top of page
  • รูปภาพนักเขียนOpp

พาเที่ยว Road Trip อิตาลีเหนือ ตอนที่ 3 มิลาน (Milan) โคโม (Como) การ์ดา (Garda) เวนิซ (Venice)

อัปเดตเมื่อ 22 ก.ย. 2565


lake como italy

เดือนที่เดินทาง - กรกฎาคม 2022


ตอนนี้ขอรวมไว้เลย 4 ที่เที่ยวใกล้ๆมิลานโดยเราจะขับรถไปเรื่อยๆจนไปสุดที่เวนิซ มาถึงจุดนี้วางแผนเที่ยวยากมากเพราะที่ไหนๆก็สวย สุดท้ายตัดใจเลือกไปตามนี้เลยครับ

  • มิลาน 1 คืน

  • ทะเลสาบโคโม 1 คืน

  • ทะเลสาบการ์ดา 1 คืน

  • เทือกเขาโดโลไมท์ 4 คืน (ขอยกไปตอนหน้าให้ดูกันเต็มๆ)

  • เวนิซ 2 คืน


 

Day 7 - มิลาน (Milan)

Milan อยู่ไม่ไกลจาก La Spezia เท่าไหร่ขับรถแค่ 2 ชั่วโมงครึ่ง เห็นเจ้าถิ่นขับเร็วต้องคอยเตือนตัวเองว่าเราไม่รีบนะ ที่มิลานนี้ผมก็ถือว่าเป็นเมืองทางผ่านเฉยๆสำหรับไปต่อที่อื่น มาถึงก็เช็คอินก่อนโรงแรม NYX MILAN ราคาพอรับไหวห้องดีเตียงนอนหลับสบาย โลเคชั่นก็อยู่หน้าสถานีรถไฟ Milano Centrale ไปเที่ยวในเมืองสะดวกมาก


อยู่นี่คืนเดียวผมว่าพอแล้วครับเพราะที่เที่ยวดูเหมือนมีแค่แถว Piazza Duomo ถ้าต้องการจะเข้าไปในโบสถ์ Duomo เฉยๆไม่มีค่าเข้านะครับแต่กิจกรรมที่ควรทำคือขึ้นไปเดินบนหลังคาโบสถ์ที่มียอดแหลมๆเป็นรูปปั้นอยู่มากถึง 3,400 ตัวด้วยกัน แนะนำจองตั๋วไปล่วงหน้าเหมือนเดิมโดยตั๋วมีทั้งแบบเดินขึ้น 250 ขั้นกับขึ้นลิฟท์ เลือกตามสังขารได้เลยจ้า

เว็บซื้อตั๋ว: https://ticket.duomomilano.it/en/


ก่อนอื่นไปเที่ยวด้านในกันก่อน ด้านในมีกระจกสีเยอะแยะสวยดีครับ เวลาแดดส่องเข้ามามันจะมีสีสาดลงมาที่เสากำแพงด้วย


พอดูข้างในแล้วให้กลับออกมาทางเดิมแล้วเดินไปด้านหลังโบสถ์ทางซ้ายจะมีทางเข้าสำหรับขึ้นไปหลังคาแบบเดิน แบบลิฟท์ให้เดินต่อไปอีกหน่อยจนถึงก๊อกน้ำสาธารณะ ถึงแล้วก็จะเห็นเสามากมายซ้อนๆกันแบบนี้เลย

เดินไปบนยอดสุดจะอยู่กลางหลังคาเลย ที่ยุโรปนี่ดีครับ เก็บเงินค่าขึ้นไม่ต้องกังวลว่าคนจะมาเดินค้ำหัวพระเจ้า ได้เงินไปบำรุงบูรณะสถานที่ เค้าบอกว่ายอดเสาต่างๆนี่มันเปราะบางมากจนต้องซ่อมกันตลอดเวลาจนให้คนทั่วไปมีโอกาสให้เป็นเจ้าของยอดเสาด้วยการบริจาคเงิน คล้ายๆทำบุญกระเบื้องหลังคาโบสถ์บ้านเราเลยเนอะ


