหลังแทนในบางสถานที่


สำหรับ One World Trade Center นั้นเป็นตึกที่สร้างขึ้นมาทดแทนตึกคู่ World Trade Center เดิมที่ถูกก่อการร้ายถล่มลงไปโดยตึกใหม่เหลือยอดเดียวและมีอีกชื่อว่า Freedom Tower ด้านบนมีที่ชมวิวแต่คราวนี้ไม่ได้ขึ้นเพราะเงินไม่มีแล้วจ้า


ตึกที่ถูกสร้างหลังจากเกิดเหตุและมีหน้าตาประหลาดน่าสนใจก็คือ The Oculus คล้ายๆก้างปลา ด้านล่างเป็นสถานีรถไฟ

เดินออกมาก็จะเจอแล้วครับกับ 9/11 Memorial พื้นที่ที่เคยตั้งอยู่ของตึก World Trade Center ก่อนเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ตรงที่เคยเป็นตึกสูงระฟ้าตอนนี้ซากต่างๆถูกรื้อถอนไปแล้วเปลี่ยนเป็นสระน้ำตกที่มีชื่อผู้เสียชีวิตสลักไว้รอบๆ

แหงนหน้าขึ้นไปจนปวดคอก็จะเห็นตึกที่สร้างมาทดแทนของเดิม Freedom Tower

จากตรงนี้ก็เดินเล่นกันไปเรื่อยๆดูบ้านเมืองเค้าไปมาตึกเก่าๆสวยๆ ฝรั่งก็มีดูดวงด้วยแน่ะ

ที่สุดท้ายที่อยากจะมาเห็นกันให้ได้ก็คือ Grand Central Station คือที่นี่ออกมาในหนังบ่อยมากเรื่องที่จำได้ดีคือเรื่อง Before We Go ที่พี่ Chris Evan กัปตันอเมริกาเล่น ของจริงไม่ได้คนโล่งเหมือนในหนังเล้ย


ที่นี่เหมือนเป็นความอลังการในแบบเก่าๆเป็นตัวแทนประวติศาสตร์ เทียบกับ The Oculus ที่เป็นสถานี World Trade Center เป็นตัวแทนความโมเดิร์น

และก็มีนาฬิกาชิ้นนี้ที่คลาสสิกมากๆ

ด้านนอกก็สวยงามเก่าแก่เช่นกัน

หมดแล้วกับการเดินทางในนิวยอร์ค วันนี้เป็นวันที่ต้องนั่งเครื่องบินกลับแล้วแต่ผมขอแถมวอชิงตัน ดีซีที่เป็นทริปคั่นนิวยอร์คไว้ก่อนจบเพราะไม่อยากให้มาคั่นกลาง


ฝากไว้ตรงนี้ก่อนสำหรับใครที่ชื่นชอบ ขอเชิญติดตามด้วยการกดไลค์เพจได้เลยครับ https://www.facebook.com/nopeopletravelphoto/

วอชิงตัน ดีซี (Washington DC)

จริงๆแล้วไปเที่ยวครั้งนี้ผมแบ่งไว้ให้ไป DC (District of Columbia) ด้วยเป็นเวลาสองคืน จริงๆเดินทางซะก็เยอะแล้ว การไปจากนิวยอร์คไม่โดยการจองรถบัสของบริษัท Greyhound ไป จองออนไลน์ไว้ก่อนได้เลย จุดที่ผมไปขึ้นรถอยู่ที่ Hudson Yards อยู่ไม่ไกลจากช่วง Midtown นั่งรถประมาณ 4 ชั่วโมงถ้ารถไม่ติดมาก


ปลายทางก็คือ Union Station ที่เก่าแก่และสวยงามไม่แพ้ในนิวยอร์ค

ที่นี่เทียบกับนิวยอร์คแล้วคนน้อยมากๆ อาจเป็นเพราะส่วนมากเราใช้เวลาอยู่ที่สถานที่ท่องเที่ยวตรง Downtown ที่มี National Mall เป็นสนามหน้ายาวเหยียดที่รวบรวมพิพิธภัณฑ์และอนุสาวรีย์ระดับชาติ


