Jeju Island Road Trip 7 วัน 6 คืนขับรถเที่ยวเกาะเจจู เกาหลีใต้
- Opp

- 3 นาทีที่ผ่านมา
- ยาว 4 นาที

เดือนที่เดินทาง - พฤษภาคม 2026
สถานที่ที่เคยเป็นที่สนใจของคนไทยมากในสิบปีมาแล้ว แต่ผมพึ่งมีโอกาสได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง Jeju Island เกาะเจจูที่เป็นจุดหมายสุดโรแมนติกของหลายๆคนเพราะว่าหลายๆคนรู้จักสถานที่นี้จากซีรีย์เกาหลี
เกาะเจจูเรียกได้เลยว่าเป็นสถานที่สำหรับนักท่องเที่ยวทุกๆแบบ ตั้งแต่สายคาเฟ่ เดินเขา สายเที่ยวทะเล สายกินดื่ม โพสนี้ผมรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวของทริป 7 วัน 6 คืนของเราไว้ให้แล้วครับ โดยเราจะขับรถเที่ยวแบบวนตามเข็มนาฬิการอบเกาะ

สถานที่ต่างๆที่เราไปจะเป็นตามนี้เลยครับ
Day 1: Hamdeok Beach / Seopjikoji แหลมริมทะเล / Ieodon ร้านหมูดำเจจูย่าง
Day 2: Aqua Planet Jeju อควาเรี่ยม / Woljeongri Beach / Jeju Haenyeo Museum
Day 3: Udo Island / Seongsan Ilchulbong / Seogwipo Maeil Olle Market
Day 4: Hueree Nature Life Park / Seogwipo Jeongbang Waterfall / Gamttanam / Daepo Jusangjeollidae / Songaksan Viewpoint
Day 5: Osulloc Tea Museum / Sinchang Windmill Coastal Road / Arte Museum Jeju / Geumneung Beach
Day 6: Hyeopjae Beach / Gwakji Beach / Aewol the Sunset / Aewol Cafe Street / Ihoteu Beach / Dodubong Peak
Day 7: เดินทางกลับ
การเดินทาง - จะใช้ขับรถตลอดทางครับ รถสาธารณะก็มีแต่ใช้เวลาเยอะมากและจะทำให้เที่ยวได้น้อยมาก ถ้าใครไม่ชอบขับรถก็ยังมีทางเลือกอย่าง Uber อยู่ ถนนโล่งเป็นส่วนใหญ่แต่ว่าจะต้องระวัง speed limit ให้มากเพราะว่ากล้องจราจรถี่มากๆ
สภาพอากาศ - เดือนพฤษภาคมอุณหภูมิกำลังดีไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป แต่จะมีฝนตกบ้างแล้วแต่ดวง ถ้าแดดออกวันไหนแดดเผาไหม้พอสมควรเพราะฉะนั้นเตรียมเสื้อผ้าให้ครบทุกฤดูครับ
อุปกรณ์กันแดด
เสื้อกันหนาวบางๆเพราะกลางคืนกับตอนเช้าจะเย็นๆเล็กน้อย
อุปกรณ์กันฝนเพราะถ้าฝนตกวันไหนจะตกยาวๆ
การสื่อสาร - คนเจจูพูดภาษาอังกฤษได้เยอะเลย แต่ที่พูดได้เก่งกว่าภาษาอังกฤษคือภาษาจีน เพราะงั้นเที่ยวไม่ลำบากเลยครับ
เตรียมตัวกันพร้อมแล้วไปเที่ยวกันเลยครับ
Day 1 มาถึงเกาะเจจู Jeju Island
เครื่องลงประมาณ 9 โมงครึ่ง ก่อนจะมาถึงแอบเสียวๆมากเลยครับเพราะพยากรณ์อากาศบอกว่าฝนตกไปครึ่งนึงของทริปแล้ว แต่พอเครื่องลงแล้วยังพอมีหวัง เมฆเยอะแต่ฝนยังไม่ตกลงมา
มาถึงแล้วต้องไปรับรถเช่าด้วยการไปหารถ shuttle bus ที่ทางออกเพื่อไปที่จุดรับรถนอกสนามบิน เราจองของ Lotte Rent a Car มา รถใหม่สะอาดไม่งอแงดีครับ
Hamdeok Beach
ได้รถแล้วขับออกไปเที่ยวทันที่ ที่แรกที่ไปถึงเลยคือ Hamdeok Beach ถ้าแดดออกน้ำน่าจะสวยกว่านี้อีก
นอกจากน้ำทะเลสวยใสแล้วที่หาด Hamdeok ยังมีหาดทรายยื่นไปในทะเลไกลมาก แต่ถ้าใครไม่อยากเปียกเค้าก็มีทางเดินก่อจากหินภูเขาไฟให้เดินไปดูวิวได้กลางทะเลเลย
แถวนี้ลมแรงจนหน้าแห้งหนักมาก ยังไงก็เข้าไปหลบลมได้ที่คาเฟ่ตรงทางเข้า Cafe Del Moondo ด้านในมีขนม bakery มากมาย มีขายของที่ระลึกสวยๆด้วย แต่เครื่องดื่มต่างๆที่ไม่ใช่กาแฟนั้นหวานเจี๊ยบตัดขา
จริงๆที่หาดนี้ยังมีกิจกรรมอีกมาก เช่นเดินขึ้นเขาไปดูวิวทะเลมุมสูง หรือหาดใกล้ๆก็ยังมี แต่ว่าฝนมันตกลงมาแล้วจ้า ทีนี้ก็เคว้งเลย ต้องขับรถไปโรงแรมแถว Seongsan ที่กะว่าจะไปเช็คอินตอนเย็นหลังจากเลาะๆเที่ยวไปเรื่อยตามทาง ตอนนี้เลาะไม่ได้แล้วเพราะฝนตก
Seopjikoji
เลยตัดสินใจไปร้านนวด 555 คนเกาหลีนวดเก่งอยู่นะ พอนวดแล้วฝนหยุดพอดีแต่ฟ้าก็ยังครึ้ม แต่ยังไงก็ไปหาที่เที่ยวตรง Seopjikoji ที่เป็นทางเดินริมผาริมทะเล ทางเดินไม่ยากครับ ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร วิวตรงนี้ดุเดือด ทำให้นึกถึงตอนที่ไปไอซ์แลนด์เลย แถมตอนที่ไปก็ฝนตกหนักเหมือนกันอีกแหนะ ใครยังไม่เคยอ่านตอนไอซ์แลนด์ไปอ่านได้ที่ลิงค์นี้เลยครับ LINK
