Las Vegas - Antelope Canyon - America Southwest 15 วัน 14 คืน - Road Trip ภาค 3

อัปเดตเมื่อ 22 ก.ย.


ลาส เวกัส horseshoe bend antelope canyon

เดือนที่เดินทาง - พฤศจิกายน 2021


ตอนที่แล้วไปเที่ยว Disneyland ดินแดนของคนช่างฝันและหักมุมมาต่อที่ทะเลทรายอย่าง Death Valley National Park มาถึงตอน 3 แล้วที่เราขับรถเข้าสู่ Las Vegas ก่อนจะไปเผชิญพื้นที่ทะเลทราย วิวทิวทัศน์แบบหลุดโลกต่อที่ Page, Arizona บ้านของ Horseshoe Bend และ Antelope Canyon


ทริปนี้เราใช้เวลาทั้งหมดไม่รวมนั่งเครื่องบินที่ 15 วัน 14 คืน และตอนที่ 3 นี้เป็นช่วงวันที่ 8 - 10 ตามนี้ครับผม

  • วันที่ 8 ครึ่งบ่าย: Las Vegas

  • วันที่ 9: ออกเดินทางสู่ Page, Arizona

  • วันที่ 10 ครึ่งเช้า: Antelope Canyon


 

Las Vegas

พอได้ขับรถออกจาก Death Valley แล้วเราก็มุ่งหน้าไป Las Vegas ขับรถระยะทางประมาณสองชั่วโมงนิดๆ พนันก็ไม่เล่นปาร์ตี้ก็ไม่ถนัดแต่ไหนๆมาแถบนี้แล้วก็ต้องแวะดูให้รู้หน่อย แนะนำให้ทุกคนที่ไปพกพาสปอร์ตไปด้วยเพราะจะไปนั่งตามบาร์จะต้องแสดงบัตรตลอดทุกร้านเป็นกฎหมายของรัฐเนวาดานะครับ


ด้วยความที่ไม่ได้มีความคาดหวังอะไรเลยกับการมาครั้งนี้ ตอนขับรถเข้าเมืองก็ตื่นเต้นพอสมควร ตึกรามบ้านช่องใหญ่โตแสงสีมากมาย พอจอดรถที่โรงแรม Aria ได้พนักงานก็บอกให้นั่งรถรางข้างล่างมาที่โรงแรม Vdara ที่เรามาอยู่อาศัย 1 คืน อะไรคือความที่ต้องสร้างรถรางเชื่อมต่อห้างกับโรงแรม

พอเช็คอินเรียบร้อยแอบหลับหนึ่งงีบเพราะคืนก่อนนอนยากมากเพราะเตียงแย๊แย่ ตื่นมาก็รีบพุ่งออกไปเดินเที่ยวกันเลย เชื่อมต่อกับโรงแรมเราเป็นโรงแรม Bellagio ที่โด่งดังอยู่ในหนังอย่าง Ocean's Eleven ด้านในหรูหราหมาเห่าสามซอยแปดซอย เดินแล้วหลงทางกันได้ง่ายๆ


โซนใกล้ๆล็อบบี้โรงแรมที่จะมีการจัดพร๊อพให้นักท่องเที่ยวมาเดินถ่ายรูปกำลังเตรียมงานช่วงคริสต์มาสกันอยู่เลยเสียดายอยู่ไม่ทันเห็น ดูแล้วอลังการแน่นอน

ระหว่างเดินๆอยู่หน้าโรงแรมน้ำพุหน้าโรงแรมที่คนๆมารอดูกันอย่างหนาแน่นก็พุ่งออกมา น้ำพุฉีดขึ้นไปสูงเท่าตึก ต้องใช้แรงดันมากจนมีเสียงเหมือนยิงปืน แทบจะวิ่งไปหลบหลังต้นไม้


ตรงข้ามกับ Bellagio ก็จะเป็นโรงแรม Paris ฟังชื่อแล้วอย่าคิดว่าเป็นม่านรูดแต่เป็นโรงแรมที่มีหอไอเฟลจำลองแบบไม่ต้องสนใจงบประมาณ

