Pacific Coast Highway - America Southwest 15 วัน 14 คืน - Road Trip ภาค 1

Updated: Jan 11


เดือนที่เดินทาง - พฤศจิกายน 2021


สำหรับคนที่การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นสิ่งเติมเต็มความรู้สึกถึงการมีชีวิตอยู่ สองปีที่ผ่านมาคงเป็นอะไรที่สุดแสนจะห่อเหี่ยว ผมเองก็เช่นกันกับการที่ต้องติดเกาะอยู่ที่สิงคโปร์เป็นเวลานานเกือบสองปี ในที่สุดก็มีโอกาสได้ลางานยาวๆไปเที่ยวเล่นอย่างที่รอคอย


ด้วยวีซ่าที่ยังไม่หมดอายุและเวลาวางแผนแค่เดือนเดียวเราสองคนเลยตัดสินใจจะเดินทางไปอเมริกาเป็นที่แรกและฟื้นคืนชีพแผนเดิมที่โควิดทำพัง การเดินทางครั้งนี้เราไปกันสองสัปดาห์ ขับรถไกลกว่า 3,000 กิโลเมตรทะลุ 4 รัฐ เริ่มกันตั้งแต่ลงเครื่องที่ San Francisco จนจบที่ Arizona ตอนนี้เป็นตอนแรกเท่านั้น เพราะฉะนั้นรออ่านต่อตอน 2 และ 3 ได้เลย


ทริปนี้เราใช้เวลาทั้งหมดไม่รวมนั่งเครื่องบินที่ 15 วัน 14 คืน และตอนที่ 1 นี้เป็นช่วง 4 วัน 4 คืนแรกตามนี้ครับผม

  • วันที่ 1: San Francisco ถึงตอนเย็น

  • วันที่ 2: San Francisco เต็มวัน

  • วันที่ 3: เริ่มต้น Pacific Coast Highway

  • วันที่ 4: สิ้นสุด Pacific Coast Highway

ออกบิน

การเดินทางในยุคโควิดก็แน่นอนว่ามีความทุลักทุเลกันบ้างแต่ด้วยความที่เตรียมตัวมาดีทำให้ไม่มีอะไรให้กังวล ตรวจโควิดก่อนบิน มีในประกาศฉีดวัคซีนครบ และหน้ากากต้องใส่ตลอดเวลายกเว้นตอนกินข้าว ตอนนี้ที่สิงคโปร์ยังเคร่งมากต้องใส่หน้ากากตลอดเวลาอยู่นอกบ้านจะในหรือนอกอาคาร การเดินทางในช่วงนี้ควรจะเผื่อเวลาไว้มากกว่าปกติ อย่างผมมาถึงสนามบินก่อนเวลา 3 ชั่วโมงไปเลย

Singapore Airline
เกือบ 2 ปีที่ไม่ได้เห็นเครื่องบิน น้ำตาแทบไหล

บินมาถึงซานฟรานซิสโกก็เย็นแล้วและตอนนี้ที่แคลิฟอร์เนียฟ้ามืดไวมากที่ 5 โมงเย็น วันนี้เรายังไม่เช่ารถเพราะจะอยู่ในตัวเมืองก่อนสองคืน ไม่อยากจะผจญกับถนนในเมืองและมีความเสี่ยงว่ารถโดนทุบกระจกขโมยของได้ อันนี้ไม่ได้พูดเอาเองเพราะว่าเจ้าหน้าที่ต.ม.กำชับกับเราสามรอบก่อนปล่อยให้เข้าประเทศ


"อย่าทิ้งของไว้บนรถเด็ดขาด ถ้าจำเป็นให้ไว้กระโปรงหลังรถ ห้ามขึ้นรถสาธารณะพร้อมกระเป๋าเดินทาง เพราะถ้าโจรรู้ว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวจะเข้ามาปล้นแน่นอน"


