พาเที่ยว Road Trip อิตาลีเหนือ ตอนที่ 4 เทือกเขาโดโลไมท์ 5 วัน 4 คืน (Dolomites)

อัปเดตเมื่อ 22 ก.ย.


dolomites, dolomiti, misurina

เดือนที่เดินทาง - กรกฎาคม 2022


เทือกเขาโดโลไมท์ (Dolomites) หรือโดโลมิติ (Dolomiti) เป็นสถานที่ที่อยากมาตั้งแต่เริ่มถ่ายรูปใหม่ๆแล้วล่ะครับ จนถึงตอนนี้ก็เกือบสิบปีแล้วและวันนี้ในที่สุดก็ได้มาเห็นกับตา ตอนนี้เป็นตอนแยกพิเศษของ Road Trip ที่อิตาลีเหนือเพราะว่ามาอยู่ในเขาเป็นเวลา 4 คืนด้วยกันแล้วเที่ยวอัดแน่นมากๆ และผมนับว่าเป็นไฮไลท์ของทริปอิตาลีเลยละกัน มันฟินทุกจุดที่มีโอกาสไปยืน


การเดินทางมา Dolomites ขับรถดีที่สุดหรือจะบอกว่าจำเป็นเลยก็ได้ สามารถมาได้จากทั้ง Milan ออก Venice หรือจะกลับข้างกันก็ได้ งานนี้เรามาจากฝั่ง Milan แล้วก็แวะตามทางมาจาก Milan ด้วยไหนๆก็มีรถจะหยุดตรงไหนก็ได้ ถ้าอยากดูว่าไปไหนได้บ้างกลับไปดูที่โพสก่อนหน้าได้เลยครับ [LINK]


ก่อนไปดูที่เที่ยวเรามาดูตารางการเดินทางกันก่อนเพราะหลายๆคนคงตัดสินใจไม่ได้ว่าควรไปไหนบ้างเพื่อไม่ให้เป็นการอ้อมไปอ้อมมา ไม่ต้องกังวลเรื่องหลงทางครับเพราะ Google Maps เชื่อถือได้ แค่รู้ว่าจุดหมายเป็นอะไรก็พอ

อุปกรณ์

เรียงลำดับความจำเป็นจากมากไปน้อยครับ

  • รองเท้าสำหรับ hiking ต้องมีไม่งั้นชีวิตมีความเสี่ยง

  • เสื้อกันหนาวสำหรับตอนเช้าและกลางคืน

  • กล้อง + เลนส์ wide และ tele ได้ใช้ทุกช่วงจริงๆ

  • ขาตั้งกล้องสำหรับภาพตอนเย็น ทำให้เมฆหรือน้ำตกไหลๆ

  • ฟิลเตอร์ ND 10 stops สำหรับเพิ่มชัตเตอร์สปีดให้เมฆไหลๆ+ polarizer ทำให้ตัดแสงสะท้อนในน้ำหรือทำให้ฟ้าเข้ม

ร้านอาหาร

สำคัญมากคือต้องหาข้อมูลไว้ก่อนว่าร้านอาหารเปิดปิดกี่โมงเพราะร้านอาหารในเขาเค้าเปิดสำหรับข้าวเย็นตอน 7 PM แล้วครัวปิดตอน 9 PM ถ้าพระอาทิตย์ตกเวลาปกติก็ไม่มีปัญหาแต่ว่าพระอาทิตย์หน้าร้อนตกตอน 3 ทุ่ม ถ่ายรูปเสร็จร้านก็ปิดแล้ว เพราะฉะนั้นจะกินก่อนไปถ่ายรูปหรือตุนอาหารไว้ก่อนได้


อินเตอร์เน็ต

อินเตอร์เน็ตใช้ได้ตลอดทุกที่ยกเว้นที่ Tre Cime ที่มีๆขาดๆนิดหน่อยอยู่ที่ว่าเดินเข้าไปในเขาลึกแค่ไหน


จุดค้างคืน

ทั้ง 4 คืนเราย้ายที่นอนหมดเพราะว่าสุดท้ายแล้วเราเข้ามาในเขาจากทิศตะวันตกแต่จะไปโผล่ออกทางทิศใต้ ถ้าไม่ย้ายที่นอนต้องย้อนไปย้อนมาเยอะมากแล้วถนนเหมือนในการ์ตูนขับรถส่งเต้าหู้เลย โรงแรมในภูเขาก็ต้องทำใจหน่อยว่าจะแพงนิดนึงแต่โรงแรมทั้งหมดที่ไปคุณภาพดีมากเตียงนอนสบายสิ่งอำนวยความสะดวกดีเยี่ยม

  • คืนที่ 1 Hotel Hell เมือง Ortisei (ชื่อภาษาอิตาลี) / Urtijëi (ชื่อภาษาเยอรมัน) จองได้ที่ https://www.hotelhell.it/