เดินเข้าไปซื้อบัตรขึ้นไปดูวิวบนยอดหอไอเฟลนี้ซะเลยเพราะเย็นนี้ยังไม่มีที่ไป มาแบบไม่มีแผนอะไรเล๊ย

เดินกินขนมไปเรื่อยจนเริ่มจะเย็นก็ห้อยกล้องมาอันเดียวเดินดูลาสเวกัสยามค่ำคืน

ก่อนจะจบค่ำคืนไปกินข้าวก็ต้องขึ้นยอดหอไอเฟลไปดูแสงสีจากมุมสูง บัตรซื้อได้ตรงด้านในทางเข้าคาสิโนราคาไม่โหดเกินไป ภาพนี้มาดูแล้วประทับใจมากใช้มือถือถ่ายได้คุณภาพขนาดนี้ รอได้ค่าโฆษณาจะเฉลยรุ่น 555

เวลาสั้นๆสนุกๆ เป็นสถานที่ที่ทำให้ได้พักผ่อนเต็มที่ด้วยแรงดันน้ำสะใจกับเตียงดีๆก่อนวันรุ่งขึ้นเดินทางไกลอีกครั้ง

 

Page, Arizona

เส้นทางจาก Las Vegas ที่จะไป Page บอกเลยว่าสวยมากเพราะจะเฉียดๆกับ Zion National Park อีกสถานที่ที่อยากไปแต่เวลาไม่พอ แค่นี้ก็ทัวร์ชะโงกจะแย่แล้ว ได้แต่ถ่ายภาพตามข้างถนนเวลามีจังหวะจอดรถได้ จอดซะเกือบไปถึงจุดหมายปลายทางไม่ทันกันเลย


ขับรถจาก Las Vegas เป็นระยะทางประมาณสี่ชั่วโมงครึ่งเราก็จะเข้าถึงตัวเมือง Page เป็นที่เรียบร้อย ทางเข้าเมืองจะเป็นสะพานข้ามเขื่อน Glen Canyon Dam มองไปบนเขื่อนคือ Lake Powell

Horseshoe Bend

ส่วนตอนนี้ต้องรีบไปที่ Horseshoe Bend ก่อนจะไม่ทันพระอาทิตย์ตก ขับมาถึงทางเข้าแล้วจ่ายค่าเข้า จากที่จอดรถยังต้องเดินไปอีกประมาณ 20 นาทีถึงจะเจอจุดชมวิว เผื่อเวลากันไว้จะได้ไม่ต้องรีบวิ่งนะครับ

ตอนที่เดินเข้ามาก็พยายามมองหาว่าตรงไหนนะที่เป็นโค้งน้ำแบบในภาพ ที่หาไม่เจอเพราะว่าไม่ได้คิดว่าหินก้อนตรงกลางจะใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีรูปถ่ายไหนจะอธิบายความใหญ่ของมันได้เลยจริงๆ เท่าที่ทำได้คือพยายามให้เห็นเปรียบเทียบกับวัตถุใกล้เคียงอย่างเรือยาง (ภาพ 2) กับคนตัวเล็กๆยืนอยู่ริมผา (ภาพ 3)

ขับรถมาไกลมากทีเดียวคืนนี้ขอพักผ่อนหลังจากกินข้าวกินปลาแล้ว พรุ่งนี้เช้าจะออกไปลุยถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้น พลาดมาหลายวัน


Lake Powell & Glen Canyon Dam

เช้าต่อมาออกจากโรงแรมก่อนเวลาพระอาทิตย์ขึ้นหนึ่งชั่วโมงแล้วขับรถไปใกล้ๆเมืองเป็นเวลา 10 นาที สถานที่นี้ชื่อว่า Navajo Mountain Viewpoint เป็นริมทางอ่างเก็บน้ำ Lake Powell ที่เป็นน้ำเหนือเขื่อน Glen Canyon ที่เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองนี้ถ้าใครมีเวลา


ลงรถมาแล้วยังมืดมากแล้วอุณหภูมิด้านนอกอยู่ที่ 0 องศาเซลเซียส เลยตัดสินใจรอในรถจนกว่าจะมีแสงนิดหน่อย พอหันไปดูละก็น้ำตาแทบไหล รีบวิ่งลงไปตั้งกล้องด้วยความระมัดระวังเพราะเหยียบพลาดละกลิ้งกลุกๆลงไปเลย

วันนี้เมฆมากกำลังดีพอพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาสาดแสงสีส้มลงมาตัดกับสีฟ้าในเงามืดอย่างลงตัว มองลงมาด้านล่างจะเป็นน้ำในเขื่อนที่สงบนิ่งเหมือนกระจกเนื่องจากไม่มีลมพัดเช้านี้ พอถ่ายภาพได้ 5 นาทีก็มีคนขี่เรือมาทำพังซะเลย ดีนะได้รูปแล้ว

ยืนอยู่ตรงนี้ประมาณครึ่งชั่วโมงคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของภาพตรงหน้าในตอนที่พระอาทิตย์เริ่มขึ้นมาเรื่อย ไม่มีเสียงคนหรือรถอะไรเลย เป็นความสงบเงียบที่ไม่ได้รู้สึกมานานมาก


ละแวกใกล้ๆกันก็จะมีจุดชมวิว​ Wahweap Viewpoint ที่เป็นจุดจอดเรือของคนแถวนี้เอาไว้ขับเล่นอยู่ในอ่างเก็บน้ำ


สถานที่ท่องเที่ยวของเมือง Page อีกอย่างคือ Glen Canyon Dam ที่กักน้ำจากแม่น้ำ Colorado จนเกิดเป็น Lake Powell เขื่อนนี้ใช้ในการผลิตไฟฟ้าให้เมือง Page และใกล้เคียง จากที่อ่านป้ายคือถึงจะมีเขื่อนไว้ผลิตไฟแล้วไฟฟ้ายังไม่พอใช้ทำให้ต้องมีโรงงานไฟฟ้าถ่านหินที่สร้างไว้อีกที่เข้ามาช่วยอีก


Antelope Canyon

หลังจากเดินเล่นแถวเขื่อนจนเพลินก็ต้องกลับไปโรงแรมรับแฟนเพราะว่าเธอทนความหนาวไม่ได้ขอยอมจำนน ที่ต่อไปนี่เป็นความคาดหวังของทริปนี้มากๆ เพราะเค้าคือ Antelope Canyon


การจะไปดู Antelope Canyon ควรทำความเข้าใจว่าเค้ามี 2 โลเคชั่น Lower Antelope Canyon และ Upper Antelope Canyon ต่างยังไงจะพาไปดูกัน อีกสิ่งที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมคือต้องจองทัวร์ไปก่อนเพราะรอบที่อยากไปอาจเต็ม จะเข้าไม่ได้ถ้าหากไม่ได้ไปกับทัวร์ท้องที่เพราะอาจเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในแคนยอนได้แม้ฝนจะตกนิดเดียวก็ตาม ในอดีตมีคนตายยกทัวร์มาแล้วเพราะฉะนั้นไม่ควรแอบเข้าไปเดินเองเด็ดขาด อีกอย่างคือทัวร์ไม่อนุญาตให้เอาขาตั้งกล้อง และกระเป๋าใดๆเข้าไปด้านในนะครับ ด้านในแคบมากและการตั้งขาตั้งถ่ายภาพจะทำให้เค้าควบคุมเวลาไม่ได้

Lower Antelope Canyon

เช้าวันนี้เราไปก่อนเลยที่ Lower Antelope Canyon ไปถึงจุดนัดพบทัวร์ที่อยู่ตรงทางเข้าแคนยอนเลย จะมีคนอยู่ 3 - 4 กลุ่มกลุ่มละ 4 - 5 คนไม่รวมไกด์ ปริมาณคนก็น่าจะแล้วแต่ช่วงเวลาของวันและเทศกาลด้วย ไกด์ระหว่างเดินไปทางเข้าก็จะเล่าให้ฟังว่า Antelope Canyon เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลม น้ำที่ไหลผ่าน Antelope Canyon จะไหลลงไปสู่ Lake Powell ด้วยความที่แคนยอนด้านในแคบมากจึงทำให้เกิดน้ำท่วมมิดเพดานได้อย่างรวดเร็ว พนักงานจึงต้องชำนาญมากๆในการคาดเดาว่าฝนจะตกหรือไม่ก่อนพาทัวร์ลงไป และแล้วก็มาถึงปากทางเข้าที่ต้องเดินลงไปใต้ดิน