ก่อนอื่นรีบไปที่พักก่อนเพื่อเอาของเก็บและรอแดดร่มๆ ถึงอากาศเย็นๆโดนแดดเยอะๆก็ร้อนไม่เบาเหมือนกัน รอแดดตกๆจะได้แสงสวยๆกันเวลาถ่ายรูป


เดินออกมาจากที่พักก็มีอาคารสวยๆเยอะแยะ มาที่อเมริกากี่ทีก็ยังอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นกับไอน้ำพุ่งออกมาจากท่อ ที่เราอยู่ไม่มีให้ได้เห็น

มาถึงแล้ว Washington Memorial แท่งแหลมตั้งอยู่กลางลาน

เดินจากเสานี้ไปทางทิศตะวันตกก็จะเห็นศาลเจ้าพ่อปู่ลินคอล์น Lincoln Memorial ที่มีอนุสาวรีย์ท่านั่งของ Abraham Lincoln ตั้งอยู่ด้านใน ระหว่างทางก็เป็นสวนต้นไม้ร่มรื่นมีนกมีกระรอกเยอะแยะเลย

เดินมาถึงศาลพ่อปู่แล้วเห็นคนมากันเป็นร้อย มาขอหวยกันหรอพี่น้อง นักเรียนที่โรงเรียนพามาทัศนศึกษากันมากมาย บางคนก็สนใจบางคนก็มานอนกับพื้นให้เหมือนแท่ง Washington Memorial โผล่มาจากเป้ากางเกง ขอให้ George Washington มาเข้าฝัน

ด้านในเป็นอนุสาวรีย์ใหญ่โตของ Abraham Lincoln ที่แกะจากหินอ่อนสีขาวหนัก 159 ตันมองลงมาดูคนข้างล่างแล้วบอกว่า เอ็งอย่าไปนอนถ่ายรูปท่าแปลกๆกับ Washington Memorial

ไร้สาระแค่นี้ก่อน เดี๋ยวไม่ได้ความรู้ หมดวันแรกไปแล้ว นั่งรถซะส่วนใหญ่ พรุ่งนี้ไปเที่ยวเต็มๆกันเลย


ออกมาที่แรกที่สนใจอยากไปมากเลยคือ Thomas Jefferson Building หนึ่งในสามอาคารใน Library of Congress เพราะเปิดรูปดูด้านในสวยมากๆ ขอมาดูของจริงหน่อย

ด้านนอกว่าใหญ่โตอลังการแล้วเข้ามาด้านในแล้วจะร้อง

ทั้งลวดลายแกะสลักและภาพวาดบนเพดาน เห็นแล้วขนลุก วัสดุที่ไม่ต้องลงสีอะไรเลยอย่างหินอ่อนแกะเป็นลวดลายมากมายละเอียดซับซ้อน บนเพดานห้องโถงทางเข้านั้นผมว่าสวยมากๆ

ด้านในก็มีห้องต่างๆที่ไม่รู้จักเยอะแยะ ทางเดินธรรมดาก็ยังสวยขนาดนี้ สิ่งก่อสร้างสมัยใหม่สู้ไม่ได้เลย

ส่วนนี้เป็นห้องทำงานของคนที่ชื่อเหมือนตึกคือ Thomas Jefferson ที่เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่สาม เกิดมาในยุคที่อเมริกายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และเป็นสายแบ่งแยกจากการปกครองของราชวงศ์อังกฤษ ออฟฟิศเว่อวังมาก

อีกส่วนของอาคารหลังนี้ที่โอ่อ่าอลังการมากก็คือห้องอ่านหนังสือสำหรับสมาชิกเท่านั้น คนที่มาเที่ยวเค้าจะให้ดูจากด้านบนมีกระจกกันอย่างดีเพื่อไม่เป็นการรบกวนกับผู้มีความรู้ด้านล่าง

หมดแล้วครับดูได้แค่นี้ เดินไปต่อตึกข้างๆเลยคือ United States Capitol เป็นที่ทำงานของ Congress หรือรัฐสภา และยังนับเป็นศูนย์กลางของ Washington DC ด้วย คือเป็นที่เริ่มต้นถนนที่ 1 ตรงนี้แหละ ลองเปิดแผนที่ดูจะเข้าใจมากขึ้นครับ