ขาลงจากหลังคาจะต้องผ่านด้านในโบสถ์อีกทีเดินผ่านรูปสลักของ St. Bartholomew หน้าตาน่ากลัวนี้ด้วย รูปสลักนี้คือตอนที่นักบุญสาวกพระเยซูคนนี้ถูกจับถลกหนังทั้งเป็นตามตำนาน ชีวิตมันโหดร้าย


หลังจากออกมาจากโบสถ์แนะนำให้เดินต่อไปที่ร้านเจลาโต้ Vanilla Gelati Italiani ร้านนี้หร่อยมากจนกลับมาเบิ้ล 2 รอบ เขินเลย ด้านข้างโบสถ์เป็น Galleria Vittorio Emanuele II ห้างที่เก่าที่สุดของอิตาลีแล้วสวยโคตร


ปิดลงที่ภาพถ่ายตอนเย็นที่เดิม Piazza Duomo คนเยอะมากเลยต้องใช้ long exposure เบลอคนจะได้ไม่ยุ่งเหยิงมาก

ท้องฟ้าเหมือนพึ่ง 1 ทุ่มแต่ว่ามัน 4 ทุ่มแล้ว กลับไปนอนอย่างไวเพราะวันรุ่งขึ้นจะวาร์ปไปโผล่ Lake Como กัน ตื่นเต้นแล้ว

 

Day 8 - ทะเลสาบโคโม (Lake Como)

สวัสดี Lake Como คงเป็นสถานที่ที่ใครๆก็ต้องคิดถึงถ้ามาอิตาลีเหนือ ขับรถจากมิลานแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น สำหรับคนขับรถอาจจะต้องชำนาญนิดนึงเพราะว่าเป็นทางบนเขาเยอะมากช่วงใกล้ๆถึงทะเลสาบและบางช่วงโคตรแคบ โชคดีขานี้เราไม่ได้ขับเพราะเป็นหน้าที่ของภรรยา วิวข้างทางสวยมากจริงๆเหมือนได้มาดาวนาบู ติ่งสตาร์วอร์สต้องมาให้ได้

โดยคืนนี้เราจะพักที่เมือง Lenno ที่อยู่ตรงข้ามฝั่งน้ำกับเมือง Bellagio ที่เป็นเมืองที่คนไปเที่ยวเยอะสุดละ พอเอาของเข้าที่พักเอารถจอดแล้วก็เดินไปที่ท่าเรือ Lenno เป็นบริการเรือสาธารณะไปตามเมืองต่างๆรอบๆทะเลสาบ ตอนแรกก็ขับรถมาอยู่นะครับแต่หาที่จอดไม่ได้เลยต้องขับรถกลับไปเก็บที่ที่พักแล้วเดินกลับมา วันนี้อากาศร้อนมากเพราะว่ามี heatwave พอดี ปาเข้าไป 36 องศาเซลเซียส

น้ำสวยมากเลยขนาดอยู่ติดกับท่าเรือ เห็นน้ำแล้วอยากโดดลงไปให้มันหายร้อน น้ำในทะเลสาบเย็นมากครับเพราะเป็นน้ำจากภูเขาเกิดจากหิมะที่ละลายไหลมารวมกันเป็นทะเลสาบ


เวลาเดินเรือแนะนำให้ศึกษาให้ดีๆเพราะมันสับสนง่าย ตารางสามารถหาดูได้ที่ท่าเรือเลยครับเพราะว่าตารางบนเว็บบอกไม่ละเอียดเอาซะเลย ระหว่างทางก็จะผ่านเมืองต่างๆสวยๆแบบนี้

และอันนี้เองคือ Bellagio เมืองนี้ตั้งอยู่ปลายแหลมกลางทะเลสาบทำให้เห็นได้รอบด้านไปเลย ส่วนในเมืองก็เล็กอาคารบ้านเรือนน่ารักดีสีสันสวยงาม