  • คืนที่ 2 Hotel Pordoi ที่ Passo Pordoi จองได้ที่ https://www.pordoi.com/en/

  • คืนที่ 3 Rifugio Auronzo ที่ Tre Cime จองด้วยการส่งอีเมลไปที่ info@rifugioauronzo.it รายละเอียดตามอ่านได้

  • คืนที่ 4 B&B Hotel Passo Tre Croci Cortina เมือง Cortina d'Ampezzo จองได้ที่ https://www.hotel-bb.com/en/hotel/passo-tre-croci-cortina

***โรงแรมใน Dolomites ไม่มีที่ไหนมีแอร์ถึงจะเป็นหน้าร้อน แต่อากาศเย็นตลอดปี


 

Day 1 - Val di Funes

วันแรกตารางค่อนข้างเบาๆครับเพราะว่าขับรถเยอะแล้วก็ตุนอาหารบ้างเท่าที่ทำได้เพราะไม่รู้ข้างหน้าจะไปเจออะไร ขับตาม Google Maps มาถึงที่เมือง Ortisei แล้วก็เข้าไปเช็คอินที่โรงแรม Hotel Hell ไม่รู้ทำไมชื่อนี้แต่ว่าไม่ได้คาดหวังว่าห้องจะดีมากแต่พอเห็นของจริงแล้วโห ห้องดีมากแถมมีระเบียงด้วย หลังจากเจออากาศร้อนๆมาหลายวันในที่สุดได้หนาวๆแล้ว


จุดหมายของเราเย็นนี้คือ val di funes เมืองข้างเคียง Ortisei แต่ว่าต้องขับลงเขาแล้วขับกลับขึ้นเขาอีกรอบ ที่แรกไปง่ายมากเพราะไม่ต้องเดิน ให้ตาม Google Maps ไปที่ Viewpoint of St.John Church ตอนไปถึงจะมีที่จอดอยู่แล้วมีเครื่องจ่ายค่าจอดให้จ่ายเงินแล้วเอาใบเสร็จมาวางตรงกระจกหน้าได้เลย ผมมาก็แค่ถ่ายภาพนี้แต่เห็นคนเดินไปดูที่โบสถ์ด้วย

val di funes, Villnöß, South Tyrol

ก่อนฟ้าจะมืดรีบบึ่งไปอีกที่ของวันนี้ Santa Magdalena Viewpoint แต่ว่าขับรถไปที่จุดชมวิวไม่ได้นะครับเพราะว่ามันเป็นถนนส่วนบุคคลที่ให้คนที่อยู่ในนั้นขับเข้าไปได้เท่านั้น ที่จอดรถที่ใกล้สุดคือตรงนิ Parkplatz Bergerplatz ให้เผื่อเวลาเดินไว้ประมาณชั่วโมงนึงเพราะมันไกลแล้วก็ขึ้นเนินด้วยดูทางตาม Google Maps ได้เลยจ้า

val di funes, Villnöß, South Tyrol

มีคนนี้เค้าลงไปเดินลงไปถ่ายภาพในทุ่งข้างทางเพราะมีดอกไม้บานเต็มทุ่งเลยยืมมาอยู่ในภาพหน่อย แล้วปรากฎว่าคนนี้เค้าขับรถขึ้นมาแล้วมีลุงป้าที่เค้าอยู่ที่นี่ออกมา ทีนี้นรกแตกมากเพราะป้าเค้าจะไฝ้กับตาคนนี้ให้ได้ที่ขับรถเข้ามา จนตานี่ขับรถออกไปอยู่ป้าเอาหินปารถด้วย กรี๊ดดด


ด้วยความที่เป็นคืนแรกที่นี่ไม่รู้ว่าร้านอาหารเค้าปิดครัวเร็วขนาดนี้ตอน 3 ทุ่ม ระหว่างทางกลับโรงแรมเราแวะทุกร้านที่เห็นไฟเปิดแต่ไม่มีใครขายเลยแต่สุดท้ายโชคดีไปเจอร้านข้างโรงแรมที่ขอเค้าให้ทำพิซซ่าใส่กล่องให้หน่อย ไม่อดตายแล้ว

 

Day 2 - Alpe di Siusi

เช้านี้เราพากันตื่นแต่เช้าเพื่อไปรอถ่ายภาพตอนพระอาทิตย์ขึ้นที่ Alpe di Siusi หรือ Seiser Alm คนส่วนใหญ่เค้าจะนั่งกระเช้าไปแต่ว่ากระเช้ามันเปิด 8.30 AM ถ้ารอเปิดพระอาทิตย์ขึ้นไปไกลแล้ว


ถนนบน Alpe di Siusi เค้าเรียกว่า Compatsch และเค้าให้ขับรถส่วนตัวขึ้นมาตรงนี้ได้แค่ 5 โมงเย็นถึง 10 โมงเช้าเท่านั้น สำหรับคนมาถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกไม่มีปัญหา เสิช Belvedere dell'Alpe di Siusi ได้เลย ถ้าเปิดตาม Google Maps บางทีมันจะให้ขับไปทางทิศตะวันออกแต่ผมดู street view แล้วมันดูแคบผมเลยเลือกไปทางทิศตะวันตกแทน

