Disneyland - Death Valley - America Southwest 15 วัน 14 คืน - Road Trip ภาค 2

อัปเดตเมื่อ 22 ก.ย.



เดือนที่เดินทาง - พฤศจิกายน 2021


จากตอนก่อนที่เราพากันขับรถตามเส้นทาง Pacific Coast Highway จาก San Francisco จนมาถึงทางใต้ของรัฐ California ตอนนี้เรามาต่อกันที่ Los Angeles ซึ่งเคยมาแล้วแต่รอบนี้ลุยแค่ Disneyland อย่างเดียวเลย จากนั้นต่อไปที่ทะเลทราย Death Valley ที่ที่เป็นที่สุดของความแห้งแล้งที่เต็มไปด้วยความสวยงามแปลกตาคล้ายดาวอังคาร


ทริปนี้เราใช้เวลาทั้งหมดไม่รวมนั่งเครื่องบินที่ 15 วัน 14 คืน และตอนที่ 2 นี้เป็นช่วงวันที่ 5 - 8 ตามนี้ครับผม

  • วันที่ 5: Disneyland Park

  • วันที่ 6: Disney California Adventure Park

  • วันที่ 7: ขับรถไป + สำรวจ Death Valley

  • วันที่ 8 ครึ่งเช้า: สำรวจ Death Valley ต่อ


 

Disneyland Park

ต่อจากตอนที่แล้วที่เราค้างคืนที่ Santa Barbara คืนนั้นก็ยัง Jetlag ไม่หายตื่นมาตั้งแต่ตีสี่ไปเลย เลยมองหน้ากันกับแฟนแล้วก็ตกลงว่าออกเลยละกันเพราะวันนี้จะไป Disneyland แล้ว เดี๋ยวคนเยอะต้องไปแย่งกันเล่น


ก่อนมา Disneyland เราซื้อตั๋วออนไลน์ ซื้อบัตรจอดรถมาก่อนพร้อมแล้วเพราะกลัวจะต้องมาล่กหน้างาน มาเที่ยวนี้กะว่าเก็บหมดเลยและไม่ต้องมาอีกแล้วเลยซื้อบัตรไว้สองวันเพราะDisneyland ที่ LA นั้นมี 2 สวน Disneyland Park กับ Disney California Adventure Park


วันแรกเราจะไป Disneyland Park กันก่อนเลยเพราะตรงนี้มี Star Wars Galaxy's Edge ที่ฝันมานานแล้วว่าจะมาเพราะความเป็นติ่ง แต่รู้อยู่แล้วว่า Disney เค้าทำมาปั่นกระแสหนังภาค Sequel ที่บอกตรงๆแบบไม่ต้องปิดบังว่าไม่ปลื้มเท่าไหร่ แต่ก็เปิดใจลองมาดู อย่างน้อยขอเจอ R2-D2 ก็พอใจแล้ว


สวนเปิดเวลา 8 โมงเราสองคนก็ได้เข้าก่อนแปดโมงพอดี ตรงทางเข้าก็มีมิคกี้เมาส์และผองเพื่อนมาเดินๆเต้นๆย๊อกแย๊กๆเรียกแขก คนเยอะมากตั้งแต่เช้าทีเดียว สิ่งที่เราคงไม่ได้เห็นที่อื่นคือคนที่นี่มีมากที่เหมือนมา Disneyland เพื่อมานั่งพักผ่อนทอดน่อง ไม่ใช่ทุกคนจะมาเพื่อเล่นเครื่องเล่นอย่างเรา คนแน่นมากๆ!

ก่อนเข้าถึงเครื่องเล่นก็ตามระเบียบมีร้านขายของอุปกรณ์แต่งตัวสำหรับคนที่มาไม่พร้อม คนที่นี่คือเค้าแต่งตัวเต็มมาจากบ้านกันเลย แทบทุกคนจะใส่เสื้อของสวนและมีหูหนูคาดหัวด้วย มีรถรับส่งแบบแนวๆให้นั่งด้วย ไม่ว่าจะแบบ vintage หรือจะให้ม้าลาก สงสารทั้งลุงคนขับที่แก่เหลือเกินทั้งม้าด้วย

