top of page

เที่ยวหยุนหนานฤดูใบไม้ผลิ - ตอนที่ 1 - ดอกไม้บาน ณ คุนหมิง

  • รูปภาพนักเขียน: Opp
    Opp
  • 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที
คุนหมิง หยุนหนาน ฤดูใบไม้ผลิ

เดือนที่เดินทาง - มีนาคม 2026


สวัสดีคนอ่านที่อาจจะมีอยู่น้อยนิดแต่เราก็ไม่ท้อนั่งพิมพ์คอนเท้นท์บันทึกเรื่องราวการท่องเที่ยวต่อไป รอบนี้ได้ไปเที่ยวประเทศจีนมาเพราะขี้เกียจจะไปทำวีซ่าเอาเงินไปให้ฝรั่ง ถ้าจีนเค้าต้อนรับให้เราไปฟรีๆเราก็ไปสิครับ อย่าให้เสียน้ำใจ แถมตอนนี้เที่ยวประเทศจีนง่ายกว่าสมัยก่อนมากข้อมูลก็มากขึ้น


รอบนี้เราไปมณฑลหยุนหนานที่ติดชายแดนทางใต้ของจีน ดีมากๆคือบินจากกรุงเทพไปแค่ 2 ชั่วโมงแล้วตอนนี้ราคาค่าใช้จ่ายถูกกว่าไปเชียงใหม่ซะอีก ตารางเที่ยวของเราเป็นแบบนี้เลยครับ


  • ตอนนี้ตอนที่ 1: 4 วัน คุนหมิง และ ลั่วผิง Kunming & Luoping

  • ตอนที่ 2: 2 วัน ต้าหลี่ และ หมู่บ้านโบราณชาซี Dali & Shaxi Ancient Town

  • ตอนที่ 3: 4 วัน ลี่เจียง Lijiang

  • ตอนที่ 4: 3 วัน แชงกรีล่า Shangri-la (Xianggelila)


การเดินทางในจีนแนะนำให้โหลดแอพแผนที่ AMAP ภาษาอังกฤษไว้เลยเพราะดีที่สุดแล้วในเวลานี้ การไปไหนมาไหนถ้าเดินไกลก็เรียกรถตลอดเพราะ Didi ราคาไม่แพงเลย


Day 1 ลงเครื่องที่คุนหมิง Kunming Old Street

ตอนนี้ผมจะบรรยายสถานที่เที่ยวในคุนหมิงราวกับว่าเราเที่ยวต่อกัน 4 วันแต่ในความเป็นจริงเราเที่ยวคุนหมิงตอนบินมาลงจีนและอีกนิดหน่อยก่อนบินออกจากจีนทำให้มีรูโหว่ตรงกลาง


เราลงเครื่องแล้วไปที่โรงแรมลิไรด์ เรด ที่อยู่ในเครือ Radisson พึ่งรู้ตอนนี้เองว่าในโลกนี้มี Radisson Red ด้วยเพราะเคยได้ยินแต่ Radisson Blu โรงแรมนี้ตั้งอยู่บนถนน Yuantong ใกล้ๆกับ Yuantong Temple มาถึงแล้วบ่ายแก่ๆแล้วเก็บกระเป๋าแล้วออกไปเดินเที่ยวทันที แค่มองจากหน้าต่างตรงทางเดินหน้าห้องก็ตื่นเต้นแล้วอ่า


ถนนหยวนทงหน้าโรงแรมมีปลูกต้นซากุระ หรือภาษาจีนเรียกว่า อิงฮวา เป็นแถวตลอดถนนเลย และช่วงกลางเดือนมีนาปีนี้เค้าบานสะพรั่งเต็มต้นพอดีเลย เหมือนถูกหวยยังไงยังงั้น ดอกซากุระที่คุนหมิงนั้นสีชมพูสดใสมาก ต่างกับซากุระที่ญี่ปุ่นที่สีอ่อนๆฟรุ้งฟริ้ง ถ่ายภาพออกมาแล้วสีชัดแบบไม่ต้องไปเร่งสีในคอมเลย


ตอนแรกก็กะว่าจะเดินไปเที่ยววัดหยวนทงกันแต่พอเดินมาถึงตู้ขายตั๋วก็ปิดหน้าต่างใส่หน้าเลยเพราะถึงเวลาปิดพอดี ก็มัวแต่หยุดถ่ายภาพกับดอกไม้ตลอดทาง จากจะมาทันกลายเป็นมาสาย เวลาทำการของวัดคือ 8 AM ถึง 5 PM นะครับ