ระหว่างทางจะสวยแค่ไหนแต่ก็ต้องเตือนตัวเองว่าขับรถอยู่นะ ขับพลาดตกเข้าเลยนะ วันนี้ดูเมฆเยอะมากเพราะวันก่อนบ่นว่าทำไมฟ้าไม่มีเมฆเล้ย เป็นฟ้าแบนๆ วันนี้เค้าจัดให้จนไม่เห็นเขาเลยจ้า

ระหว่างนั้นมันก็มีช่องที่เมฆเปิดออกมากบ้างเลยไม่ตัดใจถ่ายภาพอื่นไปเรื่อยๆแล้วหวังว่าเมฆข้างหน้าจะเปิดออกมาบ้าง ข้อดีของการมีเมฆเยอะคือมันทำให้เราได้ภาพที่มันดูแตกต่างดูมู้ดดี้ เวลายิ่งมีแสงพยายามแหวกทะลุเมฆออกมามันทำให้เกิดเป็นลำแสงด้วย

หลังจากรอไปเกือบชั่วโมงในที่สุดเค้าก็ออกมาให้เห็น จริงๆแล้วผมชอบภาพนี้ที่เป็นแบบนี้มากกว่าที่จะเห็นทั้งเขาเพราะแบบนี้เมฆมันดูพริ้วๆฟุ้งๆ ดีกว่ามีแต่ฟ้าเกลี้ยงๆแน่นอน

alpe di siusi seiser alm

ระหว่างทางกลับเมือง Ortisei วิวสวยมากเช่นกันเลยจอดรถถ่ายเมฆติดยอดเขาเป็นแนวยาวม๊ากกก

พอกลับมาถึงโรงแรมกินข้าวเช้าเสร็จเลยออกไปเดินดูในเมือง Ortisei ดูหน่อยเดี๋ยวจะหาว่าไม่ได้มา เป็นเมืองเล็กๆน่ารักสวยดีนะครับ มีของขายเยอะทั้งของฝากและของกิน


Seceda

หลังจากนี้ไปต่อกันที่รถกระเช้าเพื่อจะไปขึ้นยอดเขา Seceda ที่สถานีชื่อ Funivie Seceda Spa สามารถเอารถไปจอดที่สถานีได้มีค่าจอด 12 Euro จอดได้ทั้งวันมีปัญหาอยู่อย่างนึงคือที่จอดแน่นอาจจะไม่มีที่ให้จอดก็ได้ แต่ผมโชคดีที่มีคนออกพอดีเลยได้จอด แต่ถ้าหาที่จอดไม่ได้แนะนำจอดรถไว้ที่โรงแรมแล้วเดินมาก็ได้ครับ บัตรค่าขึ้นกระเช้าไม่ต้องซื้อล่วงหน้าก็ได้ครับราคา 37 Euro ไปกลับ กระเช้าจะต้องขึ้น 2 ตอนด้วยกัน ตอนแรกจะเป็นอันเล็กๆแต่พอไปกลางทางต้องเปลี่ยนเป็นกระเช้าอันใหญ่เพราะลมมันแรงข้างบนครับ

มาถึงแล้วข้างบนอากาศเย็นดีแม้จะเป็นหน้าร้อน สวยมากกก ยอดเขามันแหลมๆเยอะแยะพื้นเอียงๆชันมาก คือทำไมมันดูต่างดาวหลุดโลกขนาดนี้นะ ตรงสถานีกระเช้าจะมีร้านอาหารอยู่ไว้พักกินข้าวกินน้ำได้

ถ้ามาหน้าร้อนก็จะมีดอกไม้สีเหลืองเต็มทุ่งแบบนี้แหละครับ ทีนี้จุดชมวิวระดับโลกจะต้องเดินขึ้นทางลาดไปทางซ้าย มีป้ายบอกชัดเจนมาก ระหว่างทางก็จะผ่านไม้กางเขนแบบนี้ คลายๆยอดเขาบ้านเรามีศาลเจ้าอะไรประมาณนั้น


เดินต่อมาอีกนิดก็จะเจอกับมุมนี้เอง ใครที่สงสัยว่าทำไมไม่มาถ่ายภาพมุมนี้ตอนพระอาทิตย์ขึ้นอาทิตย์ตกเป็นเพราะว่าที่นี่เค้าไม่มีที่พักให้ค้างคืนแล้วขับรถขึ้นมาไม่ได้ด้วย กระเช้าเปิด 8.30 AM ถึง 6.00 PM

seceda dolomites dolomiti italy

บนนั้นใครอยากเดินเล่นก็เดินไปได้เรื่อยๆจนถึงยอดนู้นเลย แต่เราไม่ใช่แนวจริงๆ 555


คนที่นี่พาหมามาเที่ยวเยอะมาก หมาที่นี่มีความสุขดีมาก

ที่ Dolomites นี่เค้าเลี้ยงวัวกันบนเขาแบบให้มันเดินกินหญ้ากันเองทั้งวันแล้วจะมีเสียงกระดิ่งที่ผูกวัวไว้เสียงไพเราะ