เกิดมาก็พึ่งเคยเจอ heatwave ตัวเป็นๆก็วันนี้ทำให้ยิ่งรู้สึกเป็นห่วงโลกของเราเข้าไปอีกว่าอีกไม่นานคนเราคงออกมาเดินข้างนอกตอนกลางวันไม่ได้แล้วแน่ๆเลยนะ


พอเดินในเมืองแล้ว พักเหนื่อยแล้วเลยมาเดินเล่นต่อแถวท่าเรือ ตรงท่าเรือนี้มองเห็นเมือง Bellagio สวยมากเลย น้ำใสสีสวย

เดินเลยท่าเรือมานิดก็จะมีต้นไม้เรียงเป็นแนวยาวออกดอกสีชมพูเป็นพุ่มเต็มต้นเลย หน้าร้อนมันก็จะสีสดใสประมาณนี้

ที่มาเดินเล่นตรงนี้ก็เพราะจะมารอขึ้นเรือไปต่อเมือง Varenna อีกเมืองที่ศึกษามาว่าสวยมากพอใกล้ถึงเวลาเรือออกก็เดินกลับไปท่าเรือ ปรากฎว่าไม่ได้ดูเวลาเรือให้ดีก่อนคือเรือมันมีขาไปแต่กว่าจะไปถึงไม่มีเรือกลับแล้วจ้า คือบริการรถเรือสาธารณะที่อิตาลีนี่เค้าหวานเย็นพอสมควรปิดเร็วมาก อันนี้พลาดเองไม่ได้ดูให้ดีเลยแห้วอดไป

ยืนทำใจอยู่สองนาทีแล้วยอมรับว่าหมดหนทางเลยตัดสินใจนั่งเรือกลับ Lenno แล้วไปโดดน้ำเล่นก่อนนอนละกัน น้ำเย็นสะใจมากหลังจากร้อนมาทั้งวัน

 

Day 9

villa del balbianello

มาเที่ยวทีไรนี่ตื่นเช้าตลอดไม่เหมือนวันทำงาน พอดีที่พักมีระเบียงมองออกไปทางทะเลสาบด้วยเลยโผล่หน้าออกมาดูฟ้าเริ่มสว่างแล้ว มองออกไปจะเห็น Villa del Balbianello ที่เราจะไปกันวันนี้เป็นความตั้งใจที่จะไปให้ได้เพราะความเป็นติ่งสตาร์วอร์ส















lenno lake como

Villa del Balbianello อยู่ที่เมือง Lenno เหมือนกันแนะนำให้ไปเช้าหน่อย เค้าเปิดให้เข้าชม 10 โมงเช้าเราไปถึงกันประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนแล้วเอารถไปจอดตรงนิ [LINK] ถ้าใครต้องการเดินไปทางเดินเข้าอยู่ตรงที่จอดเลยแต่ถ้าอยากจะแบบซึมซับบรรยากาศเหมือนพัดเม่กับอนาคินก็สามารถไปทางเรือได้ด้วย ท่าเรือเค้าเปิดเวลาเดียวกับวิลล่าให้ไปขึ้นที่ Lido di Lenno ค่าเรืออยู่ที่ 5 Euro สำหรับไปขาเดียวแล้วเดินกลับ หรือไปกลับ 7 Euro ถ้ามาแล้วเรือเต็มก่อนก็รอเค้ากลับมาใหม่ครับ คนขับบอกว่ารอครึ่งชั่วโมงแต่จริงๆไม่ถึงหรอก

เรือเป็นแบบนี้เท่ดีแถมบนเรือมีของเล่นด้วยอยากได้ ระหว่างทางก็จะเห็นวิลล่าจากด้านล่างยังกะอยู่ในหนังแน่ะ

มาถึงแล้วขึ้นท่านี้แล้วก็ต้องซื้อตั๋วค่าเข้าอีกรอบถ้าดูแต่ในสวนค่าเสียหาย 11​ Euro แต่ถ้าอยากดูในบ้านเค้าด้วยเพิ่มอีก 22 Euro แต่เรามาติ่งตามหนังเฉยๆดูแต่ในสวนจ้า