ไม่เป็นไรเราไปเที่ยวที่อื่นก่อนแล้วค่อยกลับมาใหม่วันหลัง ดู AMAP บอกว่าจากตรงนี้ไปที่ Kunming Old Street ต้องเดิน 25 นาที แต่ว่าเดินจริงแล้วหลงนี่สิ เลยเมื่อยตั้งแต่วันแรก หลังจากนี้ถ้าเดินเกิน 10 นาทีเรานั่ง Didi ล้วน


พอเดินมาถึงเริ่มหิวพอดี เราเลยเริ่มด้วยการกินอาหารท้องถิ่นอย่างหม้อไฟเห็ดป่ากันก่อน เป็นการกินข้าวที่ใจตุ๊มๆต่อมๆเพราะพนักงานจะกำชับมากว่าอย่ากินจนกว่าจะบอกว่ากินได้เพราะต้องต้มเห็นอย่างน้อยเป็นเวลา 15 นาที


ร้านที่ไปอยู่ที่ Kunmin Old Street ร้านชื่อ Aishangjun Yeshengjun Hot Pot เดินมาไม่มีทางพลาดแน่นอนเพราะเห็ดเต็มหน้า ร้านนี้แหวกดูในแผนที่เอาเองเลยไม่รู้คืออร่อยที่สุดรึเปล่าแต่พนักงานบริการดี กินเสร็จแจกหมอนหนึ่งใบกลับบ้านด้วยแบบงงๆ


กินข้าวอยู่นานมากเพราะการกินจะมีพิธีการอยู่คือว่าต้มเห็ดเสร็จแล้วเค้าจะใส่เนื้อไก่ลงไปต้มอีกซักพัก แล้วก็เริ่มจากซดน้ำกินเห็ดกินไก่ก่อนจะเอาเครื่องอย่างอื่นลงไปใส่ พอซดน้ำจนพอใจแล้วเค้าก็จะเติมน้ำซุปให้เพิ่มแล้วเราก็เริ่มกินตามใจได้แล้ว


กินข้าวเสร็จฟ้ามืดไปแล้วเลยเดินดูบ้านเมืองประดับไฟนิดหน่อยก่อนทุกคนจะเริ่มตาปรือเพราะวันนี้เดินทางมาทั้งวันเลย วันนี้พอแค่นี้ก่อนเพราะไม่อยากป่วยตั้งแต่วันแรก

Day 2 จ้างคนขับรถไปลั่วผิง เที่ยวทุ่งดอกคาโนล่าที่ Jinji Peak

ก่อนจะมาเที่ยวไม่กี่วันก็ไถโซเชียลจนไปเห็นว่าช่วงนี้เป็นเวลาที่ดอกคาโนล่าบานเลยอยากไปลั่วผิงเพราะที่นี่ปลูกคาโนล่ากันทั้งหุบเขาแบบที่เหลืองไปทุกทิศทาง เราจ้างคนขับรถผ่านแอพ Trip.com ให้มารับที่โรงแรมตอน 8 โมงเช้าแล้วเดินทางไปประมาณ 3 ชั่วโมง มาคิดตอนนี้รู้สึกว่าควรจะนอนค้างที่ลั่วผิงซักหนึ่งคืนเพราะนั่งรถก็หมดเวลาไปเยอะแล้ว


จุดหมายแรกคือ Jinji Peak หรือยอดเขาไก่ทอง เมืองลั่วผิงเท่าที่เห็นค่อนข้างชนบทและไม่ค่อยมีความเจริญเท่าไหร่เน้นทำเกษตรกรรม แถวนี้มีภูมิประเทศแปลกมากเพราะมีเขาลูกเล็กๆเพียบเลยแล้วรอบๆเขาพวกนี้เค้าปลูกคาโนล่านี่แหละ

jinji peak luoping ลั่วผิง

คนขับรถก็ไปซื้อบัตรค่าเข้าให้ซึ่งรวมตั๋วรถไฟชมวิวที่วิ่งผ่านทุ่งดอกไม้เป็นเวลา 2 ชั่วโมง ดูให้ตาฉ่ำตาแฉะไปเลย