ทางลงเป็นบันไดแคบเล็กน้อยและชันบางจุดแต่พี่ไกด์ก็แนะนำวิธีการเดินที่ปลอดภัยให้กับเรา ดูจากด้านนอกแล้วบอกไม่ได้จริงๆว่าข้างในมันมหัศจรรย์ขนาดไหน

รูที่หินข้างกับบันไดเป็นร่องรอยเดิมที่คน Native American ใช้ในการปีนขึ้นไปก่อนที่บันไดจะถูกเอามาติดตั้ง


ลงมาถึงแค่ทางเข้าทุกคนก็ส่งเสียงครวญครางถึงความยิ่งใหญ่และสวยงามหลุดโลกของลวดลายและสีสันบนหินทรายสีส้มหรือสีโอรสรอบตัว ไม่น่าเชื่อเลยว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นความสวยงามที่เกิดขึ้นจากความยุ่งเหยิงในธรรมชาติ ยืนถ่ายภาพอย่างต่อเนื่องจนไกด์ต้องเตือนว่าอันนี้แค่ทางเข้านะทุกคน

ด้วยความที่เราเอาขาตั้งกล้องและกระเป๋าเข้ามาไม่ได้ การตั้งค่ากล้องควรจะปรับ ISO ให้สูงขึ้นนิดนึง สำหรับผมเองเป็นคนที่กลัวการเพิ่ม ISO มากๆแต่ Lower Antelope แสงแดดเข้ามาได้ค่อนข้างมากเนื่องจากร่องด้านบนเค้าค่อนข้างกว้างทำให้บางจุดสามารถใช้ ISO 200 ยังพอไหวเพราะมีระบบกันสั่นในกล้องช่วยไว้

ทรายที่เราเห็นตามพื้นทางเดินไกด์เล่าว่าตามธรรมชาติจะไม่มีทรายอยู่เลยเพราะน้ำพัดไปหมด ทีมงานเองที่เป็นคนทุ่มทรายลงมาในร่องหินเพื่อให้สามารถเดินได้ง่ายขึ้น

พี่ไกด์ก็จะคอยเล่าให้ฟังว่าเวลาน้ำท่วมเนี่ยมันเร็วมาก ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์น้ำท่วบเฉียบพลันทำให้นักท่องเที่ยว 12 คนนั้นเสียชีวิตหมดเลย น่าเศร้าและน่ากลัวมากๆ ว่าแต่เราปลอดภัยใช่มั้ยครับพี่


คนที่นี่ก็มีการตั้งชื่อหินต่างๆตามรูปร่างเหมือนเวลาที่เที่ยวบ้านเราตั้งชื่อแบบหินตาหินยาย เกาะไก่อะไรแบบนี้ ด้านล่างเป็นหินรูปต่างๆที่คนเค้าพยายามมอง ทุกคนลองเดาเอาว่าเป็นอะไรละกันนะ


เดินมาซักพักก็ถึงทางขึ้นกลับสู่พื้นผิวแล้ว มองจากด้านบนเห็นแค่ร่องหินแคบๆแค่นั้นเอง คนที่หาเจอแต่แรกจะรู้สึกยังไงบ้างกับการค้นพบนี้ พี่ไกด์ก็เล่าอีกด้วยว่าแคนยอนพวกนี้ชนเผ่าพื้นเมืองใช้ในการดักสัตว์โดยการวิ่งไล่ต้อนพวกมันมาที่ปากหลุมให้ตกลงมาก่อนจะลงมาปิดจ็อบกันทีหลัง


ใช้เวลาด้านล่างนี้ประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมง เวลาสนุกๆนี่เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว

