พาเที่ยว Road Trip อิตาลีเหนือ ตอนที่ 1 กรุงโรม (Rome) นครรัฐวาติกัน (Vatican City)

อัปเดตเมื่อ 22 ก.ย.


อิตาลี โรม วาติกัน

เดือนที่เดินทาง - กรกฎาคม 2022


สวัสดีครับมิตรรักแฟนเพลง นานๆจะมีเรื่องราวการเดินทางมาเล่าให้ฟัง มารอบนี้ได้ไปสถานที่ในความใฝ่ฝันที่อยากไปมาร่วมสิบปีได้แล้วก็คืออิตาลีนั่นเอง สาเหตุที่อยากมามากก็เพราะเมื่อก่อนชอบเล่นเกม Assassin's Creed มากๆแล้วภาคสองนี่เค้ามีตัวเอกเป็นคนฟลอเรนซ์และเดินทางไปทั่วอิตาลีเพื่อทำภารกิจมากมายเลยอินจัดมาตั้งแต่ตอนนั้นน่ะเอง


ทริปนี้เราใช้เวลาทั้งหมดไม่รวมนั่งเครื่องบินที่ 16 วัน 15 คืน และตอนแรกเลยและเราก็มาอยู่กันที่กรุงโรมและนครรัฐวาติกันเป็นเวลา 3 คืนและจะพาไปชมดูเมืองแห่งสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ศูนย์กลางคริสตศาสนจักรและอาณาจักรโรมันในสมัยโบราณกันครับผม


 

Day 1

ตามแผนการเรามาถึงสนามบิน Leonardo da Vinci ตอนบ่ายโมงครึ่ง แนะนำว่าให้ทุกคนหาซิมอินเตอร์เน็ตมาจากบ้านเพราะว่าที่นี่ขายแพงมากตั้ง 55 Euro ใช้ได้ 30 วัน ส่วนการเข้าไปในใจกลางกรุงโรมนั้นมีสองช่องทางคือสามารถขึ้นรถไฟใต้ดินได้ราคาไม่แพงมากแต่ว่าใช้เวลาร่วมชั่วโมง กับนั่งแท็กซี่ที่จอดหน้าประตูทางออกเลยที่ราคาเหมา 50 Euro ไปลงตรงไหนก็ได้ในเมือง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที


การขึ้นแท็กซี่ในอิตาลีแต่ละเมืองมีระบบไม่เหมือนกัน ที่โรมนี้ไม่มีมิเตอร์เพราะฉะนั้นต้องตกลงราคากันก่อนขึ้นครับ


ที่พักของเราถ้าใครอยากจะมาตามรอยก็ได้เลยชื่อว่า Your House @Colosseum เป็นที่พักสไตล์ AirBnb ที่เจ้าของอพาร์ทเมนต์เป็นคนดูแลเอง โลเคชั่นดีมากอยู่หน้าที่เที่ยวและห่างจากสถานีรถไฟแค่ 5 นาที เสียอยู่อย่างเดียวต้องลากกระเป๋าใหญ่ยักษ์ขึ้นบ้าน 4 ชั้นบวกกับช่วงกลางคืนคนกินเหล้าหนวกหูพอประมาณ พอมาถึงแล้วรับกุญแจจากลุงเจ้าของเค้าก็แนะนำการเดินทางในเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งก็เป็นที่ทั่วๆไปที่ทำการบ้านมาแล้วเรียบร้อย


กว่าจะพักผ่อนอาบน้ำก็ประมาณ 3 โมงครึ่งก็ออกมาเดินเที่ยวกันเลย เดือนกรกฎานี้เป็นหน้าร้อนของยุโรปซึ่งความร้อนในแดดนี่ไม่แพ้แถวบ้านเราเลย ยังดีที่เวลาเข้าร่มแล้วลมค่อนข้างเย็น ออกมาจากบ้านปุ๊บก็ซื้อติมกินก่อนเลย Gelato เค้าอร่อยจริงๆไม่ได้โม้