จากที่มองดูเหมือนว่าช่วงพีคของทุ่งคาโนล่านั้นผ่านไปแล้วเลยไม่ได้เห็นสีเหลืองเต็มพื้นที่ แต่ยังไงก็ยังได้เห็นทะเลดอกไม้อยู่บางจุดนะ


นั่งมาจนเห็นรถตู้ขายกาแฟขายชานมตรงนี้รถไฟจอดให้เราลงเดินได้ หรือถ้าไม่อยากเดินก็รออยู่ใกล้ๆแล้วขึ้นรถไฟกลับไปที่ทางเข้าได้เหมือนกัน


นั่งดูวิวอยู่ตรงนี้อยู่พักนึกรถไฟก็กดกริ่งเรียก


Luoping Jiulong Waterfalls

หลังจากนี้เราไปกินข้าวกันที่ร้านข้าวของชาวบ้านกัน อาหารก็ง่ายๆเลยครับแต่รสชาติก็ใช้ได้แค่ติดเค็มไปหน่อย หลังจากนี้นั่งรถไปต่อที่ Jiulong Waterfalls ที่เที่ยวระดับ AAAA ของลั่วผิง เส้นทางเดินเที่ยวที่คนขับเราพามาคือเข้าที่ประตูทิศตะวันตก (ximen) แล้วเดินลงเขาไปออกที่ทางเข้าหลักของอุทยาน ระยะทางเดินประมาณ 2 กิโลเมตรตามทางแม่น้ำและน้ำตกทั้ง 10 ชั้น ถ้าใครอยากเข้าทางหลักแล้วอยากมาถึงตรงนี้ก็ต้องเดินขึ้นเขามานะครับ


เดินมาแป๊บนึงจะเจอน้ำตกใหญ่ชั้น Qingren ตรงนี้มีให้เช่าชุดชาวเผ่า ไม่แน่ใจว่าใช่เผ่าปู้อี หรือปู้ใหญ่มั้ย พยายามหาข้อมูลแต่ก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่


เดินต่อมาอีกหน่อยก็เริ่มเห็นทางออกแล้วครับ ตอนแรกมาถึงก็งงๆว่าที่นี่คือที่ไหนเพราะตอนจองรถอยากแค่ไปดูทุ่งดอกไม้ แต่พอมาถึงตรงจุดที่มองเห็นน้ำตกสวยๆนี้แล้วก็ดีใจเลยที่ได้มา แถมตอนนี้ก็ยังมีดอกซากุระบานคู่กับน้ำตกอีกด้วย จุดที่ถ่ายภาพนี้มีทางแยกระหว่างลงไปทางออกหรือเดินขึ้นเขา (เท่ากับที่เดินลงมาทั้งหมด) เพื่อไปที่จุดชมวิวมุมสูง

jiulong waterfall น้ำตกเก้ามังกร ลั่วผิง

แล้วคนอย่างเราที่ถ้าไม่ไปจะสงสัยไปอีกหลายเดือนก็ต้องเดินขึ้นไปน่ะสิ ทำเอาหอบอยู่นะครับ แต่วิวก็สวยคุ้มเหมือนกัน มองไปเห็นจนน้ำตกแรกนู่นเลย ส่วนทางซ้ายยังมีทุ่งดอกคาโนล่าขั้นบันไดที่น่าจะเหลืองอ๋อยเต็มพื้นที่ถ้ามาที่นี่ซัก 1 - 2 อาทิตย์ก่อนหน้า ถ้าใครอยากมาแต่ไม่อยากเดินเหมือนว่าเค้ามีบริการบันไดเลื่อนจากตรงจุดชมวิวหลักด้านล่างขึ้นเขามาได้เลยนะ แถมตอนลงมีสไลเดอร์ด้วย คือประเทศจีนเอาใจคนไม่ชอบเดินมากๆ


พอลงมาใกล้ๆทางออกแล้วยิ่งสวยเพราะน้ำตกตรงนี้ซ้อนกันหลายชั้นจากสูงไปต่ำ


เดินๆอยู่ฝนเริ่มตก จากตรงนี้ยังต้องเดินอีก 1 กิโลเมตรเพื่อไปที่ทางออก มองไปเห็นมีบริการรถกอล์ฟต้องเสียเงินขึ้น แต่ราคามันไม่แพงอ่ะเลยจ่ายๆไปเพราะเดินไกลอยู่ อยากกลับคุนหมิงไปกินข้าวแล้ว


