top of page

เที่ยวหยุนหนานฤดูใบไม้ผลิ - ตอนที่ 4 - แชงกรีล่า ไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่คือหน้าแรกของตำนานทิเบต

  • รูปภาพนักเขียน: Opp
    Opp
  • 28 นาทีที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที
shangri-la yunnan china แชงกรีล่า หยุนหนาน

เดือนที่เดินทาง - มีนาคม 2026


จากลี่เจียงมาสู่แชงกรีล่า นั่งรถไฟมาลงสถานที Shangri-La Railway Station เราเดินทางมาถึงตอนสุดท้ายของทริปหยุนหนานฤดูใบไม้ผลิกันแล้ว ก่อนจะไปต่อกับตอนนี้อย่าลืมอ่านตอนก่อนหน้านะครับ



Day 1 Dukuzong Ancient City เมืองโบราณตู้เค่อจง

รถไฟเรามาถึงสถานีประมาณบ่ายโมงครึ่ง ออกมาด้านนอกลมหนาวตีหน้าอย่างจัง สัมผัสได้เลยว่าอากาศเย็นและแห้งกว่าลี่เจียงที่จากมามาก ที่เมืองอื่นๆเข้าสู้ฤดูใบไม้ผลิแล้วแต่ที่นี่ยังมีกลิ่นอายของฤดูหนาวอยู่ ต้นไม้ที่กิ่งยังแห้ง ยอดเขาหิมะรอบด้าน คนใส่เสื้อกันหนาวกันเต็มยศ


อันดับแรกเราเข้าพักที่โรงแรมกันก่อน โรงแรม Lisiman Pu Yuegongyang Minsu โลเคชั่นค่อนข้างดีเดินไปที่เที่ยวประมาณ 5 นาที พอเก็บของอะไรแล้วเราก็ออกไปเดินเที่ยวกัน


เมืองโบราณตู้เค่อจง เมืองเก่าทิเบตที่ใหญ่ที่สุดและเก็บรักษาได้ดีที่สุดในจีน


"ตู้เค่อจง" ในภาษาทิเบตแปลว่าปราสาทสีขาว หรือเมืองแสงจันทร์เนื่องจากในสมัยก่อน บ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างด้วยดินสีขาวสะท้อนแสงจันทร์ยามค่ำคืนจนเมืองดูสว่างไสวเป็นสีเงิน ถนนหน้าโรงแรมกับวิวโคตรอลังการ

เมืองโบราณตู้เค่อจง แชงกรีล่า Dukezong ancient city shangri-la

เดินเข้ามากลางเมืองเพื่อไป Guishan Park กันครับ มองจากลานกลางเมืองขึ้นไปเห็นวัดต้าฝอ (Dafo Temple) เด่นเป็นสง่า หลังคาปิดทองเด่นเป็นสง่าเห็นได้จากแทบทุบมุมเมือง

เมืองโบราณตู้เค่อจง แชงกรีล่า Dukezong ancient city shangri-la

วัดต้าฝอ หรือวัดกุ้ยซาน เป็นวัดพุทธนิกายทิเบตที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของ จักรพรรดิคังซี ราชวงศ์ชิง เพื่อเป็นสถานที่พิมพ์คัมภีร์และประดิษฐานรูปพระพุทธเจ้า ตรงนี้เข้าฟรีนะครับแต่ต้องไปลงทะเบียนผ่าน QR โค้ดที่ตรงทางเข้า


ด้านบนวัดมีธงมนต์ สัญลักษณ์ของทิเบตแขวนอยู่เนืองแน่น ชาวทิเบตเชื่อว่าเมื่อลมพัดผ่านธง บทสวดและคำอธิษฐานบนผืนผ้าจะถูกพัดพาไปสู่สวรรค์และกระจายผลบุญไปทั่วทุกสารทิศ ยิ่งธงเปื่อยและซีดลงเท่าไหร่ คำอธิษฐานก็ได้ถูกส่งต่อไปมากเท่านั้น