Lake Carezza

พอเที่ยวบน Seceda กันจนเป็นที่พอใจ บ่ายๆแล้วเราก็ลงกระเช้ามาแล้วไปต่อตามทางของเรา ที่ต่อไปคือ Lake Carezza เป็นทะเลสาบไปง่ายๆลงทุนไม่สูงแต่ผลตอบแทนทะลุมาก เป็นทะเลสาบเล็กสีฟ้า turquoise แล้วด้านหลังเป็นแนวเขาสวยมากกก

พอออกจากตรงนี้แล้วไปหยุดกินข้าวที่เมือง Pera ระหว่างทางเพราะมันเริ่มดึกกลัวหาไรกินไม่ได้เหมือนคืนก่อนแถมที่พักคืนนี้อยู่บนเขาสูงใกล้ Passo Pordoi ดูแล้วเปลี่ยวๆ ยังไงแนะนำเพื่อนให้ไปหยุดที่เมือง Canazei แทนเพราะขับรถผ่านแล้วดูครึกครื้นกว่ากันเยอะ


ตรงในเมืองมีน้ำตกเลยแอบถ่ายมาหนึ่งภาพที่เมือง Pera


พอขับรถพ้นเมือง Canazei ไปแล้วถนนจะเริ่มแสดงความบรรลัยคือมันโค้งหักศอกรัวๆมาก ตรงโค้งเค้ามีป้ายนับให้ด้วยว่าพวกคุณตะลุยมาแล้วกี่โค้ง สนุกดีแต่ก็กลัวด้วยเพราะมันมืดแล้ว ทางประมาณนิมีโค้งหักศอกทั้งสิ้น 33 โค้ง ถนนที่ Passo Pordoi เป็นถนนที่สูงที่สุดในเทือกเขา Dolomites ด้วย

พอมาถึงโรงแรมเรา Hotel Pordoi ก็ร้องออกมาว่าทำไมไม่มากินข้าวที่นี่นะ วิวสวยด้วยมองเห็นจากหน้าโรงแรมเลย เป็นโรงแรมเก่าแก่ของครอบครัวมีร้านอาหารดูหน้าตาดี

passo pordoi dolomites dolomiti italy
วิวนี้เห็นจากหน้าโรงแรมเลย เขามืดแล้วแต่ฟ้ายังสวยอยู่เลย ตอนนี้ใกล้ 4 ทุ่มยังไม่มืดอีก


 

Day 3 - Passo Pordoi

พอเราเห็นวิวหน้าโรงแรมแล้วเช้าวันถัดมาก็เลยรีบตื่นออกมาถ่ายรูป บริเวณโรงแรมมีอ่างเก็บน้ำ มีป่าเล็กๆดอกไม้เยอะแยะบรรยากาศดีอากาศเย็นๆเล็กน้อย ภาพข้างล่างเห็นจากระเบียงห้องเลย วันนี้เมฆไปไหนหมด

เดินออกจากโรงแรมไปมีอีกหลายมุมให้เลือกด้วย ชอบต้นไม้เลยถ่ายมาด้วย


ภาพโรงแรมตอนเช้าๆ

Cinque Torri

พอแดดเริ่มแรงเราก็ย้ายไปกินข้าวเช้าแล้วขับรถไปเที่ยวต่อโดยมุ่งหน้าไปต่างทิศตะวันตก จุดหมายคือ Cinque Torri ตามทางคนมาปั่นจักรยานขึ้นเขากันเยอะเพราะว่าถนนที่ Passo Pordoi เป็นสถานที่แข่งมาราธอน คนเค้าเลยมาฝึกปั่นกัน คนส่วนใหญ่เวลาผ่านตรงนี้เค้าจะนั่งกระเช้าไปยอด Sass Pordoi แต่ผมเลือกไปที่ Cinque Torri แทนเพราะดูจากรูปและ Google Street view แล้วสวยกว่า ต้องเลือกเพราะเวลาน้อยจ้า


ค่าขึ้นกระเช้าไปกลับ 20 Euro กระเช้าเป็นแบบนั่งห้อยๆขาไม่สูงมาก

อยู่ที่จอดรถมองขึ้นไปเจอเมฆอยู่แบบนี้ สวยมากในทุกๆทิศทางที่มองไป

พอถึงยอดแล้วมองกลับไป Passo Pordoi ด้วย ถ้าแหวกภาพซูมดูจะเห็นกระท่อม 2 ชั้นที่เป็นสถานีรถกระเช้าอยู่บนยอดเขาดูเล็กจิ๋ว ธรรมชาตินี่ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน


ดูวิวรอบๆจนลืมว่านั่งกระเช้าขึ้นมาทำไม Cinque Torri แปลว่าหอคอย 5 อัน ชื่อมันมาจากหินก้อนใหญ่มากที่ดูแล้วเหมือนมีใครหยิบมาวางไว้ตรงนี้เพราะมันดูแล้วไม่ค่อย belong กับหญ้าตรงนี้อย่างบอกไม่ถูก แต่ด้วยเหตุผลเดียวกันทำให้หินพวกนี้ดูเด่นหลุดออกมาจากภูเขาอื่นๆใน background

cinque torri dolomites italy cortina d'ampezzo

นอกจากนี้บนยอดเขานี้มีสนามเพลาะที่ถูกขุดไว้ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วย นึกแล้วไม่รู้ว่าใครจะถ่อมารบกันถึงตรงนี้แต่ว่าสงครามมันไม่ไว้หน้าใครจริงๆ จริงๆมีบังเกอร์อยู่ด้วยแต่ไม่ได้มุดเข้าไปครับ แคบเวอร์

บนยอดนี้ดอกไม้เยอะเหมือนกันแล้วลมแรง เลยลองดูว่าถ้าถ่ายภาพแบบ long exposure แล้วมีดอกหญ้าไหวๆจะสวยมั้ย สวย!

เข้าใจว่าดูรูปคงไม่เข้าใจว่าขนาดมันใหญ่แค่ไหน รูปด้านล่างเป็นภาพคนที่เค้าปีนหน้าผากันตามหิน บางรูปอาจต้องเปิดภาพใหญ่แล้วซูมดูถึงจะเจอคน เล็กจริงไรจริง


Tre Cime di Lavaredo

หลังจากจบจากตรงนี้แผนเราคือจะไปที่ Tre Cime di Lavaredo หรือเรียกสั้นๆว่า Tre Cime ระหว่างทางถ้าใครหิวสามารถแวะกินข้าวในเมือง Cortina d'Ampezzo ที่เป็นทางผ่านก็ได้จ้า จุดหมายใน Google Maps ให้ตั้งไว้ที่ Rifugio Auronzo คืนนี้เราจะนอนกันที่นี่ ถึงใครจะไม่นอนที่หอพักเค้าแต่ก็ต้องไปจอดรถที่นี่อยู่ดีเพื่อไป hiking นะครับ

ที่​ Tre Cime ต้องเสียค่าเข้าสำหรับคนขับรถอยู่ที่ 30 Euro ต่อวันถ้าค้างคืนอีกวันขาออกต้องจ่ายเพิ่มอีก 30 Euro ไม่จ่ายก็ไม่ได้เพราะให้เดินขึ้นคงไม่ไหว แต่ตอนขับรถเห็นคนเดินก็มีนะ บ้าไปแล้ว พอจ่ายเงินแล้วทางขับขึ้นระทึกอีกแล้ว มันทั้งยึกยักทั้งสูงชันหัวใจจะวาย


พอมาถึงแล้วก็เช็คอินก่อนเลย การมานอนที่นี่ก็มีความลำบากนิดหน่อยแต่ผมคิดว่านอนแค่คืนเดียวมันไม่ลำบากเกินไปแน่นอน ห้องก็สะอาดดีวิวสวยครับ

  • ห้องสามารถจองได้แบบห้องส่วนตัวหรือห้องรวมกับคนอื่นก็ได้

  • ห้องน้ำ และห้องอาบน้ำต้องแบ่งกับคนอื่นใช้

  • หลัง 4 ทุ่มครึ่งไม่มีไฟฟ้าใช้

  • อาบน้ำต้องจ่าย 5 Euro และนำ้ไหล 5 นาที น้ำร้อนมี วิ่งผ่านน้ำพอไหว

ราคาต่อคน ห้อง 2 หรือ 3 คนต้องนำผ้าปูที่นอนมาเอง ถ้าไม่มีสามารถซื้อแบบใช้แล้วทิ้งได้ 6 Euro

  • 65 Euro รวมอาหารเย็นและอาหารเช้า/ข้าวเย็น 7 PM - 8 PM/ข้าวเช้า 7 AM - 8 AM

  • 45 Euro รวมอาหารเช้า

  • 36 Euro ไม่รวมอาหาร

ราคาต่อคน ห้อง 4 คนต้องนำผ้าปูที่นอนมาเอง

  • 55 Euro รวมอาหารเย็นและอาหารเช้า

  • 35 Euro รวมอาหารเช้า

  • 26 Euro ไม่รวมอาหาร

rifugio auronzo

พร้อมไปเที่ยวแล้ว การเดิน hiking ที่ Tre Cime ทางที่พักเค้าบอกว่าใช้เวลาเดินไปกลับประมาณ 3 ชั่วโมงแต่เวลาเดินเข้าจริงเราเดินไป 6 ชั่วโมงรวมรอถ่ายภาพกับนั่งพักกินข้าว ออกเดินกันตอน 4 โมงเย็น กลับออกมาเกือบ 4 ทุ่ม! โชคดีที่มาตอนหน้าร้อนไม่งั้นต้องเดินในความมืดทางเดินบางที่พื้นมันก็ไม่เรียบด้วย ย้ำอีกครั้งว่าต้องใส่รองเท้า hiking ไปนะครับเพราะทางบางจุดชันพอสมควรถ้ารองเท้าไม่พร้อมละก็แถแน่นอน


ทางเดินขอแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

  • ส่วนแรกคือการเดินจาก Rifugio Auronzo (1) ไป Rifugio Lavaredo (2) คนที่เดินไม่เก่งเค้าก็จะไปแค่นี้

  • ส่วนสองคือเดินต่อจาก Rifugio Lavaredo (2) ไป Dreizinnenhütte (3) ที่เป็นจุดที่เห็นยอดเขา 3 ยอดที่มาของชื่อ Tre Cime แปลว่า 3 ยอด

  • ส่วนหลังสุดคือเดินวนลูปกลับ Rifugio Auronzo (4) จุดนี้เดินยากมากใครไม่อยากลำบากให้เดินวนกลับทางเดิม ช่วงนี้เราใช้เวลาเดินประมาณ 2 ชั่วโมงแล้วเครียดมากกลัวฟ้ามืดก่อนออกไปได้เพราะไม่มีคนอื่นอยู่เลย ทางช่วงสุดท้ายจะเล็กๆแล้วข้างๆคือกลิ้งตกเขาไปเลยชันมาก กลัวตายบอกตรงๆ 555

อย่าเชื่อเวลาเดินบน Google Maps เพราะมันไม่ได้นับรวมที่ต้องเดินขึ้นเดินลง

อธิบายมาเยอะแล้วมาดูเลยดีกว่าว่าสวยคุ้มค่าเดินขนาดไหน ช่วงแรกเดินง่ายมากเป็นทางโรยกรวดเรียบๆตลอดไปจนถึง Rifugio Lavaredo เลยใส่รองเท้าแตะมาก็ไปได้ หันไปข้างหลังจะเห็นยอดเขาใน Cadini di Misurina ยังไม่ไปไหนก็หยุดถ่ายรูปรัวๆ ตึกในภาพคือที่พักเราเอง Rifugio Auronzo จริงๆใครไม่อยากเดินก็ควรมาเพราะอยู่ตรงหน้าตึกก็สวยแล้วนะ

เดินมาแป๊บเดียวก็จะเห็น Rifugio Lavaredo อยู่ไกลๆเล็กๆเมื่อเทียบกับภูเขาด้านหลัง ตรงกระท่อมจะซื้อน้ำซื้อหนมนั่งพักเหนื่อยก็ได้นะครับ

rifugio lavaredo

พอเดินมาถึงกระท่อมจะมีป้ายบอกทางก็ให้เราเดินไปตาม Dreizinnenhütte ทางจะเริ่มชันขึ้นนิดหน่อยแต่ยังไหว เหนื่อยตรงไหนก็พัก ตรงนี้บรรยากาศดีมาก ข้างทางจะเป็นหินก้อนใหญ่บ้างเล็กบ้างช่วยบังแดดกับหญ้านุ่มๆเย็นๆไว้นั่งหรือจะไปให้สุดก็นอนลงไปเลยก็ได้ ฟินมาก

ดอกไม้ตามทางก็เยอะด้วย เหมือนธรรมชาติเค้ารู้เพราะดอกไม้ส่วนใหญ่สีเหลืองสีม่วง สีตรงข้ามเหมือนตอนเรียนศิลปะสมัยมัธยมเลย

เดินมาอีกแป๊บเดียวเองก็มาถึงตีนเขาของ Tre Cime มองออกมั้ยว่ามี 3 ยอด

จากจุดนี้มองไปก็จะเห็นปลายทางแล้วคือ Dreizinnenhütte กระท่อมอีกอันที่อยู่หน้ายอดเขาพอดี บางคนเค้าก็เลือกจะมาค้างแรมที่นี่นะครับ มองไปทางไหนก็เป็นยอดเขาแหลมสูงไม่จบสิ้นสุดสายตา แบบนี้แหละที่ทำให้คนเมืองอย่างเราได้รู้สึกว่าได้พักผ่อนจากความวุ่นวายจริงๆ

ทางเดินโซนนี้ก็จะชันกว่าเดิมพอสมควรแล้วเป็นทางลง ถ้าไม่มีรองเท้าที่เหมาะสมละก็ไม่ต้องเดินลงเลยเพราะจะไถลลงแทน เดินมาซักพักหันกลับไปเห็นยอดเขาชัดแล้ว