Seonbawi Rock หินภูเขาไฟที่ตั้งตระหง่านอยู่นอกชายฝั่งมีตำนานว่าเป็นเจ้าชายมังกรที่ยืนรอนางฟ้านางสวรรค์คนรักที่ไม่มางานแต่งตามสัญญา เจ้าชายตกหลุมรักนางฟ้าเพราะเห็นเธอบินลงมาอาบน้ำ แรกๆขำหลังๆแข็ง (เป็นหิน)
ตั้งแต่เริ่มออกเดินเราจะเห็นประภาคารสีขาวแต่ไกลเลยครับแล้วเดินมาเรื่อยก็จะได้เจอทางขึ้น ประภาคารอันเล็กสีแดงขาวนั่นเค้าใส่ตราประทับเอาไว้สำหรับติ่งประภาคารให้ไปตามปั๊มได้ทั่วเกาะเลยนะครับ มองไปทางเหนือก็เห็น Jeju Glass House ด้วย
Jeju Glass House อาคารที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวโอซาก้า ด้านในเป็นคาเฟ่อีกแล้ว ชั้นสองของคาเฟ่สามารถเดินดุ่มๆเข้าไปได้เลย นั่งดูวิวภูเขา Seongsan Ilchulbong เพลินๆระหว่างกินขนม
Ieodon
ระหว่างเดินกลับไปเอารถฝนเทลงมาหนักเลยจ้า ร่มที่มีก็โดนลมพัดกลับเป็นดาวเทียมไม่หยุด สรุปคือเปียกชุ่มครับ กลับโรงแรมไปอาบน้ำแล้วไปกินข้าวที่ร้านหมูย่างที่ข้างๆโรงแรม ร้านนี้อร่อยเลยนะ คนไม่เยอะด้วย แนะนำเลย
ไปที่ไหนบนเกาะเจจูทุกคนก็จะได้เห็นร้านหมูย่างที่ขายหมูดำเจจู หมูดำเป็นความภาคภูมิใจของชาวเจจูเลย หมูที่พนักงานย่างให้นุ่มเคี้ยวง่ายมาก
หมูดำมีเอกลักษณ์ที่ไขมันเค้าจะกรอบเวลาย่าง และที่นี่เค้าหั่นหมูให้หนาๆเลย Abalone หรือหอย เป๋าฮื้อย่างก็อร่อยมากอ่ะ เคยกินที่อื่นมันเหนียวๆหน่อย แต่กินหอยย่างที่นี่เนื้อนุ่มอุมามิมากๆ กินอิ่มแล้วนอนพร้อมสวดภาวนาว่าพรุ่งนี้ให้ฝนไม่ตก
Day 2
Aqua Planet Jeju
เมื่อคืนภาวนาหนักไปหน่อยตื่นมาฝนตกฉ่ำ เราก็พยายามขับรถตระเวณหาที่เที่ยวว่าตรงไหนฝนจะไม่ตกบ้าง แต่ยิ่งขับฝนก็ยิ่งตก สุดท้ายเลยตัดสินใจไปเที่ยว indoor แทน แล้วเกาะเจจูเค้าก็มีที่เที่ยวรองรับทุกสภาพอากาศ และหนึ่งในนั้นคืออควาเรี่ยมขนาดใหญ่ริมทะเลที่อยู่ใกล้ๆกับ Seopjikoji ที่เราไปมาเมื่อวานเลยครับ
ค่าเข้าที่นี่อยู่ที่ 45,500 วอน (ประมาณ 1,200 บาท) สำหรับผู้ใหญ่ ราคาเด็กก็ถูกกว่ากันไม่มาก แต่เด็กไม่เกิน 3 ขวบเข้าฟรีนะครับ ด้านในก็ใหญ่พอสมควรเลย ผมว่าน่าจะใช้เวลาไป 3 - 4 ชั่วโมงได้ เส้นทางก็ตามที่เห็นในรูปด้านล่างเลยครับ ข้างๆแผนผังนี้มีตู้ขายสมุดประทับตราตามโซนต่างๆ เป็นแบบปั๊มให้กระดาษนูนๆขึ้นมาบนกระดาษสีทอง เก๋ไก๋มาก ซื้อเลยเล่มละ 5,000 วอน ประมาณ 100 บาท
ด้านในสนุกกว่าที่คิดไว้เยอะเลยครับ แต่ผมขอไม่เล่าละเอียดทุกจุดนะครับเพราะว่ามันเยอะจริงๆ ทำตอนแยกได้เลยแหละ เดี๋ยวเล่าหมดแล้วมันสปอยเกินไป ขอเอาเฉพาะตรงไฮไลท์จะครับ
มีปลาสวยๆ มีปลาเหาฉลามสุดแปลกที่ดูดๆกับกระจกตู้ได้ด้วย เหมือนบนหัวเค้ามีรองเท้าแตะติดอยู่ ซึ่งตามธรรมชาติเค้าดูดติดกับปลาตัวใหญ่เช่น ฉลาม (ก็แน่ล่ะ) กระเบนราหู (manta ray) เต่า หรือแม้กระทั่งเรือประมง
บางทีเค้าก็ดูเพื่อกินแรงปลาตัวอื่นไม่ต้องว่ายน้ำเอง บางทีก็ดูรอกินเศษอาหารจากปลาใหญ่ หรือบางทีก็ทำตัวมีประโยชน์ช่วยกินปรสิตตามผิวหนังปลาที่เค้าไปเกาะอยู่ น่ารักดีนะ
ตู้แมวน้ำที่มีโชว์ป้อนอาหารน้องด้วย อ้วนปุ๊ก! แล้วเดินต่อไปบ่อของน้องแมวน้ำจะมีท่อต่อไปตู้อื่นๆได้ด้วย ทำให้ได้เห็นเค้าว่ายน้ำผ่านท่อ ได้เห็นร่างกลมดิ๊กของเค้าชัดๆ
ตู้เพนกวินที่มองดูพวกเค้าได้ทั้งจากด้านบน แล้วเดินไปเรื่อยๆยังดูเค้าว่ายน้ำจากด้านล่างได้อีก เหมือนเพนกวินบินได้

อันนี้ก็ชอบมาก อุโมงค์ใต้น้ำที่มีปลากระเบนหลากสายพันธุ์ ฉลามและปลาน้อยใหญ่ว่ายรอบๆเรา
และจริงตรงนี้คือตู้เดียวกันกับ Main Tank หรือตู้ปลายักษ์ของที่นี่ ตู้นี้มีขนาดบิ๊กเบิ้ม กว้างถึง 23 เมตร สูง 8.5 เมตร และลึก 11 เมตร จุน้ำได้ถึง 6,000 ตัน ให้ความรู้สึกเหมือนดูหนังจอใหญ่เลยทีเดียว
ข้างๆตู้ยักษ์นี้มีร้านกาแฟให้นั่งดูปลาสวยๆอีกด้วยนะ