พอขึ้นรถแล้วคนขับบอกว่าจะไปเที่ยวที่สุดท้ายกัน แต่ตอนนั้นมัน 5 โมงเย็นแล้ว ต้องขับกลับอีก 3 ชั่วโมง พี่คนขับใจแข็งเกิน เราเลยบอกเค้าว่าพอแล้วไม่เอาแล้ว พากลับคุนหมิงเถอะเพราะตามที่จองรถมาเค้าให้เวลาเรากับคนขับ 10 ชั่วโมงต่อวัน แต่นี้ก็จะเกินแล้ว


มาถึงคุนหมิงแล้วบอกให้พี่คนขับไปส่งที่ Kunming Old Street เพราะจำได้ว่าร้านข้าวเยอะดีและเราจบวันของเราที่นี่อีกครั้ง

Day 3 Yuantong Temple และ Nanping Pedestrian Street

เช้านี้เพื่อไม่ให้พลาดอีก เราเลยรีบพุ่งไปที่วัดหยวนทงหลังจากกินข้าวเช้าที่โรงแรมเสร็จ ถนนหยวนทงหน้าวัดก็ยังสวยเหมือนเดิม ในวัดก็เป็นต้นซากุระบางสะพรั่งเช่นกัน สวยเว่อ


วัดหยวนทง เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในเมืองคุนหมิง มีประวัติยาวนานมากว่า 1,200 ปีตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังนู่นเลย ต่อมาในราชวงส์กะละมังหม้อ ผ่าม! ราชวงศ์ชิงถึงกลับมาบูรณะใหม่หลังจากถูกทิ้งให้เสื่อมโทรมมาหลายร้อยปี จุดเด่นของวัดคือมีศาลาแปดเหลี่ยมกลางน้ำที่มีประดิษฐานองค์เจ้าแม่กวนอิมหยกอยู่ ศาลานี้ดูเก่าและขลังมาก


ผู้คนนิยมมาขอพรเรื่องความสงบสุข ครอบครัว การงาน รวมถึงเรื่องความรักและการขอบุตรด้วยนะครับ


*หลังจากตรงนี้จริงๆแล้วเรานั่งรถไฟไปเที่ยวเมืองอื่นๆอย่างต้าหลี่ ลี่เจียง และ แชงกรีล่ากัน ก่อนจะนั่งรถไฟกลับมาในอีกหลายวันให้หลัง ผมเลยเอาตอนบ่ายๆของวันที่กลับมาถึงคุนหมิงมาต่อตรงนี้เลยนะเพราะไม่งั้นจะข้ามไปข้ามมา


Kunming Old Street, Nanping Pedestrian Street, Nanqiang Pedestrian Street

กลับมาต่อที่ Kunming Old Street อีกแล้วเพราะมากี่ทีก็ได้เดินนิดๆหน่อยๆ เริ่มจากตึกแลนด์มาร์คที่คนมาถ่ายรูปกันเยอะมากอย่างที่ Yunnan Monument to the People's Heroes เป็นตึกแบนๆผอมๆคู่กันสองฝั่ง ไม่รู้ทำไมคนชอบถ่ายรูปตรงนี้เหมือนกันนะ


หลังจากนั้นเดินไปที่ Jingxing Street ที่จะตัดไปเจอกับถนนหนานผิง ที่ Nanping Square ล้อมรอบด้วยห้างใหญ่สำหรับคนชอบซื้อของชอบช็อปปิ้งด้วยไม่ว่าจะเป็นร้านเสื้อผ้าแบรนด์จีนแบรนด์ฝรั่ง แต่ด้วยความที่ผมใส่แต่เสื้อยูนิโคลเลยไม่รู้จักเท่าไหร่เลย


ที่ซุ้มประตูจงอ้าย (Zhong'ai) มีดอกป๊อปปี้หลากสีสันปลูกอยู่เยอะ ชอบดอกนี้มากเห็นตั้งแต่ตอนนั่งรถแท๊กซี่จากสนามบินว่าเค้าปลูกข้างทาง สีสวยน่ารัก