ก่อนจะเข้าไปเล่นเครื่องเล่นก็ต้องมาแวะขอพรจากเจ้าที่เอาฤกษ์เอาชัยกันก่อน เจ้าพ่อวอลท์ดิสนีย์


สิ่งแรกไม่รอช้าไปดู Star Wars ก่อนเลย โดยโซนนี้สร้างขึ้นมาจำลองดาวที่ชื่อว่า Batu คือแบบดาวไรว้า ไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อน ปรากฎว่าถ้าจะรู้จักต้องไปอ่านหนังสือนิยายมาเด้อ แบบทำไมพี่ไม่ทำดาวที่คนเค้ารู้จักมานานแล้วแบบ Tatooine หรือ Coruscant หรือจะดาว Naboo ก็ยังได้ แต่ให้คะแนนฉากสวยดูแล้วอินอยู่

รอบๆก็มีการวางพร๊อพไว้พอสมควรให้ถ่ายภาพได้เก๋ๆ

เดินๆไปถ้าถูกจังหวะก็จะมีตัวละครมายืนบนระเบียงสูงๆพึมพำงึมงำอะไรฟังไม่ค่อยออกให้ถ่ายภาพกัน เราก็เข้าใจว่าจะมาเดินปะปนกับคนมาเที่ยวให้ได้ถ่ายภาพคุยกันซะอีก ว่าแต่ทำไมไม่เห็นมี Darth Vader ออกมาเดินบ้าง ตัวละครระดับตำนานขนาดนั้น


Oga's Cantina เป็นบาร์มีขายเครื่องดื่มและอาหารกินเล่นที่ให้เราได้รู้สึกดื่มด่ำเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ในเรื่อง Star Wars อาหารพอใช้ได้ ต้องจองคิวผ่านแอพของ Disney ก่อนเข้านะ ส่วนด้านในก็จะมีดรอยด์เป็นดีเจเปิดเพลง ไปยืนกินน้ำกินขนมรอเพลง Cantina Band เปิดก็เป็นอันพอใจ

ที่กดน้ำเป็นรูปทรงหัวดรอยด์ IG


ใกล้ๆกันตั้งตระหง่านอยู่คือยาน Millennium Falcon เป็นโมเดลตามแบบของในหนังภาค Sequel


สำหรับนักสะสม มาที่นี่เสียเงินหมดเนื้อหมดตัวกันง่ายๆ สำหรับทีมเราโดนไปหลายได้ Chopper กับ Artoo กลับบ้าน ใส่กระเป๋ากลัวจะแตกหักเหลือเกิน


พอจบจาก Galaxy's Edge แล้วเกือบจะพลาดไปเพราะยังมีอีกเครื่องเล่นชื่อว่า Star Tour ที่นำโดย R2-D2 กับ C3PO กรี๊ดดด ในที่สุดก็ได้เจอ 555 อันนี้จะอยู่ในโซน Tomorrow Land


ไม่อยากเล่าเยอะเพราะจะเป็นการสปอยประสบการณ์ที่ควรได้มาดูเอง เอาเป็นว่าทำให้ติ่งอย่างเราตื่นเต้นได้พอสมควรแต่ถ้าใครอยากจะมาตามหาตัวละครจากภาคเก่าๆก็เตรียมใจไว้ว่าเค้าพยายามเน้นไปทางหนังภาคใหม่ที่ Disney เป็นคนทำซะมากกว่านะครับ


พอเดินดูเล่นเครื่องเล่นนิดหน่อย ถึงเวลาหาข้าวกินก็ต้องแทบเป็นลมด้วยปริมาณฝูงชนที่มีทั้งรถเข็นเด็กเข็นผู้ใหญ่ มึนมาก เห็นภาพความคนเยอะชัดเจนมาตอนที่ขึ้นไปนั่งเรือเครื่องยนต์ไอน้ำลำนี้

พอเห็นแบบนี้ละก็หมดแรง เครื่องเล่นคิวยาวมากพ่วงกับคืนก่อนนอนน้อยมาก วันนี้บายก่อนพรุ่งนี้มาต่อ


 

Disney California Adventure Park

คืนก่อนนอนหลับเต็มอิ่มเพราะเลือกนอน Marriott ได้เตียงดีๆก็ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นจริงๆ เช้าวันนี้มาต่ออีกแล้ว สวนด้านนี้จะเป็นที่สิงสู่ของเหล่า Avenger และ Pixar มาดูกันๆ