ตู้เค่อจงเคยเป็นจุดพักกองคาราวานที่สำคัญที่สุดในเส้นทางค้าขายโบราณ เส้นทางสายชา-ม้า (Tea Horse Road) ที่เชื่อมหยุนหนานเข้ากับทิเบตและอินเดีย


แลนด์มาร์คสำคัญของเมืองคือกงล้อมนตราสีทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยความหนักทำให้ต้องใช้คนช่วยกันหมุนอย่างน้อย 8-10 คน ตามคำอธิบายคือต้องหมุนตามเข็มนาฬิกา 3 รอบเท่ากับการสวดมนต์นับล้านจบเพื่อความเป็นสิริมงคล


เดินรอบวัดแล้วลงมาเดินในเมืองด้านล่างต่อกัน เมืองไม่ใหญ่มากแต่มีซอกซอยให้ได้ค้นหากัน


เดินมาทางซ้ายของทางเข้าวัดไปเจอลุงผัดเนื้อขายอยู่ตะโกนโฆษณาลั่นว่าร้านลุงดังมากบนแอพหนังสือสีแดงเล่มเล็ก แล้วเชิญให้ชิมฟรี พอคนไม่กล้ารับกลัวโดนกดดันลุงแกบอกว่าชิมแล้วไม่ต้องซื้อ เดินไปที่อื่นโลด จะซื้อก็ไม่ขาย ทีนี้คนเลยซื้อใหญ่เลย


ในปี 2014 เมืองโบราณเคยเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ทำให้บ้านเรือนไม้เก่าแก่เสียหายไปมาก แต่ปัจจุบันได้รับการบูรณะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่โดยยังคงเอกลักษณ์สถาปัตยกรรมแบบทิเบตดั้งเดิมไว้


ร้านหมูแผ่นนี้อร่อย เป็นร้านเดียวที่ผมโดนตกให้ซื้อกลับบ้านหลังจากได้ชิมแล้ว เสียดายห่อนึงให้น้อยไปหน่อย


เดินต่อไปจนออกทางประตู Beimen ทางทิศเหนือ เพื่อจะไปที่ Baijisi วัดร้อยไก่ กันครับ


Baijisi จุดชมวิวเมือง

Baijisi วัดบนเขาที่อยู่ขอบเมืองโบราณตู้เค่อจงที่สามารถเดินมาจากตรงกลางเมืองได้เลยจะเป็นโซนที่พักต่อไปเรื่อยๆจนออกมาเจอเนินเขาโล่งๆ เดินต่อมาเรื่อยๆก็จะเห็นกับบันไดนี้ แล้วเดินขึ้นต่อไปได้เลย


ส่วนใหญ่ยอดเนินเขาต่างๆจะเป็นที่ที่ชาวทิเบตนิยมเอาธงมนต์มาผูกไว้ให้ลมบนเขาพัดโหมกระพือธงมนต์ นอกจากนวัตกรรมธงมนต์แล้วยังมีกงล้อสวนมนต์ติดกังหันลมอีกด้วย เอาแบบว่าไม่ต้องให้คนมาหมุนเลย แถวนี้เน้นการวางระบบอัตโนมัติการสวดมนต์


มองไปหลังเนินเห็นสถานีรถไฟแชงกรีล่า ส่วนหน้าเนินคือเมืองโบราณที่เราเดินจากมา


ตอนมาถึงวัดปิดไปแล้วนะครับ Baijisi แปลตรงๆคือวัดร้อยไก่ บนวัดเห็นมีไก่เดินอยู่ 3 ตัว ใกล้เคียงๆ


สาเหตุหลักที่เดินขึ้นเนินมาเพราะวิววัดกุ้ยชานทางกลางเมืองเก่าแบบนี้เอง วันนี้ฟ้าครึ้มเป็นอย่างมากอีกแล้วจ้า