เดินลงใต้มาอีกจะเจอกับ Jinbi Square จตุรัสที่มีซุ้มประตูสองอันประจันหน้ากัน ทางทิศตะวันออกคือ Jinma หรือม้าทอง กับทางตะวันตกคือ Biji หรือไก่หยก กลับมาบ้านพึ่งเห็นว่าไม่มีรูปประตูไก่เต็มๆแต่มีภาพประตูไก่ลอดรูประตูม้านะครับ


ด้านหลังจตุรัสเป็นตลาดอีกที่นึงที่เหมือนเค้าเน้นขายของเกี่ยวกับการดื่มชา


เดินต่อไปอีกหน่อยที่ถนนหนานเฉียง ที่ตรงนี้เดินมั่วๆมาเจอด้วยเพราะไม่เคยเห็นใครพูดถึง ต้องหยุดเดินเข้าไปดูเพราะโคมสีชมพูสวยแบบนี้ไม่เคยเห็นเลย แล้วมองเห็นตึกสมัยใหม่ของคุนหมิงจากตรงนี้ได้ด้วย


แนะนำร้านอาหารแถวนี้ครับ ร้านที่กินเย็นนี้คือ Shangjun Shan Yunnan Wild Niuganjun Hot Pot เป็นร้านหม้อไฟเห็ดป่าอีกร้านที่ผมว่าอร่อยกว่าร้านที่กินวันแรก


ส่วนอีกร้านเป็น Crossing-the-bridge noodles หรือก๋วยเตี๋ยวข้ามสะพาน ร้านชื่อ Jianxinyuan Guoqiao Rice Noodles ร้านนี้ไม่ได้กินในเมืองแต่กินที่สนามบินก่อนกลับบ้านแล้วมันอร่อยจนสงสัยว่าทำไมไม่ได้กินร้านนี้ในเมือง น้ำซุปเค้าพิเศษกว่าร้านอื่นเพราะมีความพริกไทยถึงๆถูกใจคนชอบรสชาติแบบคนไทยอย่างเรา


คืนนี้จบลงเท่านี้ เช้าวันถัดไปคือวันสุดท้ายที่คุนหมิงแล้วครับผม

Day 4 Huanggong East Street และ Cuihu Park

เช้าสุดท้ายของเราในคุนหมิงเลยได้แต่เที่ยวแถวโรงแรม เอาจริงโรงแรมนี้ไม่แพงมาก และอยู่ใกล้ที่เที่ยวเยอะมาก แนะนำเลยครับ


ชื่อถนนตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ หวงยวี่อิง วีรบุรุษผู้มีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติซินไฮ่ที่โค่นล้มราชวงศ์ชิงลง ที่ตรงนี้ยังมี Yuying Park ที่ตั้งชื่อตามบุคคลเดียวกันอีกด้วย


สิงโตหินตัวนี้น่าสงสารมาก :(


แถวนี้มีป้ายสถานีรถไฟคุนหมิงจำลองที่เป็นจุดเช็คอินของนักท่องเที่ยว




Cuihu Park

ติดๆกับ Huanggong East Street สามารถเดินไปที่ Cuihu Park หรือทะเลสาบมรกต สวนสาธารณะที่สร้างบนทะเลสาบที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ในสวนมีการแบ่งโซนปลูกดอกไม้ตามฤดูกาลไว้สำหรับคนรักดอกไม้


เป็นสวนสาธารณะสวยๆเหมาะกับการพักผ่อนก่อนเดินทางไกลกลับภูมิลำเนากัน อย่างที่เกริ่นไว้ ตอนนี้เป็นตอนแรกของการเที่ยวหยุนหนานของผมเท่านั้น อย่าพลาดอ่านตอนต่อๆไปเพราะว่ายิ่งเดินทางขึ้นเหนือเท่าไหร่ อะไรๆก็ยิ่งสวยล้ำมากขึ้น


ถ้าถูกใจกับบล็อกผมฝากติดตามเพจของผมด้วยนะครับ หรือถ้าไม่ลำบากเกินไปเลี้ยงน้ำเลี้ยงกาแฟผมได้นะครับ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับผม


ความคิดเห็น


อ่านสนุกได้ความรู้ สนับสนุนเป็นกำลังใจให้ No People Travel Photo
กำลังใจเล็กๆน้อยส่งแรงให้เราทำผลงานดีๆออกมา
Select an item (฿)

ขอบคุณสำหรับกำลังใจให้ No People Travel Photo

bottom of page