การมาอิตาลีนี้ก็ถือเป็นการมาเที่ยวยุโรปด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกแบบว่ามองไปทางไหนก็ตื่นเต้นกับบ้านช่องสวยๆมีการคุมโทนและมีการตกแต่งสวยงามมาก นี่ขนาดยังไม่ถึงที่เที่ยวก็ถ่ายรูปไปเพียบแล้ว

เดินจากที่พักมาจนถึง Spanish Steps คาดไว้แล้วว่าคนนั่งกันเป็นล้านแน่นอนแต่ปรากฎว่าวันนี้บันไดโล่งมากเพราะว่าเค้าปิดจัดงานแฟชั่นโชว์ มีรั้วเหล็กเกะกะเล็กน้อยแต่ไม่เป็นไรนะ

พอถอยหลังมาก็คนเยอะเบอร์นี้เลย ส่วนด้านบนก็สามารถขึ้นได้ด้วยบันไดด้านข้าง มองคนอื่นเดินแล้วก็ตามๆเค้าไป แดดร้อนมากฟ้าแทบจะไม่มีเมฆ


ใครมาช่วงหน้าร้อนแบบนี้ก็ค่อยๆเที่ยวกันไม่ต้องหักโหมเพราะมันจะเป็นลมเอาได้ครับ อย่างผมและภรรยาเองก็ต้องพากันไปที่สวนใกล้ๆนั่งหลบแดดซักพัก หกโมงเย็นรอแดดตกๆค่อยเดินออกไปหาข้าวกินแถวๆ Piazza del Popolo ลานกว้างที่มีเสา obelisk ที่ถูกขนมาจากอียิปต์ในสมัยอาณาจักรโรมัน รอบๆก็เต็มไปด้วยรูปสลักหินอ่อนแบบโรมันวางอยู่เพียบ


ทางทิศตะวันออกของ Piazza del Popolo ทุกคนสามารถเดินขึ้นบันไดไปที่จุดชมวิว Terrazza del Pincio ที่เห็นวิวกรุงโรมมุมกว้างได้และด้านบนก็เป็นสวนสาธารณะ มีนักดนตรีเปิดหมวกมาแสดงด้วยนะ อีกความทรมานนึงของการมาเที่ยวหน้าร้อนที่นี่คือพระอาทิตย์ตกดึกมาก รูปนี้ที่ถ่ายมานี่คือเวลา 2 ทุ่ม 45 เข้าไปแล้ว ยืนรอจนเมื่อย

แต่ไหนๆได้รูปแล้วฟ้ายังสว่าง สามารถเดินไปเก็บภาพวิวกรุงโรมได้อีกมุมที่ Terrazza Viale del Belvedere ที่อยู่ใกล้ๆด้วย

มองจากตรงนี้ก็เห็นโบสถ์ St. Peter's Basilica ใน Vatican City ที่เราจะไปเที่ยวกันพรุ่งนี้เช้า ตื่นเต้นแล้วนะ

 

Day 2

จะว่าไปแล้วมาเที่ยวยุโรปนี่ดีจังไม่ค่อยรู้สึกถึงความ jetlag เท่าไหร่และวันนี้จะเป็นวันที่ยาวนานมากเพราะพระอาทิตย์หน้าร้อนขึ้นนาน 15 ชั่วโมง สิ่งแรกของวันคือตื่นตั้งแต่ตีห้าไปถ่ายภาพ Colosseum และบริเวณใกล้เคียงที่เดินจากบ้านพักแค่ 5 นาที เหมือนเป็นเวลาเดียวที่จะไม่มีคนแถวนี้เลย


วันนี้ทั้งวันเราจะไปเที่ยว Vatican City กัน ใช้เวลาทั้งวันได้จริงๆเพราะว่าทั้งพิพิธภัณฑ์วาติกันและโบสถ์ St. Peter's Basilica ทั้งกว้างใหญ่และเดินเยอะมาก คำแนะนำที่มีให้ทุกคนคือให้จองตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์ล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือนไม่งั้นอาจจะไม่ได้ดูเพราะเต็มเร็วมากๆ