ยืนรอไฟที่วัดเปิดอยู่นานมาก ถ้าจำไม่ผิดวัดไฟติดพร้อมกันทั้งสองหลังก็เกือบ 2 ทุ่มเข้าไปแล้ว รอบๆมืดตื๋อ จากตรงนี้เดินกลับลงไปหาข้าวกินในเมืองกัน กลางลานตอนกลางคืนคึกคักเนืองแน่นมาก ไม่น่าเชื่อว่านี่คือเมืองสุดขอบมณฑลหยุนหนาน

Day 2 Songzanlin Temple และ Napahai

The Little Potala Palace หรือพระราชวังโปตาลาน้อย คือฉายาที่ผู้คนต่างมอบให้กับวัดลามะซงจ้านหลิน เป็นเพราะสถาปัตยกรรมและรูปลักษณ์ของวัดมีความคล้ายคลึงกับพระราชวังโปตาลา กรุงลาซา ในเขตปกครองตนเองทิเบต


วันนี้เราจะเที่ยวที่นี่กันก่อนแต่เช้าจะได้คนไม่เยอะมาก นั่งรถ Didi มาที่ Songzanlin Scenic Area Tourist Center เพื่อซื้อบัตรค่าเข้ารวมค่านั่งรถบัสเพื่อเข้าไปด้านในกัน รถส่วนตัวจะเข้าไปถึงหน้าวัดไม่ได้นะครับ


ก่อนอื่นเราเดินรอบทะเลสาบหน้าวัดก่อน ไปหาที่ถ่ายรูปวัดสะท้อนน้ำกัน ทางเดินรอบทะเลสาบลาหมู่ยางชั่วความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ป้ายบอกว่าใช้เวลาเดิน 40 นาที ไปดูวิวกันครับ

วัดลามะซงจ้านหลิน แชงกรีล่า songjanlin temple shangri-la

เดินรอบทะเลสาบจะได้ภาพวัดจากหลายๆมุม ทั้งหน้าตรงที่ดูคล้ายหุ่นกันดั้มปู่ RX-78-2 นิดหน่อย ทั้งมุมด้านข้างที่ผมว่าเมฆเฉียงๆสวยกำลังดีเลย


วนมาถึงด้านหน้าพอดี เช้านี้แดงแรงผิดหูผิดตานะ แดดสะท้อนหลังคาปิดทองคำระยิบระยับ


วัดตั้งอยู่บนเนินเขาที่ระดับความสูงประมาณ 3,300 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เมื่อมองจากระยะไกลจะเห็นกลุ่มอาคารตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา เมื่อคืนที่บนเนินเขาวัด Baiji เราก็มองเห็นเหมือนกันนะ


บันไดข้างหน้ามี 146 ขั้น เหมือนไม่เยอะแต่ที่ความสูงระดับนี้อากาศน้อย ทุกคนค่อยๆเดินกันนะครับ


ลองโผล่เข้าไปดูตามวิหารต่างๆ ถ้าโชคดีอาจจะไปถึงตอนที่พระสวดมนต์พอดีด้วยนะ


วัดนี้เป็นวัดพุทธนิกายลามะแบบทิเบตที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลหยุนหนาน และมีความสำคัญในฐานะศูนย์กลางทางศาสนาและจิตวิญญาณของชาวทิเบตในแถบนี้ เช่นเดียวกับที่พระราชวังโปตาลาเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของทิเบต


ยืนบนยอดบันไดมองออกไปเห็นยอดภูเขาหิมะฉือข่าทางทิศตะวันตกที่หิมะยังขาวโพลน ตามธรรมเนียมชาวพุทธ ขึ้นมาถึงบนยอดบันไดแล้วต้องเดินวนซ้ายตามเข็มนาฬิกาเสมอ


มองข้างล่างว่าสวยแล้วพอขึ้นมาที่ลานหน้าวิหารใหญ่แล้วมันยากจะอธิบาย นี่เป็นครั้งที่ผมเองก็ยืนอยู่ใกล้ท้องฟ้ามากที่สุด ท้องฟ้าสีเข้มเพราะชั้นบรรยากาศบางเบา สีทองอร่ามที่ตัดกับสีฟ้าเข้ม เรื่องสำคัญอีกอย่างคือการกันแดด ไม่ว่าจะเสื้อผ้าหรือแว่นกันแดดสำคัญมาก


