เขาหัวซาน (Huashan) ในฤดูใบไม้ร่วง รู้ว่าตัวเองกลัวความสูงก็สายไปเสียแล้ว

Updated: May 11, 2020


เดือนที่เดินทาง - ตุลาคม 2019


เขาหัวซาน (Huashan) เป็นอีกสถานที่ที่หากว่ามาซีอานต้องห้ามพลาดเพราะว่าไปง่ายมากๆโดยนั่งรถไฟความเร็วสูงแค่ประมาณ 30 นาทีเท่านั้น นอกจากนั้น แม้ว่ายอดเขาจะสูงมากเราไม่ต้องไปปีนขึ้นเหมือนสมัยก่อนเพราะว่ารัฐบาลเค้าสร้างกระเช้าไฟฟ้าไว้แล้วทำให้เข้าถึงได้ง่ายมากๆ ถึงแม้ว่าจะทำให้คนเยอะแออัดไปนิด แต่ถ้าไม่มีกระเช้าคนหลายคนก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นสุดยอดธรรมชาติของที่นี่


ผมกับแฟนออกเดินทางจากซีอานตั้งแต่เช้ามืดเช่นเดิม พอรถไฟที่ออกจากซีอานไปถึงสถานีหัวซานก็เป็นเวลาประมาณ 8 โมงครึ่งซึ่งเป็นรอบเช้าที่สุดแล้ว ออกมาด้านหน้าก็มีรถแท็กซี่จอดกันเป็นคิวคอยรับอยู่แล้วเรียกไปได้เลย


แผนของเราคือขึ้นกระเช้าไปที่ยอดฝั่งทิศเหนือก่อนแล้วเดินไปยอดฝั่งติดตะวันตกเพื่อนั่งกระเช้าลงมาโดยกระเช้าขึ้นลงยอดเขามีสองจุดคือยอดทิศเหนือกับตะวันตก แท็กซี่จะพามาส่งที่จุดซื้อตั๋วรถบัสเพื่อเข้าไปที่จุดซื้อตั๋วขึ้นกระเช้าอีกที คือทำไมไม่ขายที่เดียว


หมายเหตุ! ถ้าคิดจะขึ้นลงคนละทางอย่าซื้อตั๋วกระเช้าไปกลับเพราะว่ากระเช้าที่สองยอดเค้าคนละเจ้าของกันและใช้ด้วยกันไม่ได้เด้อ ตั๋วไปกลับสามารถใช้ได้จากยอดเดียวกันเท่านั้นจ้า อันนี้พลาดมาเองเลยไม่อยากให้พลาดเหมือนกัน

ขาขึ้นยอดทิศเหนือ (Bei Feng)

กระเช้าที่นั่งชันและสูงมากๆ มองออกไปข้างนอกทั้งสวยและทั้งหวาดเสียว วันนี้เมฆค่อนข้างเยอะทำให้แดดไม่ค่อยแรงบวกกับกระจกมัวๆของกระเช้าทำให้ถ่ายรูปมาแล้วไม่ค่อยสวยแต่ไม่ต้องห่วงเพราะข้างบนมีให้ถ่ายจนแบตหมดแน่นอน

พอมาถึงสถานีกระเช้าด้านบนแล้วเรายังไม่ถึงยอดซะทีเดียวแต่ต้องเดินต่อไปอีกนิดจนเห็นป้ายภาษาจีนว่ายอดทิศเหนือเข้าหัวซานความสูง 1,614.7 เมตร ตรงนี้จะมีบริการถ่ายรูปพร้อมชุดจอมยุทธ์หญิงชายให้รู้สึกเหมือนอยู่ในหนังกำลังภายใน ตรงจุดชมวิวที่ผมไปยืนถ่ายรูปเป็นก้อนหินใหญ่มีรั้วกั้นสูงแค่หน้าแข้งเท่านั้น เป็นภาพที่สวยมากจริงๆยิ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่ว่าพอได้ยืนอยู่ตรงนี้ก็ได้รู้แล้วว่าเราเป็นคนกลัวความสูงพร้อมกับลมที่โคตรแรงทำให้กลัวจะปลิวตกเขาไป ทั้งที่มันเป็นไปไม่ได้แต่ก็กลัวจนต้องเปลี่ยนเป็นนั่งถ่ายรูปตรงนี้แทน มีแต่แฟนที่ขำแล้วออกไปยืนเหมือนกับมองไม่เห็นว่าข้างๆเป็นเหว

ทางเดินของเราก็คือที่เห็นด้านหน้าบนสันเขายาวไปเรื่อยๆ มองจากตรงนี้ก็น่าสยองแต่เสียเงินลางานมาแล้วไม่ไปก็ไม่มีหน้ากลับไปเจอคนที่ทำงาน ความสนุกก็คือพอเดินไปเรื่อยๆหันกลับมาก็จะเห็นยอดทิศเหนือไกลออกไปเรื่อยๆแล้วก็คิดว่า “เมื่อไหร่จะถึง”

สำหรับคนที่กลัวว่าจะต้องแบกอาหารไปเองเพราะบนยอดเขากันดารและไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก บนยอดเขามีทุกอย่างที่ต้องการตั้งแต่มาม่าไปจนผลไม้และขนมกินเล่นขายพร้อมโต๊ะให้นั่งกินตลอดทางทุกๆ 10 หรือ 15 นาที ห้องน้ำและโรงแรมก็มีบริการเช่นกันถ้าใครต้องการค้างคืนบนเขา