เว็บจองตั๋ว

พิพิธภัณฑ์วาติกัน: https://tickets.museivaticani.va/home

ทัวร์ St. Peter's Basilica และบัตรผ่านขึ้นยอดโดม: https://www.getyourguide.com/rome-l33/st-peter-s-basilica-tour-with-dome-climb-and-papal-tombs-t390868/

ร้านอาหารใกล้ๆแนะนำ Margot - Ristorante Prati ปกติไม่แนะนำร้านอาหารแต่ร้านนี้หร่อยจริงแถมพนักงานใจดี ค่าข้าวมีเศษ 1 Euro กว่าๆปัดลงให้ซะงั้น ใช้บัตรจ่ายด้วยนะไม่ใช่ไม่มีเหรียญ เมนูแนะนำสปาเก็ตตี้เส้นดำกับหอยแมลงภู่

การเดินเที่ยวในพิพิธภัณฑ์นั้นง่ายมากเพราะว่าทางเดินเค้าบังคับว่าทุกคนต้องได้เดินผ่านทุกจุดสำคัญ ทีนี้ปัญหาอยู่ที่ว่าจะหาภาพวาดหรือรูปปั้นโด่งดังเจอมั้ยเพราะงานศิลปะมันแน่นไปหมด ควรให้เวลากับที่นี่อย่างน้อย 3 ชั่วโมงไปเลยครับเพราะยาวมากๆ

ทัวร์ที่จองมาเค้าบอกว่ารวมอาหารเช้าด้วย แต่ที่ไม่ได้คาดไว้คือที่กินข้าวจะสวยงามข้างๆสนามหญ้าในรูปด้านบน เป็นขนมปังไข่เบคอนไส้กรอกทั่วไปแต่บรรยากาศดี


พอกินข้าวแล้วทางเข้าอยู่ใกล้ๆ ด้านในการจัดแสดงมีงานศิลปะหลายประเภท เช่นรูปสลักหินอ่อน ภาพวาด โมเสก ภาพปัก แบบอะไรที่ทำเป็นงานศิลปะได้เค้ามีหมด ห้องแรกเลยเป็นห้องที่มีรูปแกะสลักเรียงเป็นตับแบบนี้

คือผมก็ไม่รู้ว่างานชิ้นไหนโด่งดังบ้างแต่รูปสลักทั้งหมดที่เห็นมหัศจรรย์มาก คือทำยังไงให้หินมันดูอ่อนนุ่มพริ้วเหมือนเสื้อผ้าขนาดนั้น แล้วรายละเอียดของอวัยวะร่างกายของหุ่นมันดูแล้วเหมือนคนมาก อย่างเช่นรูปสลักนี้ชื่อว่า The Laocoon Statue ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมานานกว่า 2,000 ปี โชว์ทั้งฝีมือความประณีตและความรู้ด้าน anatomy หรือกายวิภาคของมนุษย์เป็นอย่างดีทั้งกล้ามเนื้อเส้นเลือดเส้นเอ็นสมจริงม๊าก


คือมาเดินเที่ยว Vatican Museum นี่ต้องเตรียมปวดคอไว้เลยเพราะไม่ว่าจะเป็นกำแพงหรือเพดานมันต้องมีภาพวาดงานศิลปะวิจิตรงดงามตลอดเวลา คือตรงไหนเป็นฝากำแพงโล่งๆนี่ต้องรีบไปหาคนมาวาด

แล้วความบ้าคลั่งคือบางทีที่เห็นบนเพดานมันเหมือนเป็นงานปั้นนูนต่ำเนี่ย จริงๆเป็นภาพวาด 2 มิตินี่แหละแต่ว่าวาดออกมาแล้วมันดู 3D มากจนเหมือนเป็นการปั้นนูนออกมา สุดยอดฝีมือจริงๆ