เดินต่อไปจนถึงกระท่อม ตอนนี้หกโมงแล้วเลยเข้าไปถามเค้าว่ามีอะไรให้กินมั้ย ถ้าอยากกินข้าวจริงๆจังๆต้องจองไว้นะครับ แต่ไม่งั้นเค้ามีแซนวิชเย็นๆกับน้ำดื่มขายให้ประทังชีวิต รอบๆที่พักอันนี้วิวสวยรอบด้านมาก คนที่ชอบเดินเค้าก็จะเดินขึ้นยอดเขาใกล้ๆด้วยเพราะมันมีรูถ้ำที่คนมาขุดไว้แต่ส่วนตัวผมคิดว่าไม่ได้สวยไรเลยไม่ได้ไป เดินไปดูอ่างเก็บน้ำหลังกระท่อมกับเดินขึ้นเนินไปถ่ายรูปนิดหน่อย สวยมากเลย

ทีนี้ขากลับเนี่ยมันต้องเลือก สามารถกลับทางเดิมได้หรือจะวนลูป ด้วยความที่ไม่รู้คิดว่าความยากคงพอๆกันและขี้สงสัยว่าทางนั้นมีมุมสวยๆมั้ยนะเลยเลือกไปทางใหม่ ภรรยามองหน้าด้วยความไม่มั่นใจ 555

แต่มันก็สวยจริงๆยิ่งช่วงแรกๆที่เห็นเขาสามยอดนี้กับทุ่งหญ้ากับหินที่หญ้าเกาะเป็น foreground เห็นแล้วนึกถึงดินแดนเทพนิยายมีเอลฟ์มาวิ่งเล่น

แต่พอพ้นตรงนี้ไปแล้วเท่านั้นแหละชีวิตมีแต่ความไม่มั่นใจความหวาดระแวง 555 มันเป็นทางลงเขาเพราะทางนี้จะต้องเดินลงไปในหุบเขาก่อนแล้วเดินกลับขึ้นมาอีก ทางลงก็ชันมากต้องเดินช้ามากๆแล้วทางขึ้นก็ชันและยาวโคตร ถามว่าสวยมั้ยก็ยังสวยมากเหมือนเดิมแต่ไม่มีกระจิตกระใจจะถ่ายภาพใดๆ เหนื่อยและกลัวความสูง ความนอยอีกอย่างคือในใจเราหวังว่าพ้นโค้งนี้แหละจะถึงที่หมายเราแล้วแต่โค้งแล้วโค้งเล่าเราก็ยังไม่เห็นวีแวว แถมฟ้าก็มืดลงเรื่อยๆไม่มีคนอื่นมาเดินให้เห็นไม่สบายใจอย่างแรง


สำหรับใครกลัวเดินหลงหลุดเส้นทางอันนี้ไม่ใช่เรื่องกังวลเพราะเค้ามีการเอาสีแดงสีขาวมาทาบนหินให้เห็นชัดตลอดทาง สีแดงขาวแปลว่าเรายังอยู่บนทางที่เค้าทำไว้ครับ


เดินมาซักพักท้องฟ้าสวยมาก กว่าจะเดินออกมาจากหุบเขาได้เมฆไม่โดนแสงแล้วแต่ยังสวยอยู่ เห็นวิวไปไกลมากแล้วมีวัวเดินกินหญ้าเต็มเนินเขา วัวตัวใหญ่มากสูงเท่าตัวคนเลย

หันกลับไปยังเห็นกระท่อมที่เดินจากมาอยู่ เดินมาไกลมากเหลือเล็กนิดเดียว

ออกมาจากหุบเขาแล้วก็คิดว่าคงใกล้ถึงแล้วแน่ๆ ที่ไหนได้เดินอีกประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วทางตรงนี้มันแคบๆแล้วข้างเป็นหน้าผาชันลงไปเลยจ้า ทำไรไม่ได้ต้องเดินไปให้ถึงตรงนี้ไม่มี Uber ขี่วัวไปได้มั้ยนะ


ระหว่างทางสวยมากเหมือนเดิมเลยถ่ายรีบๆมารูปสองรูป ตอนนี้เกือบ 4 ทุ่มแล้วฟ้ายังมีแสงพอสมควรสำหรับเฮือกสุดท้ายของคืนนี้

มาถึงโรงแรมแล้วก็โล่งอกคุยกันว่าไม่ตายแล้ว ปกติเป็นคนไม่ค่อยออกกำลังกายวันนี้จัดเต็มมาก คืนนี้เลยต้องรีบอาบน้ำก่อนเค้าจะตัดไฟตัดน้ำตอน 4 ทุ่มครึ่งรีบนอน พรุ่งนี้ยังมีให้เดินอีกแต่เช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นที่ Cadini di Misurina

 