ออกมาจากสนามบินฟ้าก็มืดแล้วเลยแค่เรียกรถ Uber ไปที่โรงแรมข้างๆ Union Square และหาข้าวกินก่อนเข้านอน

ซาน ฟรานซิสโก (San Francisco)

ด้วยความ Jetlag อย่างไม่ต้องสงสัย นอนกันไม่หลับเลยตัดใจออกมาเดินเที่ยวใกล้ๆรอรถราง Powell Blvd & Market St เปิดบริการเพื่อจะนั่งไปเที่ยวเล่นที่ Fisherman's Wharf เดินเล่นไปจนถึง Pier 39 ที่แมวน้ำมานอนพักผ่อน

แถวนี้เดินอยู่ริมๆน้ำพื้นเปียกมาก ตอนแรกก็งงเพราะฝนไม่ได้ตกซะหน่อย ปรากฏว่าเป็นเพราะเมืองนี้หมอกลงจัดมากและจะมาตอนไหนก็ไม่รู้อีกด้วย ทีนี้เรื่องมันมีอยู่ว่าอยากจะขึ้นรถสาธารณะกันเพราะจุดหมายอยู่บนทางตรงทางเดียวไม่หลงแน่นอน พอรถมาก้าวขึ้นไปแล้วเท่านั้นแหละ เป็นเครื่องหยอดเหรียญหรือแบงค์ที่เค้าทอนเงินไม่ได้ ลนลานกันใหญ่พยายามจะหาทางจ่ายผ่านแอพ แอพก็สมัครไม่ผ่าน ในระหว่างที่ทำอะไรไม่ถูกก็ถึงเสียแล้ว เลยขอลงไปแบบเงียบๆ ถ้าใครจะขึ้นรถแบบในภาพให้เตรียมเงินให้พอดีก่อนขึ้นนะ


ตอนช่วงเช้าก็มีแรงกันดีสนุกสนาน พอช่วงบ่ายเท่านั้นแหละ ง่วงมาก! ตอนบ่ายเราเลยไปชิวๆกันที่สวนสาธารณะ Presidio อากาศเย็นกำลังดีให้นั่งง่วงกันสบายๆ ด้านในถ้าใครเป็นติ่ง Star Wars จะมีสำนักงานของ Lucasfilm และด้านหน้ามีรูปปั้นอาจารย์โยดาไว้ให้ไปกราบไหว้กันด้วย! เท่าที่ศึกษามาด้านในล็อบบี้ของสำนักงานจะเข้าไปเดินดูได้นิดหน่อยและมีหุ่นตัวละครจากหนังเยอะแยะรวมถึง R2-D2 ด้วย กรีดร้องได้เจออาร์ทู

ด้านข้างสวนจะมองเห็นมาแต่ไกลคือ The Palace of Fine Arts เป็นสิ่งก่อสร้างใหญ่อลังการที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับงาน Expo ตั้งแต่ปี 1915 เป็นที่พักผ่อนของคนแถวนี้ หลายคู่มาถ่ายพรีเวดดิ้ง


เดินทะลุต่อมาอีกเราก็เจอกับ Crissy Field เป็นสวนสาธารณะติดชายหาดที่มองไปเห็นสะพานโกลเด้นเกท (Golden Gate Bridge) อากาศเย็นๆได้โดนแดดแล้วมันรู้สึกดี


คำเตือนว่าเส้นทางเดินในสวนมีทางออกได้แค่ทางเดียว แปลว่าถ้าเดินไปถึงกลางๆทางแล้วจะเดินกลับก็ไกลเดินไปสุดก็ไกล แต่มาแล้วก็ต้องไปให้สุดจ่ะ แถวนี้เป็นที่ทำกิจกรรมหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นคนรักสุขภาพ ปิคนิคกับครอบครัว ปั่นจักรยาน ถึงจะเป็นเมืองใหญ่แต่ถือว่าใกล้ชิดธรรมชาติมาก