มุ่งหน้าสู่ยอดทิศตะวันตก

ถึงแม้จะเดินมาแล้วครึ่งวันแต่ความรู้สึกเหนื่อยก็ยังไม่ค่อยมีให้เห็นเพราะว่ามีอะไรให้ได้ดูตลอดทาง ไม่ว่าจะเป็นหินรูปร่างแปลกแล้วยังมีคนขุดเข้าไปเป็นห้อง บันไดที่ขั้นเล็กๆแต่ยังต้องเดินสวนกัน และวิวที่มองออกไปจากสันเขาที่ดูแล้วไม่แปลกใจเลยที่ศิลปินชาวจีนสมัยก่อนวาดภาพเขาหัวซานด้วยหมึกดำและไม่ต้องมีการลงสี เหมาะที่สุดแล้วกับภาพหินภูเขาเป็นสีอ่อนตัดกับต้นไม้ที่ขึ้นตามสันต่างๆ

ระหว่างทางจะมีพ่อค้าแม่ค้ามาเรียกไปซื้อแผ่นผ้าเส้นๆสีแดงหรือไม่ก็แม่กุญแจสลักตัวหนังสือลงไป บ้างก็เขียนว่าแขวนแล้วรวย บ้างก็แขวนแล้วความรักยั่งยื่นตลอดไป ห้อยกันให้เต็มรั้วข้างทางไปหมด


เดินมาประมาณครึ่งทางก็ได้เห็นกับภาพบันไดที่ยาว แคบและชันมากข้างหน้าก็ถึงกับช็อค ตอนที่เดินขึ้นบันไดนี้มันให้ความรู้สึกว่ามันไม่ถึงยอดบันไดซะทีแต่อาจจะเป็นเพราะว่านั่งพักตรงบันไดเยอะเลยใช้เวลานาน

ยอดทิศตะวันตก (Xi Feng) และกระเช้าขาลง

การเดินก็ผ่านมาเรื่อยและโดยต้องผ่านทางแยกที่จะพาเราไปยอดทางทิศใต้ที่สูงที่สุดของหัวซานกับยอดทิศตะวันตกที่เป็นจุดหมายสุดท้ายของเรา แต่ด้วยเวลาเริ่มจะเย็นๆแล้วและฝนที่ทำท่าจะตก ผมกับแฟนเลยตัดสินใจละทิ้งยอดทางทิศใต้และทางเดินเลาะหน้าผาที่โด่งดังไปทั่วโลก ต้องบอกจริงๆว่าขอบคุณเพราะคิดว่าคงกลัวขาสั่นถ้าต้องออกไปตรงนั้น


และแล้วเราก็มาถึงยอดฝั่งทิศตะวันตกเวลาประมาณ 4 โมงกว่าๆ ยอดนี้ความสูงอยู่ที่ 2,086.6 เมตรตามป้ายของอุทยาน วิวที่มองออกไปเป็นเทือกเขามากมายอยู่ใต้หมอกเมฆดูแล้วมันเหมาะกับเป็นสถานที่ฝึกวิทยายุทธ์ของเหล่าจอมยุทธ์จริงๆ

ทิศทางที่เราจะต้องเดินต่อไปคือไปหาทางลงกระเช้าไฟฟ้าซึ่งเป็นทางบนสันหน้าผาสูงที่มีข่าวคนเดินตกลงไปบ่อยๆซึ่งทางอุทยานก็มีเซ็นเซอร์จับว่าใครอยู่ใกล้ขอบเกินไปจะมีเสียงบ่นเป็นภาษาจีนว่าอย่าออกมาติดขอบขนาดนี้ ขี้เกียจลงไปหาศพ น่าห่วงอีกอย่างก็คือคนเอายันต์แดงๆกับแม่กุญแจมาคล้องมากมายจนเหมือนกับว่ารั้วเริ่มเอาไม่อยู่ พี่ๆพนักงานเค้าก็ต้องมาตัดไปทิ้งกัน แม่กุญแจที่เขียนว่าเราจะรักกันตลอดไปก็ขาดลงอยู่ดี รักกันจริงไม่ต้องคล้องกุญแจให้เป็นภาระคนอื่นนะครับ

มาถึงสถานีกระเช้าฝั่งตะวันตกแล้วฝนก็เริ่มตกเปาะแปะ ตอนที่ขึ้นเขามาฝั่งทิศเหนือก็ว่าสูงชันแล้ว มาฝั่งนี้น่ากลัวกว่ามากมีทั้งขึ้นๆลงๆ สั่นๆเพราะลมแรง ค่าตั๋วขานี้รู้สึกคุ้มเพราะนั่งค่อนข้างนาน ที่ตื่นเต้นอีกอย่างคือป่าด้านล่างเป็นสีแดงสีส้มเยอะแยะมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นใบไม้เปลี่ยนสีเยอะขนาดนี้เลยครึกครื้นจนลืมกลัว

ต้องยอมรับว่าการจัดการในอุทยานของเค้าดีมากและถึงแม้จะมีร้านขายของเยอะแยะแต่เราก็ไม่ค่อยเห็นขยะเกลื่อนไปทั่ว ทางเดินต่างๆก็มีการดูแลอย่างดี ส่วนกระเช้าที่เป็นเรื่องให้ถกเถียงกันอย่างกรณีภูกระดึงของประเทศไทย ผมเองคิดว่ามันช่วยให้คนหลายคนที่อยากไปสถานที่เหล่านี้แต่ไม่สามารถทำได้เพราะข้อจำกัดต่างๆได้มีโอกาสกับคนอื่นเค้าบ้าง เช่นผู้พิการหรือผู้สูงอายุ แน่นอนมันจะแลกมาด้วยคนที่เยอะขึ้นแต่ผมมั่นใจมันจะมีวิธีจัดการที่เหมาะสมแน่นอนและหวังว่ามันจะถูกจัดการอย่างเหมาะสมเมื่อวันนั้นมาถึง


214 views0 comments