Woljeongri Beach
ก่อนจะไปเที่ยวต่อเราแวะกินข้าวใกล้ๆ Woljeongri Beach ร้านชื่อว่า Jong Ga Abalone Restaurant เป็นร้านที่มีชื่อเสียงด้านข้าวอบหอยเป๋าฮื้อ และปลาดาบเงิน หรือในเมนูเค้าเขียนว่า cuttle fish ซึ่งเค้าเขียนผิด! อันนี้มันแปลว่าปลาหมึก พอสั่งไปแล้วเค้ามาเสิร์ฟถึงกับเหวอ แต่ว่าปลานี้ก็มีชื่อเสียงที่เจจูนะครับ ความจริงมันเรียกว่า cutlass fish เนื้ออร่อยครับแต่ก้างเยอะ ต้องกินอย่างใช้สติ
ส่วนข้าวอบห้อยเป๋าฮื้อนี่อร่อยเลย เค้าเอาเครื่องในหอยไปอบกับข้าวออกมาสีเขียวๆ โปะด้วยเนื้อหอยนิ่มๆหนุบๆ มาแล้วต้องลองครับของแบบนี้
หลังจากกินข้าวแล้วเราก็ไปที่หาด Woljeongri วันนี้ฟ้ายังครึ้มเหมือนเดิมทำให้ไม่เห็นสีสวยๆของน้ำเลย แต่คนก็ยังมาเที่ยวเยอะอยู่นะครับ เอาจริงๆคนจีนมาเยอะมากจนคนเกาหลีพูดจีนกันคล่องมาก บางทีเค้าก็พูดกับเรา กลายเป็นว่ามาเที่ยวเกาหลีได้พูดภาษาจีน แต่คนเกาหลีก็พูดภาษาอังกฤษได้เยอะทำให้ไม่ลำบากเลยครับ
Woljeongri Beach เป็นชายหาดที่สายคาเฟ่และคนชอบถ่ายรูปน่าจะชอบกันมาก จริงๆเราตั้งใจจะมาตั้งแต่วันแรกเพราะอยู่ใกล้ๆกับหาด Hamdeok เลย แต่ฝนมันตกซะก่อน

วันนี้จริงๆป่วยนิดหน่อยเลยไปนั่งในคาเฟ่สบายๆก่อน ยังลงไปเล่นน้ำไม่ได้ ร้านนี้อยู่ชั้นสองมองดูวิวชายหาดมุมสูงได้ครับ Cafe Mou Moon ด้านในมีขนมหน้าตาสวยงามเยอะนะ แต่ว่าเราอิ่มกันมากกับปลาที่ยาวเป็นเมตร
คำว่า Woljeongri ในภาษาเกาหลีแปลว่า "หมู่บ้านจันทร์เสี้ยว" เพราะแนวชายหาดที่นี่จะโค้งคล้ายกับพระจันทร์เสี้ยว ทำให้คาเฟ่ที่นี่มีแต่ใช่ moon นั่น moon นี่
Jeju Haenyeo Museum
ที่เที่ยวสุดท้ายของวันนี้เราไปดูพิพิธภัณฑ์ของเหล่าแฮนยอ แฮนยอ (Haenyeo) คือกลุ่มหญิงดำน้ำพื้นเมืองแห่งเกาะเจจูที่ทำอาชีพดำน้ำตัวเปล่าลงสู่ก้นทะเลเพื่อเก็บอาหารทะเล เช่น หอยเป๋าฮื้อ ปลิงทะเล และสาหร่าย
พวกเค้าเหล่านี้สามารถดำน้ำลงไปลึก 10 - 20 เมตรโดยไม่ใช้ถังออกซิเจน มีเพียงหน้ากาก ตะกั่วถ่วงน้ำหนัก และทุ่นลอยเท่านั้น แล้วยังกลั้นหายใจได้นานถึง 2-3 นาทีต่อครั้ง
เป็นอาชีพที่สืบทอดกันในหมู่ผู้หญิงจากรุ่นสู่รุ่นมานานหลายศตวรรษ ปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นคุณป้าหรือคุณยายอายุ 60 - 80 กว่าปี ซึ่งถือเป็นผู้นำและผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของครอบครัวในอดีต เหมือนในซีรีย์ "ในวันที่ส้มไม่หวาน" นี่แหละครับ
วิถีชีวิต ระบบชุมชนที่พึ่งพาอาศัยกัน และการทำประมงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของแฮนยอได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ โดย UNESCO ในปี 2016 อีกด้วยนะ
*ถ้าใครมาวันพุธสุดท้ายของทุกเดือนจะได้เข้าดูฟรีด้วยนะครับ เค้านับว่าเป็นวัน Cultural Day ราคาปกติอยู่ที่ 1,100 วอนต่อคน
เป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆที่บรรยายความเป็นมาและความเป็นไปของเหล่าหญิงแกร่งแฮนยอ แฮนยอแปลตรงตัวคือผู้หญิงแห่งท้องทะเล (海女) มีข้อมูลหลากหลายน่าสนใจมากแต่ขอไฮไลท์แค่บางส่วนนะครับ ที่เหลือทุกคนต้องมาดูเองบ้าง
มีทั้งโมเดลเล็กๆจำลองหมู่บ้านโบราณของเจจูตามชายฝั่งที่หากินจากการหาปลา มีบ้านจำลองขนาดเท่าของจริงให้ได้เห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่เป็นแบบไหน ข้าวปลาที่กินเป็นยังไง เอาจริงๆเค้ากินอาหารแพงๆกันทั้งนั้นเลยครับทั้งหอยเป๋าฮื้อ ปลิงทะเล หอยเม่น แต่จริงๆชีวิตลำบากมากๆ แค่อาหารพวกนั้นคือสิ่งที่เค้าหาได้ง่ายแถวนี้
ชุดดำน้ำของเค้าก็แทบไม่มีอะไรเลยอำนวยความสะดวกเลย ทุกวันนี้คนหนุ่มสาวก็ไม่ทำกันแล้วทำให้สิ่งนี้มีแต่คนแก่ทำกัน
Day 3
เย็นวันก่อนเมฆครึ้มทั้งวัน เมฆต่ำจนมองไม่เห็นเขาที่อยู่ตรงหน้าด้วยซ้ำ คืนก่อนเลยเข้านอนด้วยใจจดจ่อว่าวันรุ่งขึ้นฝนจะหยุดตกยัง และในที่สุดก็ตื่นมาเห็นแดดยามเช้า!