ไม่รอช้าไปตามหาเครื่องเล่น Marvel ก่อนเลย ทีแรกก็คิดว่าจะมีเครื่องเล่นมากกว่านี้ ที่ไหนได้มีแค่ 2 อันเอง เป็น Guardians of the Galaxy กับ Spiderman สนุกทั้งสองเครื่องเสียดายไม่ทำ Ironman มาให้เล่นด้วย


เครื่องเล่นโซนนี้คิวยาวเว่อมาก เพราะฉะนั้นผมขอแนะนำอีกสองเครื่องเล่นที่ควรเคลียร์ก่อนเพื่อนคือ Incredible ที่เป็น rollercoster ใน Pixar Bay และ Soarin' Around the World ในโซน Grizzly Peak อันหลังนี่ใครพลาดกลับไปใหม่เลยครับ เครื่องเล่นดีมากๆ


ถ้าเทียบกับวันก่อนหน้านี้ สวนฝั่งนี้คนน้อยกว่ากันเยอะ แต่ว่าคนมาฝั่งนี้คือตั้งใจมาเล่นเครื่องเล่นจริงจัง ทำให้คิวเครื่องเล่นยาวเหยียดเกินชั่วโมงก็มี ลุงกับป้าไม่ไหวจริงๆ เล่นได้แค่ช่วงเช้าตอนคนน้อยๆ ส่วนที่เหลือนั่งพักผ่อนดูชาวบ้านชาวเมืองแล้วกลับโรงแรมนอนดีกว่า วันรุ่งขึ้นเราจะขับรถทางไกลกันอีกแล้ว

 

Death Valley National Park

ออกจาก LA วันนี้เรามุ่งหน้าสู่ Death Valley ขับรถไปใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งในการขับรถผ่านทะเลทราย ถนนระหว่างทางเป็นทางตรงที่ยาวมาก ยาวไปจนสุดสายตาก็ยังไม่จบ สองข้างทางจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆจากที่มีต้นปาล์มริมทางก็เริ่มที่จะเป็นพุ่มไม้แห้งๆ ทรายๆ หินๆ เราเข้ามาสู่ทะเลทรายแล้วเป็นที่เรียบร้อย


Death Valley เป็นสถานที่ที่ร้อนที่สุดในโลก (ในฤดูร้อน) อากาศแห้งมากๆ แห้งขนาดที่ว่าแค่นั่งยองๆลงก็ทำให้ผิวหนังตรงสะโพกแตกได้อาบน้ำแสบมั่กๆ


เนื่องจากที่ตรงนี้กันดารมากๆไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เข้าถึง การเดินทางควรมีแผนที่ให้พร้อมไม่ว่าจะปริ้นออกมาหรือจะเซฟใส่โทรศัพท์ไว้ครับ พอเราขับมาถึงที่พักที่ Stovepipe Wells ก็เข้าเช็คอิน ด้านในห้องน้ำก็จะบอกเลยว่ารบกวนคุณท่านอย่าใช้น้ำเยอะเกินไปเพราะที่ตรงนี้น้ำหายาก ได้การมีข้ออ้างไม่ต้องอาบน้ำตอนเช้า หลังจากเช็คอินแล้วเราต้องไปที่ Furnace Creek Visitor Center ก่อนเพื่อซื้อบัตรเข้าชมราคา $30 ต่อรถหนึ่งคัน ด้านในก็จะมีนิทรรศการสั้นๆให้ได้ทำความรู้จักกับสถานที่เวลาไปเดินดูจะได้อินๆ


Mesquite Flat Sand Dunes

ออกมาแล้วที่แรกที่เล็งว่าต้องไปให้ได้เลยคือเนินทรายกองยักษ์นี้ ชีวิตนี้เห็นตากล้องมือโปรเค้าถ่ายภาพทะเลทรายมาแล้วมันสวยมาก สันทรายคมๆ ทรายที่เป็นริ้วๆ เงาแดดคมชัดบนสันทราย มาที่จริงผิดคาดเล็กน้อยเพราะว่าคนมาเดินเหยียบเป็นรอยเท้าเต็มไปแล้วไม่เหลือเลยที่เป็นทรายเนียนๆที่นึกภาพไว้

เตรียมใจมาแล้วว่าคนต้องเหยียบ ตามคำแนะนำของตากล้องหลายคนเราควรจะเดินเข้าไปลึกๆเพื่อหนีรอยเท้า แต่ดูแล้วทุกคนก็คิดเหมือนกันเพราะเดินเข้าไปเท่าไหร่ก็ยังไม่พ้น แล้วทำไมไม่มีใครบอกก่อนว่าเดินบนทรายนี่มันเหนื่อยขนาดนี้!