ตามเส้นทางเค้าก็จะมีจัดแสดงวัตถุโบราณแสดงอยู่ด้วยแต่ว่าถ้าไม่สังเกตดีๆอาจจะมองข้ามไปเพราะนักท่องเที่ยวก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เช่นไหในรูปเห็นบ่อยมากในหนังย้อนยุคโรมันกรีกโบราณต่างๆ วันนี้ได้เห็นของจริงด้วยนะ


อีกสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะได้เห็นคืองานปักผ้าผืนใหญ่มาก ขนาดดูใกล้ๆก็ยังมีรายละเอียดทั้งผมและหนวดขนาดนี้ แล้วดูที่เพดานนั้นเป็นภาพวาด 2 มิติหมดเลยแต่มันนูนออกมาจริงๆนะ


กลับมาปวดคอต่อที่โถงทางเดินนี้ ไม่ต้องถามทำไมปวด บนเพดานมีภาพวาดน่าจะหลายร้อยรูปติดอยู่เห็นแล้วถึงกับอึ้ง จริงๆห้องนี้มีชื่อว่า Halll of Maps หรือห้องโถงแผนที่ กำแพงสองข้างจะเป็นภาพวาดแผนที่อิตาลีที่วาดตั้งแต่นานมาแล้วในอดีตและมีแผนที่ที่ใหม่กว่าเรื่อยมาทำให้เห็นว่าการแบ่งประเทศสาธารณรัฐเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยยังไงบ้าง แต่เพดานนี้มาดึงความสนใจไปหมด


ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่ภาพวาดบนผนังเพดานก็ยิ่งอลังมากขึ้นไปอีก อย่างภาพวาดใหญ่เท่ากำแพงตึก 3 ชั้นรอบด้านแบบนี้ก็มี

ก่อนจะถึงทางออกจะต้องเข้าไปที่ Sistine Chapel เป็นสถานที่ทำกิจกรรมทางศาสนาของพระในวาติกัน มีภาพวาดรอบด้านวาดโดยศิลปินระดับร็อคสตาร์สมัยนั้นมากมาย แต่ว่าไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปนะครับต้องไปดูเอง


มาถึงแล้วทางออกบันไดวนที่ไม่รู้จะทำให้มันสวยไปถึงไหนเป็นแค่ทางออก ยืนรออยู่ประมาณ 15 นาทีกว่าจะโล่งไม่มีคนแบบนี้แหละ


ใช้เวลาไปเยอะมากขานี่เริ่มปวด ออกมาจากพิพิธภัณฑ์ก็เกือบบ่ายโมงแล้วเลยไปหาพิซซ่ากินแล้วนั่งพักยาวๆรอไปเที่ยวโบสถ์ St. Peter's รอบบ่าย ต้องเก็บแรงไว้เพราะต้องเดินขึ้นบันได 551 ขั้น!


ตามที่ทำการบ้านมายอดโดมของโบสถ์ St. Peter's Basilica เป็นจุดที่สูงที่สุดของกรุงโรมเลยเพราะตามกฎหมายห้ามสร้างอาคารสูงกว่ายอดนี้ เพราะแบบนี้ยังมีแรงอยู่ต้องไปดูให้ได้ แนะนำให้จองทัวร์ไว้ก่อนล่วงหน้าเพราะคิวต่อแถวขึ้นลิฟท์จะค่อนข้างยาว ไกด์ท้องถิ่นเค้าคล่องกว่าเราทำให้ประหยัดเวลาได้พอสมควร (ลิงค์ที่เราใช้ซื้อทัวร์เลื่อนกลับไปด้านบนได้เลย) ถ้าเข้าด้านในโบสถ์เฉยๆเข้าฟรีแต่ขึ้นบนโดมต้องเสียเงิน 10 Euro ครับผม