เดินๆนั่งๆกันซักพักก็เลยแวะกลับโรงแรมแป๊บนึงเพราะ Jetlag ร้ายแรงมาก 555 ทีนี้ทริปเราต้องไม่พลาดคือพระอาทิตย์ตก ตั้งใจจะไปถ่ายภาพสะพาน Golden Gate ฝั่งเมือง แต่พอนั่งรถมาเห็นสะพานอยู่ไกลๆก็รู้ตัวว่าหมอกลงตรงอ่าว! ด้วยความที่เห็นภาพสะพานโกลเด้นเกทมามากและภาพที่มีหมอกนี่มันสุดยอดมาก ไม่รอช้าบอกพี่คนขับ Uber ให้ไปส่งยอดเขาฝั่งตรงข้ามเลย ได้ภาพแน่นอน พอไปถึงลงรถแฟนหันมาถามว่าจะหารถกลับได้หรอ

พอมาถึงแล้วช่วงที่แสงกำลังสวยหมอกที่เยอะๆก็เหลือนิดเดียวซะอย่างงั้น พอฟ้าเริ่มมืดถ่ายรูปเริ่มไม่ค่อยสวยนี่ละกลับมาเพียบอย่างภาพที่สองเลยจ้า เอาเป็นว่าชีวิตนี้ได้เห็นกับตาก็ถือว่าคุ้มละ


พอถ่ายรูปเสร็จปรากฏว่าเรียกรถไม่ได้จริงด้วย รอบแรกจะเปลี่ยนที่ตั้งก็เนียนๆไปอาสาช่วยถ่ายภาพให้คนแถวนั้นแล้วก็ขอนั่งรถไปด้วย พอขากลับไม่มีคนถ่ายรูปเลยต้องหน้าด้านไปขอนักท่องเที่ยวด้วยกันติดรถกลับ อ๊ายอายบอกตรงๆ

ทางหลวงชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific Coast Highway)

เช้าวันถัดมาเป็นวันที่เราจะออกจาก San Francisco แล้วและมุ่งหน้าเดินทางตามเส้นทาง California 1, Pacific Coast Highway เช้านี้เป็นเช้าที่ระทึกเพราะว่าต้องมาเช่ารถและเรามาเสี่ยงดวงเพราะไม่มีใบอนุญาตขับขี่สากลที่เป็นแผ่นพับสีขาวๆมาด้วย ด้วยความที่ยังกลับประเทศไทยไม่ได้ก็เลยมาวัดดวงใช้ใบขับขี่ smart card ไปเลย แบบว่าถ้าเช่าไม่ได้แผนพังทั้งทริป


แต่หายห่วงเพราะที่นี่เค้าไม่เคยสนใจใบขาวๆนั่นเลยแค่ใบขับขี่ของเรามีภาษาอังกฤษก็เรียบร้อย ใครที่จะเช่ารถสำคัญต้องมีบัตรเครดิตและอย่าลืมบอกธนาคารให้เปิดใช้ต่างประเทศด้วย พอรับรถที่สนามบินที่ซานฟรานซิสโกแล้วก็เปิด Google Map เพื่อเข้าสู่ถนนทางหลวงหมายเลข 1 ได้เลย


ซานตา ครูส (Santa Cruz)

ตามเส้นทางก็จะเลาะริมเขาริมทะเลไปเรื่อยๆโดยมีเมืองเล็กอยู่ตามทางไปทั่ว ที่แรกขับมาได้ 1 ชั่วโมงก็จะเจอแล้วคือเมือง Santa Cruz เมืองเล็กๆที่มีท่าเรือเป็นแลนด์มาร์คหลัก


ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงเข้าไปแล้วน้ำทะเลสะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ นี่สินะการที่ได้ออกไปเที่ยวตามธรรมชาติที่ไม่ได้ทำมาปีกว่า