Udo Island
แต่แป๊บเดียวเมฆก็ครึ้มอีกครั้ง แต่ตามแผนเดิมเราจะไปเกาะอูโดกันตั้งแต่เมื่อวาน แต่ฝนมันตกเราก็เลยปรับแผนเที่ยวเพื่อรอลุ้นว่าฝนจะเลิกตกมั้ย แต่เห็นแบบนี้ก็เลยลองเสี่ยงขึ้นเรือข้ามฟาก 15 นาทีไปเลยละกัน นับว่าโชคดีที่จองโรงแรมที่ Seongsan ไว้ 2 คืนนะครับเนี่ย
เรือนี่ผมก็ไม่ได้จองล่วงหน้าไว้เลยเอารถไปจอดที่ท่าเรือแล้วก็เดินไปซื้อตั๋วที่ตู้อัตโนมัติ เรือจะออกทุกๆ 30 นาทีตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น ต้นและกลางชั่วโมง ผมเห็นคนเกาหลีเค้าเอารถข้ามไปกันนะแต่ดูเหมือนนักท่องเที่ยวจะเอารถไปไม่ได้ แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องการเดินทาง
บนเรือมีที่นั่งสองแบบ ชั้นสองเป็นแบบนั่งพื้น ส่วนชั้นสามเป็นดาดฟ้าเรือมีม้านั่งตากลมแบบนี้
บนเกาะอูโดมีให้เช่าจักรยานหรือที่เป็นที่นิยมมากๆคือรถสามล้อไฟฟ้าที่หน้าตาดูล้ำมากแต่ว่าจริงๆก็คือสามล้อที่เอากรอบสวยๆมาใส่นี่แหละ ราคาเช่าต่อ 3 ชั่วโมงตามนี้เลย ในตารางเค้าเขียน 2 ชั่วโมงแต่หน้างานเค้าให้ 3 นะครับ ถ้าเกินเวลาก็ทุกๆครึ่งชั่วโมง 5,000 วอน จากต้นจนจบเราเที่ยวบนเกาะไป 5 ชั่วโมงเลยนะ แต่ก็เที่ยวแบบต๊ะต่อนยอนด้วยแหละ การจะเช่าต้องใช้ใบขับขี่สากลด้วยนะครับ
การขี่รถเที่ยวก็จะวนตามเข็มนาฬิกาเริ่มจากท่าเรือ Haumokdong แต่มาเช้ามากหลายๆร้านยังไม่เปิด เลยไปเที่ยวที่ Mangru Lighthouse เป็นอันดับแรก เป็นแหลมเหนือสุดของเกาะ มองกลับมาเห็นเขาบนเกาะเจจู มันใกล้ขนาดนั้นเลยครับ
เลยจากประภาคารสีขาวมาเราแวะร้าน Hue Yegrina เป็นคาเฟ่เล็กๆริมทะเล คนไม่เยอะ แต่เห็นเค้ามีขายไอศครีมถั่วลิสงที่เป็นขนมชื่อดังของเกาะอูโด ถั่วลิสงของเกาะอูโดคือมีชื่อเสียงมากจากรสชาติถั่วเข้มข้นที่ได้จากแร่ธาตุอัดแน่นในดินและได้รับลมทะเลตลอดเวลา พึ่งรู้ว่าลมทะเลมันเกี่ยวกับถั่วด้วย
น้องผู้หญิงพนักงานในร้านพอรู้ว่าเราคนไทยเค้าตื่นเต้นมากเพราะว่าชอบคนไทยมากๆค่า แล้วกำลังเรียนภาษาไทยอยู่ด้วย เรียนแบบมีหนังสือเรียนเลยนะ จริงจังเลย แล้วก่อนจะออกจากร้านน้องเค้าให้โปสการ์ดที่วางขายอยู่มาด้วย บอกน้องเค้าว่าน้องเขียนภาษาไทยสวยกว่าคนไทยอีกนะเนี่ย ถ้าใครผ่านมาก็แวะร้านนี้แล้วออกตัวเป็นคนไทยหน่อยนะ น้องเค้าจะได้ฝึกพูดภาษาไทยบ่อยๆ

ขี่รถมาอีกหน่อยที่ Hagosudong beach เป็นหาดทรายขาวละเอียดเลย เสียดายว่าแดดยังไม่ออก แต่บรรยากาศตรงนี้ก็ชิลมากๆ มีคาเฟ่ให้นั่งดูทะเล หรือจะเดินลงไปเอาเท้าจุ่มน้ำก็ได้ เกาะอูโดจริงแล้วแปลว่าเกาะวัวนะ แต่ก็ไม่เห็นวัวซักตัว
บนหาดมีร้านของที่ระลึกน่ารักเยอะมาก ร้านนี้ผมชอบนะ มีขายหลายอย่างเลย ร้านชื่อ Udoi ในร้านมีตราปั๊มให้แต่ว่าเราปั๊มเองไม่มีสมุดปั๊ม เลยต้องซื้อโปสการ์ดเพื่อจะได้ปั๊ม 555 ก็เห็นแล้วมันคันมือ
ข้างๆกันมีร้านดังอย่าง Udo Sand แต่กินไอติมอีกไม่ไหวแล้วล่ะ อายุไม่ใช่น้อยๆแล้วกินของหวานเยอะๆไม่น่าดี แต่เราซื้อขนมกลับบ้านเป็นของฝาก ที่ซื้อเพราะคนต่อคิวซื้อกันคนละหลายสิบกล่อง เราเลยรู้สึก FOMO เป็นอย่างมาก แต่ทุกคนรู้อะไรมั้ย เรากินขนมนี่หลังจากกลับบ้านแล้วมันอร่อยมาก
นอกจากขายขนมแล้วร้านนี้มีของกระจุ๊กกระจิ๊กให้ซื้อเป็นที่ระลึกด้วยนะ น่ารักหลายอย่างเลย
ใกล้ๆกันมีอีกร้าน Blanc Rocher ที่มีที่นั่งให้นั่งชมวิวอยู่บนหน้าผาเตี้ยๆ กินน้ำกินขนม ตอนแรกบอกไม่อยากกินขนมหวานเยอะ จนได้มาเห็นชีสเค้ก... เครื่องดื่มที่เกาหลีติดหวานมาก
Biyangdo Lighthouse อยู่ใกล้ๆกัน แวะเที่ยวได้อีกที่นะครับ มันอยู่ระหว่างทาง แวะเข้าซอยนิดหน่อย
ไปต่อที่ Black Sand Beach ชายหาดต้องเดินลงเขาไป แต่ถ้าไม่เดินก็ดูวิวจากด้านบนเห็นยอดเขา Udobong และประภาคาร เห็นแล้วขามันอยากเดินขึ้นเขาขึ้นมาเลย
การเดินไปที่ประภาคาร Udo Lighthouse ที่ทำให้เดินน้อยที่สุดน่าจะต้องเอารถเราไปจอดไว้ที่จอดรถตรงนี้ เปิดดูได้ใน Google Maps นะครับ https://maps.app.goo.gl/ndwv7tkajh87aDRn7