Upper Antelope Canyon

หลังจากจุดนี้เราก็ใช้เวลาหาข้าวกินเช็คเอาท์จากโรงแรมก่อนไปต่อที่ Upper Antelope Canyon ที่อยู่ตรงข้ามฝั่งถนนจากตรงนี้เองแต่ว่าจุดนัดพบจะเลยออกไปนิดหน่อยและจะต้องนั่งรถ 4WD เข้าไปปากทางเข้าเพราะอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาเล็กน้อย รถก็มีทั้งแบบปิดกับเปิด ถ้านั่งแบบเปิดก็กินฝุ่นแน่นอน


สำหรับ Upper Antelope Canyon นั้นร่องหินจะอยู่บนดิน ต่างกับ Lower Antelope Canyon ที่ต้องเดินลงไปจากพื้นผิว และ Upper Antelope Canyon ยังมืดกว่าอีกอันมากเพราะว่าร่องหินบนเพดานจะแคบกว่ามากทีเดียว ถ่ายรูปยากกว่ากันพอสมควรแต่ก็ทำให้สีสันที่ออกมาดูซับซ้อนมากขึ้นเพราะมีส่วนที่โดนแดดมากกับส่วนที่ไม่โดนแดดเลยเกิดความ contrast อย่างสวยงาม


คุณลุงไกด์ชาวอินเดียนแดงก็บอกว่าที่ตรงนี้นะหญิงแก่ชาวอินเดียนแดงเป็นเจ้าของแต่เค้าก็ไม่ถือให้คนเข้ามาดูได้ เนื่องจากช่วงนี้มีโรคระบาดอยู่ทำให้นักท่องเที่ยวไม่เยอะเอาซะเลยทำให้การถ่ายรูปไม่ต้องเร่งรีบมากไปแต่ก็ยังไม่สามารถเอาขาตั้งกล้องมาได้เหมือนเดิมจ้า


มุมเด็ดของที่นี่ต้องเป็นมุมยอดฮิตนี้เลยที่มีทรายไหลลงมาจากแท่นหิน เห็นแล้วสวยงามแต่กว่าจะได้มาลุงไกด์ต้องออกแรงโกยทรายจากพื้นแล้วโยนขึ้นไปให้มันไหลลงมาอย่างสวยงามแบบนี้ ในรูปจริงจะมีขาคุณลุงโผล่ออกมาต้องมานั่งลบเองใน Photoshop นะครับ


ทั้งสอง Antelope Canyon เนี่ยถูกถ่ายรูปโดยมือโปรมามากแล้วและขายกันเป็นล้านไปติดตามโรงแรมตึกแพงๆในอเมริกา การที่จะได้รูปที่ราคาแบบนั้นไปต้องมีความมานะและบ้านใกล้มากๆเพราะสภาพอากาศและมีผลอย่างแรงว่าอะไรจะสวยหลุดจากรูปนักท่องเที่ยวทั่วไป

เดินจบก็จะออกมาอีกทางและลุงไกด์ก็จะทำการสาธิตว่า canyon แบบเนี้ยมันเกิดขึ้นมายังไงจากการใช้ทรายแถวนั้นกับน้ำขวดที่พกมาด้วย เอาเป็นว่าจะไม่เล่าตรงนี้เพื่อเป็นการสปอยละกัน จบทัวร์เสร็จแล้วก็ขึ้นรถกลับไปที่จุดนัดพบแยกย้ายให้ทิปไกด์ด้วยนะครับ เค้าตั้งใจทำงานมากๆ


ตอนที่ 3 ขอจบลงตรงนี้ก่อนแต่ติดตามตอนต่อไปได้เลยเพราะเป็นขาสุดท้ายแล้วและบอกเลยว่าสวยมากๆๆยิ่งกว่านี้ซะอีก มันจะสวยมีที่สิ้นสุดมั้ยนะ ตอนต่อไปเราจะไปดู Monument Valley และ Grand Canyon กัน ระหว่างทางที่ขับรถไปจาก Page Arizona เราก็จะผ่านเส้นทางสวยงามอีกแล้วแบบขับรถแทบตกเหวเพราะมัวแต่ดูวิว 555


ใครชื่นชอบฝากกดไลค์เพจเพื่อติดตามโพสใหม่ๆด้วยครับ ขอบคุณครับ

https://www.facebook.com/nopeopletravelphoto/


ดู 345 ครั้ง0 ความคิดเห็น