อย่างไรก็ตามรูปที่ได้มาก็เป็นที่พอใจ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ซะเรื่องรอยเท้า มันมหัศจรรย์มากที่ลมพัดทรายจากที่ต่างๆให้มาอยู่ที่เดียวกันมากขนาดนี้ได้และเกิดเป็นเนินสูงมากโดยไม่พังลงมา ถ้าดูจากภาพด้านล่างจะเห็นจุดๆบนยอดเนินนั้นคือคนนั่งอยู่เทียบขนาดให้เราได้เห็นความใหญ่โต

แฟนเหนื่อยเดินขึ้นสันทรายไม่ไหวอีกต่อไปแล้วทิ้งเราเดินกลับไปรอที่รถเป็นที่เรียบร้อย


อีกสิ่งที่ตามหาคือริ้วหรือระลอกทรายที่เกิดจากลมพัดจนทรายมากองกันเหมือนเป็นเนินทรายขนาดมินิ ถึงจะโดนเหยียบไปเยอะก็ยังเหลือมากอยู่ให้เราได้เห็น จะมีรอยเท้าบ้างก็เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ โดนแดดยามเย็นแล้วเป็นริ้วๆสวยงามหาคำอธิบายไม่ได้จริงๆ เหมือนกับเรืองแสงออกมาก็มิปาน


เดินๆพักๆมาได้พักหนึ่งก็มาเจออุปสรรคครั้งใหญ่ตรงหน้า เป็นสันที่โคตรสูง ใครว่าดูแล้วไม่เห็นสูงเลยต้องคิดถึงว่าเดินไปหนึ่งก้าวเราก็จะถอยลงมา 3/4 ก้าวเพราะทรายมันไถล แล้วใครคิดว่าจะเอารองเท้าดีๆมาคิดใหม่ทำใหม่ได้เลยเพราะทรายจะขอย้ายเข้ามาอยู่ในรองเท้าและถุงเท้าคุณ

พอเดินขึ้นมาถึงสันทรายเท่านั้นเองก็พึ่งรู้ตัวว่าจะเป็นลม 555 ลงไปนั่งแบบนี้เลยทรายจะเข้าตูดก็เรื่องของมันแล้วชั่วโมงนี้

นั่งพักพอหายเหนื่อยแล้วพระอาทิตย์ก็เริ่มตก กำลังจะเก็บของกลับแล้ว ตรงหน้าปรากฏให้เห็นว่าแสงที่เปลี่ยนไปทำให้เนินทรายดูเปลี่ยนไป รอยเท้าที่รำคาญตาก็เลือนหายไป แสงที่กระทบบนเนินทรายก็ดูนุ่มนวลล้ำลึกขึ้นมา ทำให้ภาพที่เห็นดูซับซ้อนสลับไปมามากกว่าเดิม

ยิ่งแสงแดดลงต่ำไปเท่าไหร่เนินทรายก็ยิ่งสวย รอยเท้าที่เคยมีก็เหมือนจะจางหายไป (ก็ว่าไปนั่น) ถ้าขยายรูปดูจะเห็นรายละเอียดริ้วทรายด้านล่างภาพด้วย


ขาเดินกลับคล้ายๆจะมีการก่อร่างสร้างตัวของเนินทรายขนาดย่อมๆในรองเท้าเหมือนกัน เทออกเท่าไหร่ก็ไม่หมดเสียที คืนนี้จบลงด้วยการกินข้าวในโรงแรมเพราะไม่มีร้านข้าวไหนอีกแล้วที่นี่ ให้เตรียมใจไว้ได้เลยนอกจากจะพกมาม่ามาเอง