เดินประมาณ 15 นาทีก็จะถึงยอดแล้ว ด้วยความที่ตรงประภาคารคือจุดสูงสุดของเกาะทำให้เห็นได้ทั่วทั้งเกาะกันไปเลย
ขาเดินลงเราเลือกเดินเลาะหน้าผา ตรงนี้ก็สวยมากเช่นกัน ทุ่งหญ้าสีเขียวตัดกับสีฟ้าของท้องฟ้าที่รู้สึกเหมือนไม่ได้เจอกันมานาน พอแดดออกแล้วน้ำทะเลก็สีสวยขึ้นมาทันที
ลงเขามาหน้าเริ่มไหม้ แดดอยู่ดีๆก็เปรี้ยงปร้างขึ้นมาซะอย่างงั้น ขี่รถต่อไปมุ่งหน้าสู่ท่าเรือ ก่อนจะถึงเราผ่านหาด Hongjodangoe (Coralsand beach) ก่อน แล้วมันสวยโคตรๆเลยอ่ะ น้ำใสปิ๊ง ทรายขาวจั๊ว สาหร่ายสีเขียวใสๆน่ากิน เหมือนยืนจ้องซุปสาหร่ายอยู่
มาถึงท่าเรือ เอารถคืน จ่ายค่าเกินเวลา เค้าลดราคาให้นิดหน่อยด้วย เรือออกจากท่า Haumokdong ทุกๆครึ่งชั่วโมงเช่นกัน มุ่งหน้าสู่ Seongsan Ilchulbong กันเลย
Seongsan Ilchulbong
อีกสถานที่หนึ่งที่เราโยกจากวันก่อนหน้ามาใส่วันนี้เพราะฝนตกคือ Seongsan Ilculbong หรือแปลว่า Fortress Mountain และ Sunrise Peak หรือเขาป้อมปราการ ยอดเขาพระอาทิตย์ขึ้น ได้ชื่อนี้เพราะว่าบนยอดนี้ตั้งอยู่บนแหลมทางทิศตะวันออกสุดของเจจูเลยนะ จะต้องจ่ายค่าเข้าก็ต่อเมื่อเราจะไปที่ยอดเขานะครับ ค่าเข้า 5,000 วอน ประมาณ 100 บาท แต่ถ้าอยากเดินแต่ริมผาข้างล่างเข้าฟรีนะ แต่สำหรับใครที่จะไปยอดเขาแนะนำให้ไปยอดเขาก่อนเพราะเส้นทางเค้าจะพาไปที่ทางเดินริมผาอยู่ดี
ทางเดินช่วงแรกจะใสๆยิ้มแย้ม ทางลาดเบา บันไดห่างๆ แต่พอเห็นป้าย Last Rest Area สีฟ้าแล้วหน้าเริ่มซีดละครับ
บันไดขึ้นรัวๆทำให้เราไต่ระดับความสูงเร็วมาก แต่มองลงไปก็สวยจัดเหมือนกัน บันไดจะน่ากลัวแค่ไหนแต่ยังไงเราก็ไต่ขึ้นไปถึงยอดแค่ 142 เมตรเท่านั้นเองนะ
มาถึงยอดแล้ว หอบแฮ่กที่ความสูง 182 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แอ่งของปล่องภูเขาไฟนี้มันใหญ่มากเลยครับ จริงๆเห็นภาพมุมสูงจากโดรนแล้วเหมือนกระทะผัดข้าวผัดเลยแหละ มองกลับไปข้างหลังยังเห็นเกาะเจจูกว้างๆเลย วันนี้ยอดเขา Hallasan โผล่ออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรกแต่ว่ายอดเค้ายังอายๆอยู่นะ สงสัยยังไม่สนิทกัน
ขาขึ้นเบาๆ แค่หอบนิดๆ แต่ขาลงนี่หัวเข่าอาจจะทำงานหนักนิดหน่อย แนะนำว่าค่อยๆก้าวลงอย่าล็อคเข่า มองลงไปแล้วแบบนี้เลย
ด้านล่างยังมีอ่าวที่เดินลงไปที่น้ำได้ ถ้าใครมาทันเค้าจะมีโชว์แฮนยอดำน้ำเก็บหอยทุกวันตอนบ่าย 2 โมงด้วยนะครับ แต่จริงๆไปที่เที่ยวริมทะเลอื่นๆก็มีให้เห็นเหมือนกัน การมีแดดนี่มันสวยจริงๆ รู้สึกแบบนี้หลังจากฝนตกอากาศเทาๆมาสองวันเต็ม
เดินลงมาเจอร้านขายของมีส้ม Hallabong ที่มีจุกวางอยู่ เป็นสายพันธุ์เฉพาะของที่นี่ แล้วมีร้านขายของเล่นเป็นต้าวส้ม ซื้อสิครับแบบนี้
หลังจากนี้เราขับรถออกไปที่เมือง Seogwipo กันแล้วครับ ย้ายที่นอนเลยเพราะจากตรงนี้ค่อยข้างไกล ขับรถประมาณชั่วโมงนิดๆ ที่นานไม่ได้เพราะไกลแต่เพราะจำกัดความเร็วที่น้อยมากๆ
Seogwipo Maeil Olle Market
มาถึงเมืองซอกวีโพ (ซอ-กวี-โพ) เราเข้าโรงแรมก่อน พระอาทิตย์กำลังตกพอดี คิดอยู่นานว่าจะกินอะไรเลยตัดสินในไปที่ตลาดเพราะไหนๆก็อยู่เมืองใหญ่แล้ว
คอนเซ็ปต์เค้าคล้ายย่านการค้าโชเท็นไกที่ญี่ปุ่นนะครับ แต่ว่าของขายอาจจะไม่ตื่นตาตื่นใจเท่า อาหารก็มีให้เลือกประมาณนึงแต่ข้อเสียคือขายทีละเยอะมาก แบบที่กินร้านเดียวอิ่มเลย มันไม่ได้อารมณ์ street food เท่าไหร่
เตือนภัยครับ สุดท้ายเราตัดสินใจลองกินปลาดิบหอยดิบในตลาดเพราะคิดว่าเค้าอยู่ติดทะเล เลยจัดเต็มสั่งทั้งปลาหอยและปลิงทะเลแบบดิบ มันต้องอร่อยแหละ ขนาดทำสุกๆยังอร่อย
แต่พอกัดเข้าไปเท่านั้น เนื้อปลานิ่มแต่เหนียวเคี้ยวไม่ค่อยจะขาด จนหมดความมั่นใจนึกว่าเราแก่แล้วฟันไม่แข็งแรง ส่วนหอยนี่สิ มันไม่ใช่แค่เหนียว แต่มันแข็ง แข็งในแบบที่กัดลงไปแล้วปวดฟันไปทั้งคืน เหมือนเคี้ยวรองเท้าแตะก็ไม่เกินจริง เพราะงั้นอย่าหาทำกันครับ ที่เจจูกินอะไรกินแบบสุกๆดีกว่า ที่งงคือคนเกาหลีเค้าก็กินกันเอร็ดอร่อย สงสัยเค้าชอบแบบนี้กันนะครับ