ก่อนจะเข้าโบสถ์ต้องต่อคิวเพื่อสแกนกระเป๋าและร่างกายก่อนเพราะเค้าคงกลัวการก่อการร้าย โลกเรามันอยู่ยากจริงๆ แล้วแถวที่ต้องต่อนี่กลางแดดแบบนี้ไปเลย กฎการเข้าสถานที่คือห้ามใส่ขาสั้นเสื้อเปิดเอวเปิดไหล่เปิดหน้าอกเปิดหลัง เอาเป็นว่าคิดว่าไปวัดน่ะครับแต่งตัวให้เรียบร้อยมิดชิด

เพราะแบบนี้ใครเห็นน้ำพุตามที่สาธารณะแบบนี้ก็เติมน้ำไว้ได้เลยเพราะร้อนตับแตก น้ำพุนี้ดีมากครับ น้ำอร่อยประหยัดค่าน้ำไปเยอะ แล้วยังประหยัดขยะพลาสติกด้วย

เข้ามาด้านในแล้วถ้าใครมาเองก็ขึ้นบันไดหน้าโบสถ์แล้วเลี้ยวขวาไปด้านข้างจะมีที่ขายตั๋วกับทางไปลิฟท์ที่ไปส่งแค่ตรงหลังคาโบสถ์เท่านั้น ต้องเดินต่อไปอีก 551 ขั้น ไม่ใช่บันไดเดินสบายๆแบบบันไดหนีไฟ แต่แบบเล็กๆแคบๆเอียงๆตามรูปทรงด้านนอกของโดม ใครกลัวที่แคบแนะนำว่าอย่าไปลำบากเลยครับ ความยากอีกอย่างคือเหนื่อยแล้วไม่รู้จะพักตรงไหนเพราะคนเดินตามตูดมาเป็นพวงให้แซงก็ไม่ได้


อันนี้เป็นภาพระหว่างรอลิฟท์ก็สวยแล้ว เดาไม่ออกเลยข้างในจะเว่อวังขนาดไหน


ขึ้นลิฟท์มาปั๊บก็จะเจอกับด้านในของโดมอันใหญ่ที่สุดก่อนให้เดินดูครึ่งรอบ ถ่ายภาพด้วยกล้องไม่ได้เพราะมีลูกกรงกันคนตกอยู่เลยเอามือถือถ่ายไว้ คิดถึงหัวเหว่ยที่เคยถ่ายภาพได้สวยๆ


แล้วหลังจากนี้คือความทรมาน รูปที่เห็นนี่เป็นอันที่แคบที่สุดแล้วแบบใกล้ถึงยอดแล้ว ยังดีที่มีที่ให้ยืนทำใจแป๊บนึงแบบไม่เกะกะชาวบ้าน

และแล้วก็มาถึงยอด มองลงไปได้รอบด้านแต่ด้านนี้แหละสวยสุดละเพราะเห็นลานหน้าโบสถ์ Piazza San Pietro เหนื่อยแบบหน้ามืด 555 ว่าแต่มีขึ้นก็ต้องมีลง งานนี้ปวดเข่าจริงๆเน่อ

St. Peter's Basilica

ลงมาสำเร็จแบบทุลักทุเล ชั้นหลังคาสามารถมองเห็นรูปสลักบนหน้าจั่วของโบสถ์ได้อย่างใกล้ชิดเลยด้วย


หลังจากลงมาแล้วก็เข้าไปดูด้านในโบสถ์ต่อเลย ความสวยงามนี่มันยากจะบรรยายมาก ทั้งความใหญ่มหึมาของเสา ของรูปสลักหินอ่อน ลวดลายของหินอ่อนสีต่างๆ งานศิลปะโมเสก ความทองอร่าม


St. Peter's Basilica

ดูความกว้างใหญ่ผ่านภาพพาโนราม่า แล้วถ้ามาช่วงบ่ายๆในหน้าร้อนก็จะมีลำแสงฉายออกมาจากหน้าต่างยิ่งทำให้ภาพที่เห็นสวยยิ่งขึ้นอีก