ตรงนี้เป็นที่ที่อนาคิน สกายวอล์คเกอร์บอกกับพัดเม่ อมิดาล่าว่า "I don't like sand. It's coarse and rough and irritating and it gets everywhere." กรี๊ดมากได้มาเห็นที่จริงแล้ว

มีคนสุดกว่าคือเอาชุดเจไดมาด้วยนับถือเลยแต่ชุดผิดนะครับหัวหน้า นอกจากระเบียงริมน้ำแล้วก็มีระเบียงที่อยู่ยอดเนินอีกอันที่อนาคินมายืนทำสมาธิเพราะคืนก่อนฝันร้ายเห็นแม่


นอกจากมาติ่งตามหนังแล้วในสวนมันสวยมากครับ ดอกไม้สีแดงสีม่วงเยอะแยะ บนหินบนรั้วกับรูปสลักหินมีมอสเกาะเขียวสดชื่นมาก คนที่ชอบถ่ายรูปถ้าได้มาถ่ายเมมเต็มแน่นอน ถ้ามาที่โคโมห้ามพลาด


ทะเลสาบการ์ดา (Lake Garda)

เที่ยวจบจากตรงนี้ประมาณเที่ยงแล้วก็เลยขับรถต่อไปที่ต่อไปเลยคือ Lake Garda เป็นอีกทะเลสาบที่อยู่ห่างไปอีก 4 ชั่วโมง เป็นทะเลสาบที่อยู่บนทางขับรถไปเทือกเขา Dolomites เลย ถ้ามีเวลาควรแวะมากๆ

คืนนี้เราก็จะพักกันที่ Casa Cressotti Apartamenti เพราะที่จอดฟรี ที่จอดจะอยู่ห่างไปหน่อยแต่ลุงเจ้าของเค้าเอารถเล็กๆมาช่วยขนกระเป๋าเลยไม่ตายเท่าไหร่ แต่ต้องแบกขึ้นบันไดสองชั้นนะ ลุงแอบเหน็บว่ามาคืนเดียวกระเป๋าใหญ่แท้ ห้องมีระเบียงให้นั่งเล่นดูถนนข้างล่างได้ด้วย บรรยากาศดีเลิศ


บอกจริงๆว่าการ์ดากับโคโมคล้ายๆกันนะแต่ว่าที่นี่นักท่องเที่ยวน้อยกว่า 20 เท่าทำให้มันชิวกว่าเยอะมาก มีเมืองอยู่รอบๆทะเลสาบให้ไปเที่ยวได้ไม่ว่าจะขับรถหรือว่านั่งเรือสาธารณะ ครั้งนี้เรามีเวลามาแค่เมืองเดียวเลยเลือก Malcesine เพราะเท่าที่ศึกษามามันสวยมีเอกลักษณ์มากที่มีปราสาทอยู่บนโขดหินสูงริมน้ำถ่ายภาพสวยแน่ๆ

หลุดคอนเซปท์ขอมีภาพคนหนึ่งรูปเพราะสวยไม่ไหวแล้ว ชมภรรยานะ 55

เมืองเค้าก็เล็กๆชิวๆสะอาดสะอ้านผู้ดีมาก วันนี้มีเวลามากเลยขอไปโดดน้ำจริงๆจังๆเพราะมันร้อนมาก น้ำเย็นแบบกรีดร้อง 555 วีดีโอถ่ายจากโทรศัพท์แบบรีบๆเพราะร่างกายต้องการน้ำ

พอเล่นน้ำจนหายร้อนแล้วก็ไปหาที่ถ่ายรูปได้ ตอนขับรถเข้ามีเห็นทางเดินริมน้ำน่าสนใจ เสิชหาได้บน Google Maps ว่า Malcesine lakefront ได้เลยจ้า ระหว่างทางมีเรือจอดอยู่เยอะ พอเดินมาไม่นานก็หันไปเห็นเมือง Malcesine จากระยะไกลแล้ว