ใต้ท่าเรือที่เป็นเสาไม้ก็มีน้องๆมานอนกันร้องระงม ได้ยินไกลๆนึกว่าหมาเห่า นอนหลับกันดูอบอุ่น


มอนเทอเร่ย์ (Monterey)

เป็นที่จอดแวะนิดหน่อยให้สำหรับใครอยากเข้าห้องน้ำหาอะไรกินได้ แต่ก็เป็นเมืองเล็กเราเลยไปต่อดีกว่า ที่ต่อไปก็เป็นเมืองเล็กๆคล้ายๆกันชื่อว่า Monterey ตรงนี้จริงๆแล้วเป็นจุดออกไปทัวร์ดูปลาวาฬแต่เสียดายเวลาเราน้อยก็เลยแค่เดินเล่นนิดหน่อยและก็แวะกินข้าวกลางวัน รสชาติก็เป็นอาหารบ้านๆอร่อยแบบง่ายๆ


กินข้าวเสร็จก็ไปต่อเลย เดี๋ยวจะไม่ทันพระอาทิตย์ตกที่จุดหมายหลักเพราะแวะตามทางเยอะมากแถมว่ายังต้องเดินเยอะแยะอีกด้วย


พูดถึงเรื่องแวะตามทาง ตลอดทางจะมีไหล่ทางที่ทำไว้กว้างขวางสำหรับคนขับผ่านไปมาให้จอดรถดูวิวถ่ายภาพ และแต่ละที่ก็สวยจนถ้าไม่ห้ามใจก็จะต้องจอดไปทุกอัน อย่างเช่นอันแรกนี้ตอนที่จอดก็ไม่รู้ว่าเป็นจุดชมวิว Garrapata State Park Vista Point แต่เห็นคนอื่นเค้าจอดกันเยอะก็เลยเอาบ้างและเป็นอย่างนี้ถี่มากๆ

การได้ยินเสียงคลื่นกระทบโขดหินอย่างรุนแรงมันทำให้รู้ซึ้งถึงความยิ่งใหญ่และความรุนแรงของธรรมชาติ คือพูดง่ายๆก็คือเวลายืนริมๆหน้าผาแล้วมันรู้สึกหวิวๆกลัวจะตกลงไปแล้วไม่รอดชีวิตนั่นเอง


พูดถึงตกหน้าผา ใครมาเที่ยวตรงนี้ถึงจะสวยแค่ไหนแต่ความปลอดภัยต้องเป็นหลัก ตรงแลนด์มาร์คจุดต่อไป Bixby Creek Bridge มีอาม่าคนนึงเค้าพลาดไถลลงนิดหน่อยเนื่องจากพื้นเป็นทรายแล้วแถง่ายมาก ครอบครัวใจหายใจคว่ำ เคราะห์ดีไม่ตกไปไกลมากแต่ถึงกับหมดสติต้องพาส่งโรงพยาบาลกันเลย พอเห็นแล้วก็หายซ่าเลยสิ เดี๋ยวจะเที่ยวไม่จบ


หาดไฟเฟอร์ (Pfeiffer Beach)

โอ้เอ้ตามทางมาเรื่อยจนเกือบจะมาไม่ทันจุดหมายหลัก Pfeiffer Beach เป็นส่วนหนึ่งของอุทยาน Big Sur เป็นที่ตั้งของโขดหินใหญ่ที่มีรูตรงกลางที่เวลาพระอาทิตย์ตกจะมีลำแสงลอดรูออกมาพร้อมกับคลื่นที่ทะลักเข้ามาตามช่องเดียวกัน นี่คือสาเหตุที่ต้องทำเวลาดีเพราะเมื่อพระอาทิตย์ลงต่ำไปประมาณนึงแล้วลำแสงก็ไม่มีแล้วจ้า