Day 4
Hueree Nature Life Park
เช้าวันนี้เตรียมรับแดดเต็มๆ สังเคราะห์แสงให้ชื่นฉ่ำเพราะเมฆที่ครึ้มๆมาหลายวันถูกใช้หมดไปแล้วครับ
เช้านี้เราขับรถไปเที่ยวที่สวนดอกไม้ฮูเอรีที่อยู่ไม่ห่างจากเมืองซอกวีโพมากนัก สวนนี้เค้าจัดดอกไม้ในฟาร์มไว้ตามฤดูกาลนะ เดือนที่เรามาอยู่ระหว่างฤดูดอกไฮเดรนเยียคือตั้งแต่เดือนเมษายน - กรกฎาคม ตอนแรกก็กลัวว่าจะมาเร็วไปนะแต่ว่าสวนนี้เค้าสามารถทำให้ดอกไม้บานก่อนฤดูได้
ดอกไม้บานสวยน่ารักกุ๊กกิ๊กมากๆ สีก็ออกจะหวานแหวว เอาเป็นว่าสวนเค้าจัดให้เต็มที่ดูกันให้สาแก่ใจ
ด้านในก็ยังมีดอกไม้ที่ปลูกไว้ในเรือนกระจกเพื่อควบคุมอุณหภูมิและแสงแดด ดอกไม้ดูเทสดีสุดๆ ดูไปก็คล้ายๆดอกเข็มที่บ้านเราอยู่นะ
เดินลึกเข้าไปในสวนยังมีที่เลี้ยงหมูด้วยนะ แล้วก็มีตู้กดแครอทให้เอามาให้อาหารหมูดำด้วย ดูหมูอยู่กันสะอาดสะอ้านมาก หมูๆทำเสียงคร่อกๆกันดูสนุกสนาน ตอนกดแครอทออกมาทั้งหมูทั้งแพะแทบจะกระโดษออกมาจากคอก น่ารักนะครับ รู้สึกเห็นใจที่เค้าอร่อย 🥲
ในสวนมีต้นส้มเยอะด้วยนะครับ ถ้ามาถูกฤดูจะมีสวนส้มที่มีแบคกราวด์เป็นภูเขาไฟ Hallasan ภูเขาที่สูงที่สุดในเกาหลีใต้ด้วยนะครับ ว่าแต่ลืมทักว่าวันนี้ยอดเค้าออกมาให้เห็นแล้วในที่สุด
Seogwipo Jeongbang Waterfall
เดินเล่นนั่งเล่นอยู่นานเลย เราออกไปต่อกันที่น้ำตกที่เรียกว่ามีชื่อเสียงที่สุดของเกาะเจจูเลย นั่นคือน้ำตกจองบัง Seogwipo Jeongbang Waterfall เป็นที่เที่ยวที่ไม่ต้องใช้เวลาเยอะเลยครับ นอกจากว่าอยากจะลงไปเล่นเอาเท้าจุ่มน้ำ หรือไปนั่งกินหอยดิบ (อย่ากิน) ที่นักดำน้ำกางเต๊นท์ขายอยู่ ค่าเข้า 2,000 วอน (40 บาท) เท่านั้นเองครับ
Gamttanam
หลังจากนั้นเราลองไปเที่ยวคาเฟ่ดูบ้าง ดูในรูปที่นี่มีสวนส้มเล็กๆด้วย ร้านก็ดูน่ารักดี มาถึงแล้วมีคนอื่นมายืนถ่ายรูปกันบ้าง
ด้านในร้านน่ารักดีครับ เครื่องดื่มอะไรก็ธรรมดานะ ชีสเค้กให้ 7/10 แต่ร้านสวยได้แต้มเต็มไปเลย
Daepo Jusangjeollidae
หน้าผาหินบะซอลต์แดโพ เป็นหน้าผาหินรูปทรงหกเหลี่ยมที่เรียงกันเป็นระเบียบเหมือนมีคนมาจัดให้ หินแบบนี้เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเมื่อลาวาที่ร้อนจัดจากการระเบิดของภูเขาไฟฮัลลาซานไหลลงสู่ทะเลและเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว ทำให้หินบะซอลต์หดตัวและแตกออกเป็นแท่งหกเหลี่ยมซ้อนทับกัน เป็นแบบเดียวกันที่เห็นได้ที่ไอซ์แลนด์เลยครับ
Songaksan Viewpoint
ที่หน้าผาแดโพมีให้ดูแค่ไม่กี่จุด หลังจากนั้นเราเลยขับรถมาโรงแรมพักผ่อนกันก่อน โรงแรม Sun and Moon Resort นี้วิวดีเลยนะ อยู่ริมทะเลตรงข้ามกับเกาะ Hyeongjeseom ที่มีหินคู่กัน
นั่งดูวิวไปจนแดดเริ่มร่มเราไปเที่ยวใกล้ๆที่ Songaksan ที่เดินขึ้นภูเขาไฟเตี้ยๆสบายๆเพื่อไปดูวิวภูเขาไฟ Hallasan กับภูเขาหิน Sanbangsan ที่จอดค่อนข้างแน่นเลยครับแต่ถ้าตรงริมทะเลเต็มเลยไปจอดบนเนินได้เหมือนกัน
ทางเดินเป็นเนินขึ้นไม่เยอะมากครับ หลังจากนั้นเป็นทางราบเป็นส่วนใหญ่ จะมีบันไดหน่อยนึง ทางเดินจะอยู่ริมผาตลอดแล้วมีจุดชมวิวที่วนรอบขอบปากปล่องภูเขาไฟจนกลับมาที่จอดรถได้เลย แต่เราเดินครึ่งเดียวแล้วเดินกลับแทนนะครับ
วันนี้เห็น Hallasan ได้ทั้งวัน จริงๆแล้วให้ความรู้สึกเหมือนดูฟูจิอยู่นะ แล้วเห็นได้จากหลายที่ที่มี foreground สวยๆด้วย สงสารเค้าที่ไม่ดังเท่าฟูจิเพราะยอดไม่แหลมสมมาตรเหมือนเค้า ไปทำศัลยกรรมจะช่วยมั้ยนะ
เดินไปถึงติ่งทางใต้ที่เกือบจะใต้สุดของเกาะหลักเจจูเราสามารถมองเห็นเกาะ Marado เกาะที่เป็นจุดใต้สุดของจังหวัดเจจูและประเทศเกาหลีจริงๆ แถวๆนี้มีท่าเรือให้ข้ามไปได้ด้วยเหมือนกันนะครับ
ขากลับแสงกำลังสวยเลย ถ่ายรูปคู่ให้หน่อย