ด้านในมีงานศิลปะอยู่หลายชิ้นที่ขนาดสายตาคนธรรมดาอย่างผมยังต้องตะลึงกับฝีมือคนทำ เช่นภาพนี้ที่ถ้าไกด์ไม่ได้บอกว่าเป็นภาพโมเสกก็คงนึกว่าเป็นภาพวาดธรรมดาไปแล้ว


















แล้วก็รูปแกะสลักชื่อผลงานว่า Pietà ที่ Michelangelo สร้างขึ้นเป็นรูปพระเยซูนอนอยู่บนตักพระแม่มารี ความพริ้วไหวที่ไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดนี่เป็นหินแน่หรือ


ภาพด้านนอกโบสถ์ สังเกตจะเห็นว่ามาที่เดิมตั้งสองรอบแน่ะ สวยขนาดไหน ถ้ามาวันอาทิตย์ก็จะมีโป๊ปฟราสซิสมายืนเทศน์ริมหน้าต่างเป็นภาษาอิตาเลี่ยนด้วย คนเยอะมาก


เที่ยวเสร็จแล้วไปหาข้าวเย็นกินกัน (แนะนำร้านด้านบน ไปเถอะอร่อยจริงๆ) แล้วก็จะไปรอพระอาทิตย์ตกอย่างยาวนาน กว่าจะมืดพอเห็นไฟปาเข้าไป 4 ทุ่ม โลเคชั่นวันนี้เป็นที่รู้จักอย่างดีของคนชอบถ่ายรูปคือบนสะพาน Ponte Umberto I เดินมาเจอตึกใหญ่นี้ก็คือถึงแล้ว

รอนานหน่อยแต่วิวมันสวยมาก มองไปจากแม่น้ำ Tiber เห็น St. Peter's Basilica

St. Peter's Basilica

4 ทุ่มแล้วฟ้ายังไม่มืดอีกเลยเดินไปอีกห้านาทีก็จะมีอีกมุมที่ Castel Sant'Angelo ถ้ามากลางวันขึ้นไปเดินเล่นได้ด้วยนะ มาเที่ยวหน้าร้อนมันเหนื่อยจริงๆที่ต้องรอฟ้าสวยจนดึกจนดื่น


 

Day 3

วันที่ 3 แล้วกับการเที่ยวโรม วันนี้เราก็จะเน้นไปทางเดินเล่นในเมืองตามสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามต่างๆที่ยังไม่ได้ไป ใครเลือกมาอยู่ที่พักแถวเดียวกันเดินตามได้เลยง่ายมากๆ

Altar of the Fatherland เป็นแลนด์มาร์คแรกที่เดินผ่าน สามารถซื้อตั๋วราคา 7 Euro เพื่อไปดูวิวจากดาดฟ้าตึกนี้ได้ด้วย

แต่ที่ๆเราจะไปจริงเป็นอันนี้ต่างหาก Trevi Fountain เป็นน้ำพุหน้าตึกบ้านขุนนางสมัยก่อนที่เหมือนสร้างมาอวดรวยอย่างแท้จริง สวยมากๆแล้วคนก็เยอะมากๆ

Trevi Fountain

ถ้าอยากหนีคนเยอะๆแนะนำว่าให้มาตอนเช้าที่เราก็พยายามทำวันรุ่งขึ้นแต่คนก็ยังเยอะอยู่ดี! ตื่นสายไปสินะ


ใครที่สงสัยว่าควรกินเจลาโต้ดีมั้ยเวลาอากาศร้อนๆ กินเถอะครับ ชีวิตนี้เกิดมาครั้งเดียว ตั้งแต่มานี่กินทุกวันเลย ที่ต่อไปอยู่ใกล้ๆเองคือ Pantheon ถ้าใครเคยเล่นเกมส์ Assassin's Creed: Brotherhood จะจำได้แน่นอนเพราะเป็นตึกที่อยู่ใน trailer แลนด์มาร์คแห่งนี้ถูกสร้างตั้งแต่สมัยโรมันแต่ยังสมบูรณ์อยู่ขนาดนี้