ยืนรออยู่นานอีกแล้วแต่ฟ้าไม่ยอมมืด 55 ได้แฮปปี้แล้วกับรูปที่ได้มา มี 2 เวอร์ชั่นภาพสีและขาวดำ

ฟ้ายังสว่างอยู่ก่อนนอนคืนนี้เลยขออีกมุมที่อยู่อีกข้างของปราสาทที่ Paina Beach ที่เดียวกับที่มาเล่นน้ำเมื่อบ่ายนี้เลย เห็นมุมเลยกลับมาโดนซะหน่อย

malcesine lake garda italy

 

Day 10

วันนี้ตื่นเช้าอีกเหมือนเดิมเลยไม่นอนกลิ้งไปมาให้เสียเวลา ออกไปเดินเล่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

สุดท้ายไม่รู้ไปไหนแต่แสงมันสวยดีเลยกลับมาซ้ำหน่อยก่อนไปจากเมืองนี้ ถ้าอนาคตมีบุญได้มาแถวนี้อีกก็อยากจะมีเวลามากกว่านี้หน่อย


หลังจากนี้เราก็จะออกจากที่นี่แล้วไปต่อกันที่ Dolomites แต่ว่าเราไปกันตั้ง 4 คืนเลยขอยกไปไว้ตอนหน้าเพราะเดี๋ยวตอนนี้จะยาวเกินไป หลังจากไป Dolomites 4 คืนเราไปจบลงที่ Venice ซึ่งเป็นจุดหมายสุดท้ายก่อนกลับบ้าน


 

Day 14 - เวนิซ (Venice)

ขับรถออกมาจากเทือกเขา Dolomites โดยเริ่มจากเมือง Corrina d'Ampezzo เป็นทางที่โหดและโค้งหลายสิบโค้งมากบางช่วงแคบแบบไปได้ทีละคันถ้ามีรถสวน ขับมาก็ให้ใจเย็นๆนาจา พอออกมาจากเขาแล้วก็เป็นทางด่วนธรรมดาขับง่ายแล้ว ก่อนจะไปที่เกาะ Venice เราเอารถไปคืนก่อนที่สนามบิน Venice Marco Polo Airport


จากตรงนี้ไปสามารถเลือกได้ว่าจะไปเวนิซโดยรถแท็กซี่หรือทางเรือ แท็กซี่แค่ 20 นาทีหรือถ้าอยากได้บรรยากาศไปเวนิซก็สามารถนั่งเรือโดยสารสาธารณะก็ได้ พอออกมาจากที่คืนรถก็จะมีป้ายบอกทางชัดเจนอยู่ พอลงมาถึงท่าน้ำแล้วก็ถามพนักงานแถวนั้นว่าซื้อตั๋วไปเวนิซที่ไหนหาไม่ยากครับ ส่วนตั๋วเรือสามารถซื้อบัตรแบบเหมาได้ ซื้อได้ที่ท่าเรือทุกที่เลย แต่ว่าถ้าไม่ได้คิดว่าจะนั่งบ่อยก็ไม่ต้องซื้อหนะครับเพราะเดินเอาได้


สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปคือเวนิซมีกฎว่าห้ามลากกระเป๋าเพราะเค้าบอกว่าคนพื้นที่เดือดร้อนมากเราก็เลยจองโรงแรมแบบอยู่ตรงท่าเรือเลยจะได้ไม่ต้องลาก ปรากฎว่ามาถึงที่จริงคนลากกันบาน เอาเป็นว่าเราก็ใช้จิตสำนึกเอาละกันว่าตอนไหนควรลากจะรบกวนใครรึเปล่า โรงแรมที่เราอยู่คือ Hotel Rialto ที่อยู่ติดกับสะพาน Rialto กับท่าเรือที่มีชื่อเดียวกัน ที่เที่ยวสำคัญของเวนิซเลย เค้ามีหลายราคาถ้าห้องถูกหน่อยก็จะอยู่ในซอยในหลืบหน่อยแต่ห้องคุณภาพโอเคครับ