พอลงมาแล้วเดินไปดูเนินข้างๆเพราะแสงกำลังสวย มุมนี้ก็สวยแหละ มีดอกหญ้าปลิวไสวโคตรโรแมนติก เอาจริงสวยกว่าเดินขึ้นเขาอีกป่ะนะ
Day 5
เช้านี้ตื่นเช้าเองตอนเกือบ 6 โมง หัวหน้าที่ทำงานคงอยากถามว่าทำไมวันทำงานนายไม่ตื่นเช้าแบบนี้บ้าง ตื่นแล้วออกไปเดินเล่นหน้าโรงแรม แดดเริ่มแรงแล้วเพราะพระอาทิตย์ขึ้นตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง สีทะเลตัดกับทรายสีส้มสวยดีจัง
ที่โรงแรมเค้าเสิร์ฟอาหารเช้าที่ห้องเลย ให้นั่งกินที่ระเบียงดูวิวไปด้วย

Osulloc Tea Museum
กินข้าวอิ่มรีบออกไปเที่ยวกันเถอะ วันนี้จะไปเที่ยวที่ไร่ชาของโอซุลล็อค ยี่ห้อชาชื่อดังของเกาหลี ภรรยาชอบดื่มชามากทำให้ผมก็ชอบไปด้วย ที่นี่เลยเป็นที่ที่ตั้งตารอมากแล้วเสียเงินไปพอสมควรกับใบไม้แห้งที่เอามาแช่น้ำร้อน 555
ตั้งแต่เดินเข้ามาในอาคารก็ให้ความรู้สึกแบบชาร์ลีกับโรงงานช็อคโกแลต มีถุงชาที่ไหลไปตามสายพาน มีเครื่องบดผงมัทฉะ แล้วก็มีสินค้าให้เลือกซื้อแบบเต็มอิ่ม เห็นนักท่องเที่ยวบางคนเอาถุงหมอชิตมาขนกันเลย เดือดมาก
เดินออกไปตึกข้างๆยังมีห้องบ่มชาใต้ดิน Tea Stone Cellar ที่ดูแล้วเทสดีมากๆ ตรงนี้เค้าให้เราชิมชาที่บ่มในกล่องไม้สองสามประเภทที่ทำให้ได้กลิ่นที่ต่างกัน น่าสนใจมาก แล้วยังมีแบบที่บ่มมาแล้ว 7 ปีด้วยนะ พอให้ชิมแล้วถ้าชอบก็สามารถซื้อกลับบ้านได้ ราคาจะแรงกว่าที่ขายอีกที่แต่พนักงานก็ไม่ได้ฮาร์ดเซลอะไรเลยครับ ดูรูปแล้วนึกว่าไปเที่ยวไร่ไวน์แน่ะ

ก่อนจะเดินไปที่ไร่ชามองกลับไปที่ตึกตรงทางเข้าพึ่งเห็นว่ามีจุดชมวิวด้วยด้านบน กลับเข้าไปดูก่อน ไร่ชาเค้ามีทั้งสองฝั่งถนนเลยนะครับ เดี๋ยวพาไปดูแต่ละที่

ตรงนี้เป็นไร่ชาติดกับร้าน Innisfree ตรงนี้ต้นไม้ใหญ่สวยมากได้อารมณ์ฝุดๆ
ใกล้ๆกับที่จอดรถก็มีอีกไร่ด้วยนะ จอดรถแล้วลงมาก็เห็นเลยจริงๆแล้ว
และไร่ที่ใหญ่ที่สุดที่ต้องข้ามถนนไป เหมือนเค้ายังไถที่ปลูกชาเพิ่มอยู่เลยนะ สวยมากครับ แดดก็ดีจัด
การปลูกชาที่นี่ทำให้ชาคุณภาพสูงมากเนื่องจากดินที่ตีนภูเขาไฟ Hallasan ที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุ และด้วยความที่อยู่ติดเขา ที่ตรงนี้มืดครึ้มบ่อยครั้งเพราะเมฆที่ลอยมาติดยอดเขา Halla ทำให้แสงที่นี่อ่อนๆทำให้ใบชาสีเขียวสวยไม่ซีดแดด ชาดีจริงๆไม่จกตา
Sinchang Windmill Coastal Road
ออกจากไร่ชาแล้วเราขับรถมุ่งหน้าสู่โซนตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะเจจู อันนี้เราแวะไวๆเดินดูกังหันลมที่ปักอยู่นอกชายฝั่ง เอาจริงๆสิ่งนี้เห็นได้ตลอดแนวชายฝั่งด้านเหนือของเจจู
Arte Museum Jeju
อยู่ๆเจจูก็ฟ้าครึ้มหลังจากช่วงเช้าแดดสาดส่องถึงลำไส้ แต่ไม่เป็นไรครับ เจจูเค้าพร้อมทุกสถานการณ์ ถ้าฝนตกให้เข้าร่ม ใกล้ๆกันนี้มี Arte Museum
แฟรนไชส์นี้มีอยู่หลายที่ทั่วโลกเลยครับ เช่นลาสเวกัส นิวยอร์ค ดูไบ แต่รู้ไหมว่าที่เจจูนี่แหละคือสาขาแรก เจ้าของเค้าคือบริษัทที่กรุงโซลแต่เค้าเลือกเปิดที่นี่ก่อนในเดือนกันยายน ปี 2020 นับเป็นคู่แข่งของ teamLab ที่เข้ามาเปิดตลาด borderless digital art ก่อน
เอาจริงๆถ้าเดินนั่งดูเพลินๆอยู่ที่นี่ได้ครึ่งวันเลยนะ เพราะว่าบางห้องเค้ามีโชว์หลายโชว์ให้เฝ้าดู คนชอบดูภาพวาดของศิลปินระดับโลกก็น่าจะชอบเพราะว่าเค้าเอามาขยายขึ้นกำแพงให้ดูไปเลย แนะนำว่าให้ไปครับ ราคาไม่แพงมาก เริ่มต้นที่ 18,000 วอน ประมาณ 360 บาท
Geumneung Beach
ไปต่อเพื่อเช็คอินที่โรงแรมติดทะเลที่หาด Geumneung หาดทรายขาวน้ำใสปิ๊ง ในที่สุดก็ได้เอาเท้าจุ่มน้ำแล้ว น้ำทะเลแถวนี้นี่เย็นเจี๊ยบ แต่แช่ไปซักพักมันก็ชินนะ คนเกาหลีมาเที่ยวกันเยอะมาก ทุกคนก็วิ่งเล่นกันสนุกสนาน บางครอบครัวเล่นหาหอยตามโขดหิน ดูชีวิตเค้าดี๊ดีครับ
เล่นน้ำจนเหนื่อยไปหาข้าวกินแล้วยังกลับมาดูพระอาทิตย์ตกทันอยู่ วันนี้ฟ้าระเบิดเป็นวันแรกของทริปเลย
Day 6