Day 4 - Cadini di Misurina

Cadini di Misurina เป็นอีกเส้นทาง hiking ที่เริ่มที่ Rifugio Auronzo และที่นี่เป็นสาเหตุที่ผมตัดสินใจนอนค้างคืนที่นี่เลยเพื่อจะได้ไปถ่ายภาพก่อนพระอาทิตย์ขึ้นได้ ระยะทางไม่ไกลมากใช้เวลาเดินขาเดียว 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับความเซียน สภาพทางมีหลายแบบตั้งแต่ทางขึ้นลงเนินชันปานกลางไปจนถึงทางเรียบๆแต่ว่าอยู่ริมผา ถ้าค่อยๆเดินก็ได้แต่ให้เผื่อเวลาไว้หน่อยครับ

จุดเริ่มต้นอยู่ตรงจุดชมวิวข้างๆที่พักเลยแล้วก็เดินลงไปตามที่เห็นเป็นทางที่มีคนมาเดินไว้ ควรมีรองเท้า hiking เหมือนเดิมครับไม่งั้นคงแถตรงทางชัน

rifugio auronzo tre cime di lavaredo cadini di misurina
เดินมาซักพักหันกลับไปจะเห็นที่พักอยู่หน้าเขา

พอพ้นช่วงเนินเรียบๆมาแล้วต่อไปจะเป็นช่วงที่เป็นหน้าผาแบบนี้ กล้องถ่ายมาไม่ครบ แต่พอพ้นของทางเดินข้างล่างมองไม่เห็นก้นเลยจ้า

มองเห็นแล้ว Cadini di Misurina บางคนเค้าก็บอกว่ายอดนี้เหมือนหอคอย Sauron จากเรื่อง The Lord of the Rings ขาดแต่ลูกตาระหว่างสองยอด สวยแปลกประหลาดมากที่มียอดแหลมๆเป็นร้อยยอดแบบนี้ ดูแล้วมันดูชั่วร้ายยังไงบอกไม่ถูก รอถ่ายไปจนพระอาทิตย์ขึ้นมาโดนยอด

ตรงที่จุดชมวิวมีคนมากางเต๊นท์นอนค้างคืนกันด้วยสองสามคน ตื่นมาเห็นวิวแบบนี้เลยคงฟินไม่น้อย

นอกจากเขานี้จะสวยแล้วรอบๆมีเขาอีกหลายยอดมีหุบเขาที่สวยมากตอนเช้าแสงสวยๆ

ทางกลับมันมีหลายทางให้เลือกอยู่แต่ผมพลาดไปเดินอันที่อยู่ริมผาอีกฝั่งได้ไงไม่รู้ จากตรงนี้เห็นถนนที่ขับรถขึ้นมาด้วย โชว์ให้ดูความยึกยัก

เนินเขาที่อยู่หน้าที่พักเค้าก็สวยแปลกดีเหมือนกันครับเป็นลายพาดๆจากหญ้าสลับหิน มีคนเดินขึ้นลงเนินติดมาด้วยให้เห็นว่าเนินนี่มันใหญ่ หาเจอมั้ยคนอยู่ไหน

เดินกลับมาแล้วโดยไม่กลิ้งตกเขาก็เก็บของอาบน้ำกินข้าวเช้าแล้วออกไปต่อที่อื่นกันเลย วันนี้วันสุดท้ายแล้วไปตามเก็บที่เล็กๆน้อยๆแถวนี้


Lake Misurina

มุมนี้มุมมหาชนอีกอันเพราะไม่ต้องเดินเลยแม้แต่นิดเดียวสวยได้ไม่ต้องลำบาก จริงๆก่อนขึ้นไป Tre Cime ก็ต้องผ่านอยู่แล้วแต่ผมอยากเก็บไว้มาช่วงเช้าที่อากาศดีกว่า


Lake Braies

เป็นอีกทะเลสาบที่คนนิยมไปมากเพราะรูปจากโซเชียลมีเดียเพราะมันมีท่าเรือยื่นลงไปในน้ำสีฟ้า turquoise ท่าเรือนี้เค้ามีเรือให้เช่าไปพายในทะเลสาบด้วยเหมือนกัน ทางมาหาไม่ยากแต่ต้องมีการซื้อบัตรที่จอดรถล่วงหน้าที่ผมก็พึ่งรู้เมื่อไปถึงปากทางเข้า

วิธีจองให้ไปที่เว็บ https://www.prags.bz/en แล้วเลือกที่จอดจาก P1 - P4 เค้ามีที่จอด 4 ที่โดย P4 จะอยู่ใกล้ทะเลสาบสุดแต่ก็แพงสุดเหมือนกัน เลือกเอาได้เลยครับว่าจะประหยัดเงินหรือประหยัดเวลา ตรงทางเข้าพนักงานเค้าจะขอดูตั๋วออนไลน์ด้วยให้เตรียมไว้ก่อนถึงทางเข้าจะได้ไม่ตะกุกตะกักหน้างาน


ถ้าใครอยากจะไปพายเรือด้วยราคาต่อเรือ 1 ลำนั่งได้ 4 คนตามนี้เลยครับ

  • 30 นาที 25 Euro