ทางเข้านั้นค่อนข้างหายากเพราะไม่มีป้ายบอกใดๆและมาถึงตรงนี้มือถือไม่มีสัญญาณเน็ตแล้ว แนะนำว่าให้โหลดแผนที่ offline บน Google Map ไว้ก่อนเลย พอจอดรถแล้วต้องเดินเข้าไปอีกหน่อย ได้เห็นแสงสีทองส่องเข้ามาในต้นไม้แล้วก็รีบเดินด้วยความตื่นเต้น แสงแดดที่นี่ดูแล้วจะไม่ดูจัดจ้านแบบที่เห็นแถวประเทศเราๆเนื่องจากมีความเฉียงมากเลยมีการฟิลเตอร์ความรุนแรงออกบ้างจากชั้นบรรยากาศ ถ่ายรูปออกมาแล้วให้ความรู้สึกนุ่มนวลกว่าพอสมควรทีเดียวครับ


สำหรับพระเอกของเราเดินเข้าไปไม่ต้องหาเลยเพราะคนมุงกันมากมาย ความยากของตรงนี้คือถ้าจะให้ได้ภาพแบบดูใกล้ชิดไม่เหินห่างเกินไปอาจจะต้องยอมให้น้ำทะเลซัดเท้าเปียก หรือถึงจะไม่อยากเท้าเปียกอย่างผมยังไงน้ำซัดมาไม่รู้ตัวก็เปียกอยู่ดี ภาพนี้ใช้ 2 ช็อตมารวมกันตรงครึ่งบนท้องฟ้าหินและลำแสง กับครึ่งล่างคลื่นและทรายให้ลงตัวกันพอดี คือกว่าคลื่นจะสวยเนี่ยลำแสงก็อ่อนแบบภาพที่ 3 แล้ว

ความที่พระอาทิตย์องศาเฉียงมากๆทำให้ฟ้ายังเป็นช่วงทไวไลท์นานมาก ทำให้ได้มาอีกภาพจากโขดหินใกล้กัน ชื่นชอบกับภาพที่คลื่นซัดโขดหินน้ำกระเซ็นเหมือนเป็นดอกไม้ไฟบวกกับท้องฟ้าสีหวานเย็น


ก่อนฟ้าจะมืดสนิทก็กลับได้ คืนนี้ต้องกลับไปนอนแถว Monterey เพราะว่าที่พักใกล้ๆอุทยานเต็มหมดแล้วเนื่องจากเป็นวันเสาร์อาทิตย์ ขับรถกลับไปทางเดิม 1 ชั่วโมงด้วยกัน


ก็ยังคงจอดแวะตามทางอยู่เหมือนเดิมในวันถัดมา แวะที่เดิมที่สวยๆแสงตอนเช้าก็สวยไปอีกแบบ มีเวลามากขึ้นเลยได้ทำ long exposure เห็นคลื่นเป็นสายๆตอนที่เข้ามากระทบหิน


จุดจอดถ่ายรูปหลังจากเลยที่เมื่อวานมาแล้วก็สวยมากเช่นกันเป็นโขดหินน้อยใหญ่อยู่ตามชายฝั่ง ประกอบกับละออกคลื่นที่ปลิวในอากาศทำให้ดูเหมือนหมอกลงตอนกลางวันแสกๆ


หมาแถวนี้ชีวิตดีมาก เจ้าของเค้าพาไปด้วยทุกที่ได้ออกมาวิ่งเล่น เวลาที่ได้เห็นสัตว์พวกนี้ได้ใช้ชีวิตตามธรรมชาติแล้วผมก็ดีใจกับพวกเค้าด้วย ดีกว่าต้องอุดอู้อยู่ในบ้านในกรงตลอดเวลาเห็นแล้วมันเศร้า