เดินต่อมาอีกนิดก็จะเจอกับ Piazza Navona ที่เป็นโบสถ์อยู่กลางลานและมีน้ำพุอยู่ซ้ายขวาแบบนี้

Piazza Navona

ช่วงบ่ายเราก็จะหันกลับไปเที่ยวโซนเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรโรมันและโคลอสเซียมหลังจากกินข้าวกับนั่งหลบแดดกันนิดหน่อย Roman Forum เป็นพื้นที่ใจกลางกรุงโรมที่มีซากโบราณสถานตั้งแต่สมัยโรมันอยู่ พื้นที่ตรงนี้ก็เป็นทั้งที่ทำการของรัฐบาลโรมัน เป็นตลาด เป็นแหล่ง entertainment เช่นดูการต่อสู้ระหว่างกลาดิเอเตอร์ หรือจะปราศัย หรือจะใช้เป็นลานประหารก็มี


ซื้อตั๋วเข้า Colosseum และ Roman Forum: https://www.klook.com/activity/15699-colosseum-skip-line-ticket-rome/

ทางเข้า Roman Forum มีหลายจุดส่วนกลุ่มผมมาเริ่มที่ Campidoglio ที่อยู่ข้างๆ Altar of the Fatherland เป็นบันไดขึ้นไปไม่ชันมาก

เป็นอีกสถานที่สำคัญในเกมส์ Assassin's Creed: Brotherhood ด้วยนะ หลังจากชื่นชมความสวยงามเสร็จแล้วด้านขวาของอาคารในภาพมีทางเดินอ้อมไปข้างหลังจะมีจุดชมวิวที่มองลงไปเห็น Roman Forum ตรงนี้จริงๆตั้งใจว่าจะมาถ่ายภาพตอนพระอาทิตย์ขึ้นแต่ว่าเลือกที่จะไป Colosseum แทน


เอาเป็นว่าเราละ Roman Forum ไว้ก่อนเพราะต้องไปให้ทันเวลาเข้า Colosseum ที่จองไว้ แต่ไม่เป็นไรเพราะเค้าอยู่ข้างๆกันกลับมาใหม่ได้ ด้านใน Colosseum ก็จะเป็นการเดินทัวร์ด้วยตัวเองแต่ถ้าใครอยากรู้ประวัติแบบเจาะลึกสามารถเช่า augio guide ได้ ไปดูภาพด้านในกันเลย


พอเข้าที่ตรวจตั๋วมาแล้วก็อย่าพึ่งทิ้งเพราะยังต้องเอาไปใช้เข้า Roman Forum ก่อนนะครับ แต่ถ้าใช้เปิดจากอีเมล์บนโทรศัพท์ก็ไม่ต้องกังวล


ขึ้นกระไดมาชั้นแรกก็จะออกไปทางประวัติความเป็นมา งานศิลปะประดับตกแต่งที่เสียหายไป แรงบันดาลใจและแบบจำลองต่างๆที่ถูกทำขึ้น


จุดประสงค์หลักๆของ Colosseum เลยก็คือเหมือนสนามกีฬาที่มีอัฒจรรย์สูงลิ่วไว้ดูการต่อสู้ของ gladiator ที่ส่วนใหญ่เป็นทาสที่ถูกจับมาฝึกการต่อสู้ บางทีก็สู้กันเองบางก็สู้กับสัตว์ป่านำเข้ามาจากแอฟริกาหรือตะวันออกกลาง พื้นราบที่เห็นถูกสร้างขึ้นมาจำลองคือเป็นชั้นที่ทำการต่อสู้หรือแสดงส่วนชั้นล่างที่มีหินเรียงอยู่เป็นชั้นใต้ดินไว้เก็บสัตว์ป่าต่างๆและก็มีลิฟท์ไว้ยกสัตว์พวกนี้ขึ้นมาบนพื้นด้วย