ใครมาแล้วก็ไปใช้บริการนำทัวร์ด้านในได้ครับ เค้าจะพาดูภายในตึกค่อนข้างเยอะและมีเรื่องราวมากมาย ผมบอกตรงๆว่าจำไม่ค่อยได้ จำได้แค่ว่าโดมตรงกลางนี้เรียกว่า Capitol Rotunda และด้านในมีภาพวาดสวยๆอยู่ เห็นรอบๆวงสีเทาๆนั้นไม่ใช่รูปแกะสลักแต่เป็นการวาดให้ดูมีมิติจนเหมือนเด้งออกมา

ห้องอื่นๆมีเยอะมากสวยๆทั้งนั้น เอาเป็นว่ามีภาพมาประมาณนี้เองจ้า

จบทัวร์แล้วก็พากันเดินหลงๆข้างหน้านิดนึง ใหญ่โตจนเดินกันไม่ถูก สมาชิกสภาแก่ๆกันทั้งนั้นเดินกว่าจะถึงที่ประชุมหอบแย่


ที่เที่ยวต่อไปในวอชิงตัน ดีซีที่แนะนำว่าไม่ควรพลาดก็คือ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติสมิธโซเนี่ยน (Smithsonian National Museum of Natural History) ที่รวบรวมความรู้เกี่ยวกับโลกเรานี้ไว้มากมายที่มีไฮไลท์เป็นฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์ สำคัญคือเข้าฟรี!


ทางเข้ามาเจอพี่ช้างก่อนเลย นอกจากเป็นสถานที่เพื่อการศีกษาแล้ว สถาปัตยกรรมก็ยังสวยงามไม่แพ้กัน

ด้านในมีสัตว์สต็าฟไว้มากมายจัดทำท่วงท่าให้ดูสมจริงราวกับยังมีชีวิตอยู่

มีห้องใหญ่ๆที่มีกระดูกปลาวาฬแสดงอยู่และก็มีกระดูกอื่นๆอีกมากมาย

มาแล้วๆ กระดูกไดโนเสาร์ มีหลายอันมากแต่ผมถ่ายมาเฉพาะอันที่เค้ามีเต็มตัวไว้แบบนี้ สนุกครับ

เอาจริงๆผมเคยไปมาที่นิวยอร์คคือ American Museum of Natural History ที่ต้องเสียค่าเข้าแค่ผมว่าของที่จัดแสดงเจ๋งกว่านี้ ยังไงไปที่ไหนก็ดูที่นั่นแหละ


มาถึงวอชิงตัน ดีซีแล้วจะไม่ไปดูให้เห็นกับตาก็คงแปลกๆ ทำเนียบขาวนั่นเอง ชะเง้อๆดูก็ไม่เจอพี่ทรัมป์สงสัยไปตีกอล์ฟอยู่ เจอแต่คนมาประท้วงอยู่ขอบรั้วหลังบ้าน คนมาดูเยอะมาก คนอาศัยอยู่คงหาความเป็นส่วนตัวยาก

ท้ายสุดพอหันกลับไปทาง National Mall ก็จะเห็นเสา Washington Memorial และ Thomas Jefferson Memorial เวลาเหลือนิดหน่อยปั่นจักรยานไปดูนิดนึง จักรยานสามารถเช่าจากสถานีจอดตามถนนได้ในเมืองนี้ครับ


เวลาวันครึ่งในวอชิงตัน ดีซีถือว่าอาจจะไม่พอแต่ก็ทำให้ได้เห็นถึงที่มาที่ไปของความเป็นสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศ ใครชื่นชอบการศึกษาประวัติศาสตร์แนะนำให้หาโอกาสมาดูด้วยตาตัวเองครับ

ฝากไว้อีกทีสำหรับใครที่ชื่นชอบ ขอเชิญติดตามด้วยการกดไลค์เพจได้เลยครับ https://www.facebook.com/nopeopletravelphoto/

63 views0 comments