เสียดายอยู่อย่างเดียวที่ว่าตั้งใจจะแวะดูป่าสนข้างทางด้วยเพราะอยากจะเห็นมากๆต้นสนที่ว่าต้นใหญ่แต่พลาดที่เจ้าหน้าที่บอกว่าไฟไหม้ป่าไปปีก่อนตอนนี้ทางเดินยังไม่ฟื้นฟูพอที่จะเดินได้อย่างปลอดภัย ตอนนี้ที่อเมริกาก็เป็นเรื่องเถียงกันมากว่าจะแก้ปัญหายังไงกันดีกับเรื่องไฟป่าเพราะเกิดขึ้นถี่เหลือเกิน


พอรู้แบบนี้แล้วก็ทำใจและไปต่อ ระหว่างทางเห็นป้ายทำให้ต้องจอดอีกละ ตรงนี้เป็นหาดที่แมวน้ำสิงโตทะเลมาพักผ่อนกัน อาบแดดกันเต็มหาดเหมือนแผงเนื้อแดดเดียว บางตัวเค้าก็กวักทรายให้มากลบตัวเอง บางตัวก็กระดึ๊บไปมา บางคู่ก็ตีกัน

กวักๆทรายกระจุยกระจาย



Solvang City

ขับรถขานี้ไกลเป็นระยะทางประมาณ 4 ชั่วโมงโดยรวม ก่อนถึงจุดหมายเมือง Santa Barbara เลยตัดสินใจแวะเมืองที่ชื่อว่า Solvang ที่ไปอ่านบล็อกของฝรั่งมาว่าเป็นเมืองสถาปัตยกรรมแบบ Danish หรือแบบเดนมาร์ก จะเรียกว่าเมืองก็คงจะไม่ค่อยถูกเพราะดูแล้วเหมือนเป็นร้านค้าบวกรีสอร์ทซะมากกว่า ถ้าเวลาน้อยแนะนำว่าข้ามไปก็ได้ยกเว้นใครชอบกินไวน์เพราะตรงนี้มีร้านสำหรับทดลองกินไวน์ หรือ wine tasting เยอะมาก



ซานตา บาร์บาร่า (Santa Barbara)

เดินเล่นกันพองาม แล้วขับรถต่อไปถึงที่หมายปลายทางของ Road Trip ขาแรกของเรากับ Pacific Coast Highway เมืองที่เราจะนอนค้างคืนนี้ Santa Barbara ตอนที่หาข้อมูลก็คิดว่าคงเป็นเมืองเล็กไว้หาที่นอนพักเหนื่อยจากการขับรถ แต่พอเข้ามาถึงเท่านั้นแหละรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ให้เวลาเค้ามากกว่านี้ เป็นเมืองเล็กก็จริงแต่ว่าดูมีเอกลักษณ์ ตึกรามบ้านช่องที่ดูไม่เหมือนที่อื่นๆที่เห็นมา ยิ่งตอนเย็นแสงอาทิตย์สีส้มส่องลงมาที่ภูเขาที่รายล้อมเมืองที่บ้านส่วนใหญ่เป็นสีขาวทำให้ทั้งเมืองเป็นสีส้มสีชมพูไปหมด กว่าจะจอดรถได้สีส้มก็หายไปซะแล้วแต่ว่าท้องฟ้าช่วงทไวไลท์ก็ยังสวยมาก


นอกจากความสวยงามที่พูดถึงแล้ว Santa Barbara ยังเป็นเมืองที่ดูแลมีร้านอาหารอร่อยเยอะอีกด้วย แต่เวลาที่มีก็หมดแล้วด้วยความที่เวลาน้อยแต่อยากไปหลายที่ ถ้าชีวิตมีโอกาสคงได้เจอกันใหม่


ขอเชิญติดตามตอนต่อไปที่เราจะไป Death Valley, Las Vegas, Antelope Canyon, Monument Valley และ Grand Canyon เที่ยวอัดแน่นมากๆ ใครชื่นชอบฝากกดไลค์เพจเพื่อติดตามโพสใหม่ๆด้วยครับ ขอบคุณครับ


https://www.facebook.com/nopeopletravelphoto/

46 views0 comments

Recent Posts

See All