ในนี้ใช้เวลาแบบชิวๆก็ชั่วโมงนิดๆได้เพราะมันต้องเดินให้ครบรอบทั้ง 3 ชั้น แต่สมัยที่ยังสมบูรณ์เค้ามีที่นั่งไปถึงขอบบนนู่นไว้ให้คนจนคนชั้นล่างเพราะต้องเดินเยอะใช่มั้ยนะ

ออกมาจาก Colosseum ปั๊บก็ให้เดินตรงไปทิศทางตรงกันข้ามกับ Colosseum จะมีที่ตรวจตั๋วก็ใช้อันเดียวกันเข้าไปได้เลย มาถึงตรงนี้ก็แสงสวยพอดีเลย พอเดินมาถึงตรงซุ้มประตูนี้แล้วเลี้ยวซ้ายไปจะมีบันไดพาขึ้นไปที่จุดชมวิวที่มองลงมาเห็นทั่วทั้งเมืองโบราณนี้เลย

จะเห็นว่าถึงจะอยู่มาเป็นพันปีแล้วแต่ว่าอาคารอะไรยังสมบูรณ์มีกำแพงหลังคาครบอยู่เลย เห็นแล้วก็เสียดายอยากให้โบราณสถานบ้านเราถูกอนุรักษ์ไว้ดีขนาดนี้บ้างน้า


เดินมาถึงแล้วจุดชมวิวที่มองไปเห็นถึง Colosseum แล้วก็มองไปอีกข้างจะเป็นเสาโรมันกับวัดโรมันเก่าๆ


จริงๆตั้งใจจะเดินต่อไปที่ Altar of the Fatherland ที่เห็นในรูปตึกขาวๆมีรูปปั้นทองเหลืองบนยอดแต่ว่าเดินผิดทางหลงไปเรื่อยจนไปไม่ทันเวลาปิดตอน 6.45 เลยได้แต่ยืนดูข้างนอกแล้วก็เดินไปหาข้าวเย็นกิน

มองตูดรูปปั้นแล้วเห็นว่าเมฆสวยดี แถวนี้มีโบราณสถานแปลกๆอีกเยอะมากครับถ้ามีเวลาสำรวจ แต่คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่โรมแล้วฝากรูปสุดท้ายเป็น Trajan's Market ตามประวัติบอกว่าเป็นห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่ที่สุดของโลกคาดว่าสร้างขึ้นในช่วงค.ศ. 100 - 110

ส่วนตัวแล้วชอบโรมมากๆ เป็นไม่กี่สถานที่ที่มาเห็นแล้วทำให้รู้สึกถึงความโบราณความอยู่มานานนมแบบที่ไม่ได้ตั้งใจทำให้เก่าแต่เก่าเอง ได้เห็นความมหัศจรรย์ของมนุษย์สมัยก่อนที่สร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่โตงดงามได้ขนาดนี้ด้วยเทคโนโลยีที่จำกัดในสมัยนั้น


ถ้าจะให้ติก็คงมีแค่เรื่องความสะอาดเพราะที่นี่คนทิ้งขยะกันเรี่ยราดพอสมควร ภาชนะต่างๆส่วนใหญ่จะใช้ขวดแก้วแล้วแก้วแตกเยอะมากบางทีเดินตามถนนมันระยิบระยับสู้แสงแดดเลยทีเดียว เวลาเดินก็ระวังๆกันนะครับ


เครื่องติดแล้วกับอิตาลี รออ่านตอนต่อไปได้เลยเพราะเราจะขับรถขึ้นเหนือกัน


ใครชื่นชอบฝากกดไลค์เพจเพื่อติดตามโพสใหม่ๆด้วยครับ ขอบคุณครับ

https://www.facebook.com/nopeopletravelphoto/


ดู 273 ครั้ง0 ความคิดเห็น