เช้าวันถัดมาเป็นวันที่เราจะเที่ยวเก็บสถานที่ต่างๆที่อยู่เส้นทางเดียวกับทางไป Las Vegas เช้านี้เป็นเช้าที่ดีมากๆอากาศเย็นๆ ท้องฟ้าเปิดกำลังดีมีเมฆพอเหมาะแก่การถ่ายรูป


Badwater Basin

สถานที่ตรงนี้คงได้เห็นภาพมาไม่มากก็น้อย Badwater Basin เป็นที่ราบกว้างใหญ่ที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 86 เมตรเวลาที่ฝนตกทำให้น้ำขังและการที่น้ำขังทำให้เกลือที่อยู่ในดินลอยขึ้นมาบนผิวดินและแข็งตัวเป็นพื้นสีขาวและมีรูปร่างแปลกๆ เป็นที่ที่สัตว์ตามธรรมชาติมาอาศัยเลียเกลือเพื่อให้ได้ธาตุไอโอดีนในการดำรงชีวิต

ป้ายขาวๆมุมซ้ายบนของภาพคือระดับน้ำทะเล นี่คือความต่ำของพื้นที่ตรงนี้จ้า

หน้าดินที่แห้งแล้งแตกเป็นแผ่นๆแบบนี้ทำให้เกิดเป็นขอบขึ้นมาตามพื้นหน้าตาประหลาดอย่างที่เห็น

ตอนที่เราไปกันเกลือที่เป็นรูปร่างหกเหลี่ยมโดนเหยียบเยอะแยะเลยเดินออกไปประมาณนึงและตัดใจกับแค่ที่เห็น ถ้าใครไปตรงนี้อย่ารีบยอมแพ้เพราะยิ่งเดินลึกเข้าไปก็จะยิ่งเจ๋งขึ้นเรื่อย กว่าผมจะรู้ก็กลับไปไกลเกินเสียแล้ว


Artists Palette

ขับรถกลับออกไปทางเดิมก็จะเจอกับ Artists Drive ที่เป็นทางไปสู่ Artists Palette เป็นเส้นทางเล็กๆที่ภูเขามีลวดลายสวยงาม

Artists Palette เป็นเขาที่มีแร่ธาตุที่ทำให้เกิดเป็นสีสันแปลกๆ


Zabriskie Point

เป็นจุดชมวิวที่มีเส้นทางให้เดินเข้าไปในหุบเขา ขึ้นบนยอดเขาได้ หรือจะดูแค่จุดชมวิวก็ได้เช่นกัน


Dante's View

เป็นจุดสุดท้ายก่อนออกจาก Death Valley แล้ว ขับรถไต่เขาไปเรื่อยๆก็จะถึงยอดสูงมาก เป็นจุดชมวิวที่มองลงไปแล้วเห็นได้ทั้งหุบเขา Death Valley มองไปไกลจนสุดสายตา นี่เราขับรถมาไกลขนาดนี้เชียว

ถ้ามองลงไปด้านล่างจะเห็น Badwater Basin ที่เราพึ่งไปมาด้วย อยู่นี้แหละถึงทำให้รู้ว่าเราเดินเข้าไปแค่นิดเดียว ถ้าเดินลึกเข้าไปใน Badwater Basin อีกจะเกลือเป็นสันๆชัดเจนกว่าที่ไปถ่ายภาพมาซะอีก อยากจะโดดกลิ้งๆลงเขาไปแก้ตัว


จริงๆที่ Death Valley ยังมีที่เที่ยวน่าสนใจอีกเยอะมากแต่ด้วยความที่แต่ละจุดอยู่ห่างกันแบบขับรถเกินชั่วโมงอีก เวลาที่ให้ตรงนี้ช่างน้อยนิดเลยต้องขอบาย ไว้มีโอกาสกลับมาล้างแค้นละกัน (จะมีมั้ยนะ) ต่อจากนี้ไปจะเริ่มเข้าครึ่งหลังของทริปเราแล้วและบอกเลยว่าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและสวยงามแบบหาดูที่อื่นไม่ได้อีกแล้ว


ใครชื่นชอบฝากกดไลค์เพจเพื่อติดตามโพสใหม่ๆด้วยครับ ขอบคุณครับ

https://www.facebook.com/nopeopletravelphoto/


ดู 305 ครั้ง0 ความคิดเห็น