Grand Canal Venice

พอเช็คอินไรแล้วก็ไปเที่ยวกันได้เพราะว่าจองทัวร์นั่งเรือกอนโดล่ากัน อันนี้เราก็จองแบบนั่งสั้นๆแบบให้ได้รู้ว่านั่งแล้วอุตส่าห์มาทั้งที พูดกันตรงๆมันให้ความรู้สึกเหมือนฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทยแล้วอยากจะลองนั่งตุ๊กตุ๊กหรือเรือหางยาว ราคามันก็แพงแล้วก็แค่พายไปตามคลองที่คนเยอะมากๆไม่ได้บรรยากาศดีอย่างที่หลายคนอาจจะคิด ตรงนี้คือที่ขึ้นเรือลำนึงนั่งได้ 5 คนถ้ามาไม่ถึงก็นั่งกับบ้านอื่นไป

เรือก็จะพายเป็นสายไปตามคลองเหมือนตอนไปเที่ยวเวียดนามถ้าดวงดีก็จะมีเรือที่เค้าจ้างนักร้องมาร้องบนเรือด้วย เสียงดีนะ ทุกคนร้องเพลงเดียวกัน O sole mio วันนี้ดวงดีพอจะลงเรือมีนกอึใส่ซะงั้น ฮ่วย!



หลังจากนี้ก็เดินเที่ยวกันในเมือง เมืองเวนิซมีชื่อเสียงว่าเป็นเมืองที่มีสะพานเยอะที่สุดในโลก สะพานสั้นๆข้ามคลอง เหมาะกับการยืนดูคนพายเรือไปตามคลองเล็กๆ เวลาจะหยุดถ่ายภาพก็ให้มั่นใจว่าเราไม่ขวางทางใครนะครับเพราะคนแถวนี้เห็นนักท่องเที่ยวหยุดถ่ายรูปขวางทางออกซอยแคบๆเค้าชนเลยนา

เวนิซนี่เสียอย่างเพราะอะไรๆก็แพงหูฉี่เพราะนักท่องเที่ยวล้นมาก ร้านอาหารแพงแถมไม่ค่อยอร่อยด้วย แต่ยังไงถ้าหาไรกินไม่ได้แนะนำมาร้านนี้ได้ รสชาติโอเคราคารับได้ Il Diavolo E L'acqua Santa อยู่ในซอกเล็กๆแปลกๆคูลๆ กินข้าวเสร็จก็เดินออกมาที่ริมน้ำใกล้สะพาน Rialto ที่ๆเราจะมาถ่ายภาพเย็นนี้


ที่สะพาน Rialto มีให้ถ่ายได้หลายมุมทั้งจากบนสะพานและจากริมน้ำ รอนานอีกแล้วกว่าจะเห็นไฟติด ยืนรอจนเมื่อย ไม่มาเที่ยวยุโรปหน้าร้อนอีกแล้วจ้า อันนี้เป็นภาพจากบนสะพาน ตอนยืนถ่ายรูปเกือบจับไปโดนอ้วกใครไม่รู้ จุดจบสายแข็งอยู่ที่นี่

อันนี้เป็นอีกมุมที่ผมว่าสวยกว่าเพราะเห็นสะพานด้วย ไปง่ายมากแต่ว่าเป็นแค่สะพานไม้เล็กๆอาจจะต้องไปจองคิวเร็วหน่อย เปิดวาร์ปได้เลย https://goo.gl/maps/nzcPpH8SL3yycyLu9

 

Day 15

เช้าวันนี้ตื่นเต้นมากเพราะจะตื่นแต่เช้าไปถ่ายภาพมุมที่อยากมานานแล้ว ออกจากโรงแรมแล้วเดินไปที่ Piazza San Marco เดินออกมากลางคืนก็จะเงียบๆหน่อยมีตำรวจเดินลาดตระเวณบางจุด มีแมวออกมาเดินเล่นตอนมนุษย์ไม่เดินพลุกพล่านให้น่ารำคาญ ที่ถ่ายภาพหาง่ายมากอยู่ตรงริมน้ำเลย มองออกไปก็จะมีเรือกอนโดล่าเป็น foreground และมีโบสถ์กับหอระฆังบนเกาะตรงข้ามเป็น background เดินหาตะเกียงได้ก่อนเค้าจะดับไฟ ต้องรีบหน่อยก่อนไฟจะดับ