เช้าวันนี้ยังออกไปเดินเล่นริมทะเลที่ Geumneung Beach ที่เดิม มองจากห้องนอนเห็นกังหันลมผลิตไฟฟ้าไกลๆกับหินที่ล้อมเอาไว้ดักปลาที่ว่ายเข้ามาในช่วงน้ำขึ้นแล้วพอน้ำลงก็ติดหินกลับลงทะเลไม่ได้
Hyeopjae Beach
เลยจากหาด Geumneung มานิดเดียว จริงๆเดินมายังได้ หาด Hyeopjae คึกคักกว่ากันเยอะเลย แต่ทะเลก็สวยเหมือนกัน หาดตรงนี้เดินลงไปในน้ำได้ไกลมากเหมือนกัน น้ำสวยมาก
ตึกนี้มีร้าน Starbucks หรือร้านไก่ทอดที่ไปนั่งดูวิวได้ด้วยนะครับ มองจากข้างบนยิ่งเห็นสีของน้ำชัดเจน
Gwakji Beach
ขับรถไปเรื่อยๆเพื่อมุ่งหน้าสู่ Jeju City แต่ก็แวะตามทางไปเรื่อย และที่ต่อไปคืออีกหาดที่โคตรสวย ตรงนี้เห็นกังหันได้ชัดมากและหาดทรายก็ขาวสวย คนแทบไม่มี ส่วนตัวมากๆ
แล้วถ้าเดินไปทางขวาอีกหน่อยตรงนี้ยิ่งเงียบเข้าไปอีก น้ำทะเลเย็นเจี๊ยบ
Aewol the Sunset
แวะกินข้าวที่ร้าน Aewol the Sunset ร้านสวยวิวดีอาหารอร่อย ที่นี่นอกจากเป็นร้านอาหารแล้วยังเป็นโรงแรมด้วยครับ
Aewol Cafe Street
Aewol-eup ที่ในแผนที่ปักว่า cafe street ตรงนี้ดูเหมือนจะไม่มีหาดทรายให้ลงไปเดินเล่น แถวนี้มีคาเฟ่ให้เลือกนั่งตามใจชอบ แต่เราก็พึ่งกินข้าวมาด้วยสิ
เลยไปนั่งในร้าน Bomnal ที่อยู่ริมทะเลเลย กินน้ำซักแก้วก่อนไปต่อกัน พยายามหาเมนูน้ำไม่มีน้ำตาลยากมากเลยที่เจจู
Ihoteu Beach
ประภาคารอะไรหน้าตาน่ารักแบบนี้ มีม้าแดงม้าขาว ตอนแรกมาจอดรถที่ริมหาดมันค่อยข้างไกลเลยย้ายไปจอดตรงหน้าประภาคารเลยครับ
ที่นี่เป็นหนึ่งในประภาคารที่มีตราปั๊มสำหรับคนที่มาเก็บแต้มตราประทับกัน ตอนนี้เราอยู่ใกล้เมืองเจจูแล้วครับ ยืนตรงนี้สามารถดูเครื่องบินลงจอดได้ด้วยแหละ
หลังจากนี้เราเข้าไปเช็คอินที่โรงแรมแล้วไปเดินดูในเมืองนิดหน่อย ซื้อของร้าน Olive Young เดินๆไปได้เสื้อหนึ่งตัว เดินจนแดดร่มแล้วเราไปเที่ยวต่อกัน
Dodubong Peak
เห็นนักท่องเที่ยวไปที่ Dodu Rainbow Coastal Road กันเยอะเลยแต่ผมเดินไปดูแล้วมันเหมือนกับที่ไปเห็นมาที่อื่นแล้วหลายที่เลยเปลี่ยนใจไปเดินขึ้นเขาเตี้ยๆ
เดินตามแผนที่ตรงที่จอดรถนี้เลยได้ครับ เดินไปที่เบอร์ 7 คือยอดเขา แต่ผมแวะไปดูเบอร์ 6 ก่อนนะ

ตรงเบอร์ 6 จะมองออกไปเห็นประภาคารกับพระอาทิตย์ตกแบบนี้เลย ถ้าใครชอบดูพระอาทิตย์มาดูตรงนี้ครับเพราะที่ยอดจะไม่เห็นพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
ที่บนยอดยืนดูวิวสนามบินที่มีแบคกราวด์เป็น Hallasan ย้ำอีกครั้งว่านี่คือภูเขาที่สูงที่สุดของเกาหลีใต้
Day 7
เช้าวันรุ่งขึ้นเราต้องเดินทางกลับแล้ว ก่อนหน้านี้ผมไม่อินเลยกับเกาหลี แต่หลังจากนี้คิดว่าจะให้โอกาสเค้ามากขึ้น คนเจจูใจดีพร้อมช่วยเหลืออัธยาศัยดี การจัดการเมืองที่มีระเบียบแต่ก็ยังเต็มไปด้วยเอกลักษณ์ของท้องถิ่น บ้านเมืองสะอาดสะอ้านการจราจรมีระเบียบ ธรรมชาติถึงจะไม่ยิ่งใหญ่แต่ก็ดีต่อใจไม่น้อย

วันนี้กราบลาไปก่อนถ้าอ่านแล้วถูกใจชอบใจฝากติดตามโพสอื่นและติดตามเพจจะได้ไม่พลาดโพสต์ในอนาคต https://www.facebook.com/nopeopletravelphoto สนับสนุนการทำงานของผมได้โดยการเลี้ยงน้ำเลี้ยงขนมได้ด้านล่างเลยครับ

































































































































































































































































































































































































































































































































































































































ความคิดเห็น