Bridge of Sighs venice venezia

ใกล้ๆกันก็จะมีสะพานทางเชื่อมข้ามคลองสวยๆที่ยื่นออกมาจาก Doge's Palace มองจากตรงนี้เห็นสะพานทั้งหมด 3 อันด้วยกัน



















หลังจากนั้นยังกลับมาถ่ายภาพที่ลานหน้าโบสถ์ St. Mark's ได้อีก ตรงนี้ถ้าไม่มาตอนเช้าไม่มีทางจะได้เห็นภาพที่ไม่มีคนแน่นอน

piazza san marco st marks square

วันนี้เราจะไปเที่ยวที่เกาะใกล้ๆเวนิซกันโดยเรือสาธารณะ เกาะชื่อว่า Murano กับ Burano เป็นเกาะเล็กๆที่มีเชื่อเสียงเรื่องงานฝีมือเป่าแก้วและผ้าลูกไม้ แต่คนส่วนใหญ่ไปดูบ้านที่เค้าทาสีสดๆริมคลอง ตอนเช้าไม่มีคนทำให้เวนิซสวยกว่าเดิมเยอะมาก ภาพถ่ายตามทางไปขึ้นเรือ

การไป Murano ให้เดินมาที่ท่าเรือ F.te Nove แล้วไปรอเรือสาย 4.1 หรือ 4.2 ที่โป๊ะ B อันนี้สำคัญนะครับถ้าไปผิดอันนี่เรือมันไปคนละทาง เสิชกูเกิลก็ได้ง่ายมาก แนะนำไปลงที่ท่า Colonna แล้วเดินเที่ยว

มาถึงตั้งแต่ 8 โมงเลยมีแต่ร้านกาแฟชาวบ้านๆเปิดอยู่เลยไปหาไรกินก่อน กาแฟโคตรขม มาเช้ามันดีที่ไม่มีคนเลยแบบนี้แหละ


เดินแป๊บเดียวก็ทั่วเกาะแล้วแต่อยากรอร้านขายของเปิดตอน 10 โมงเลยหาร้านคาเฟ่นั่งรอไปชิวๆ


เกาะมูราโน่เค้ามีชื่อเสียงด้านการเป่าแก้วแล้วไม่ว่าจะเดินไปไหนก็จะมีร้านขายแก้วเป่าในรูปแบบต่างๆ ของประดับบ้าน ภาชนะอาหารเครื่องดื่ม แต่ที่โดนใจภรรยามากสุดคือต่างหูและสร้อยคอที่ใช้แก้วหลายสีทำเป็นลายดอกเล็กๆน่ารัก ซื้อมาทั้งหมด 3 เซ็ต แหะๆ เอาจริงๆแล้วของที่ขายบนเกาะนี้มีขายที่เวนิซเหมือนกันครับถ้าไม่อยากมาที่นี่


พอพร้อมจะไปต่อแล้วให้เดินไปท่าเรือ Faro di Murano เพื่อรอเรือไปที่เกาะ Burano ต่อไปเหมือนเค้าเป็นแพ๊คคู่ มาแล้วต้องไปทั้งสองอัน 55 ถ้าหาท่าเรือไม่เจอให้จ้องประภาคารสีขาวดำเหมือนในรูปข้างบนไว้ อยู่ที่เดียวกันเลย

บนเกาะบูราโน่ก็มีงานโอท็อปเป็นผ้าลูกไม้ต่างๆ ทำเป็นร่มเป็นพัดเป็นของประดับบ้านหรือเสื้อผ้าก็มี

เสร็จแล้วไปเดินดูบ้านเมืองเค้านิดหน่อย ปกติเมืองในอิตาลีเค้าคุมโทนแต่เหมือนเมืองนี้มีกฎห้ามสีซ้ำกัน