ด้านในวิหารใหญ่ตรงกลางห้ามพลาดทุกกรณี ด้านในตกแต่งอย่างวิจิตรสีสันฉูดฉาด มีรูปเคารพองค์เทพมากมาย


นอกจากนั้นยังสามารถเดินขึ้นบันไดตรงทางเข้าวิหารเพื่อไปที่ดาดฟ้าได้อีกด้วย ระหว่างทางยังมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามให้ได้ชมเช่นกัน แต่ด้วยความที่วัดนี้ยังอยู่ในประเทศจีน ไม่พ้นยังมีสถาปัตยกรรมแบบจีนปนมาด้วยอย่างเช่นกำแพงสีขาวที่มีรูปสลักมังกรแบบจีน อาจจะเป็น political statement ก็ได้


ขึ้นมาถึงดาดฟ้าแล้วมีแต่คำว่าโห ว้าว อะไรกันเนี่ย มันช่างจ้าซะเหลือเกิน วัดทิเบตโดยรวมสีและลวดลายสวยถูกจริตมาก มันทั้งประณีตทั้งดิบๆในเวลาเดียวกัน


เดินลงวัดแล้วเห็นแผนที่ถึงกับร้อง เพราะยังมีอีกหลายจุดมากๆที่ยังไม่ได้ไป แต่ตัดสินใจแล้วว่าแถวนี้ต้องได้เจอกันอีก เก็บไว้ก่อนจะได้ไม่เทในภายหลัง


แนะนำร้านอาหารสำหรับคนที่อยู่ในเมืองเก่าครับ กลับมาเอากระเป๋าที่โรงแรมก่อนย้ายไปโรงแรมหน้าแล้วร้านนี้อยู่ใกล้ๆ อร่อยๆ

เมืองโบราณตู้เค่อจง แชงกรีล่า Dukezong Ancient City shangri-la

Napahai - Yeluzi Cafe

บ่ายวันนี้เราไปเช็คอินที่โรงแรม Shili Xue Mountains And Plains Shezhuangyuan ที่ผมพิมพ์จีนคำอังกฤษคำไม่ใช่เพราะเป็นโรคประสาทแต่ว่าพิมพ์ตามชื่อโลเคชั่นใน Amap เวลาเพื่อนๆเสิชหาจะได้เจอ

napahai shangri-la

โรงแรมเค้าอยู่ติดที่ราบทะเลสาบแล้วเค้าเลี้ยงสัตว์น่ารักๆไว้เต็มเลย ตอนเช็คอินพนักงานบอกว่าค่าห้องรวมกิจกรรมในรีสอร์ทอย่างขี่ม้า หรือใส่ชุดคนทิเบตถ่ายรูป อันนี้เซอร์ไพร์สมากเลยตกลงไปถ่ายกัน ปกติไม่ค่อยชอบถ่ายภาพแต่ไหนๆเค้าแถม แพกเกจคือจะแถมฟรี 6 ภาพ ถ้าอยากได้หลายภาพต้องจ่ายเพิ่มเอง แต่พอถ่ายไปแล้วสวยดีมันก็เสียดายเลยเสียเงินให้เค้าจนได้ ถ่ายภาพนานอยู่แล้วมีสัตว์ในภาพด้วย ติดอย่างเดียว เค้าแต่งภาพให้หนักมากจนบางภาพเหมือนย้อนวัยไป 15 ปี ทำให้ดูตัวเล็กลงได้อีก แต่งภาพเก่งยอมรับเลย แต่ขอเค้าเดิมไว้บ้าง 555


ที่ถ่ายรูปนี้อยู่อีกโรงแรมนึงที่ดูเหมือนเค้าให้ใครเข้ามาก็ได้เพราะด้านในมีร้านกาแฟ Yeluxi Cafe หรือ Wild Deer Cafe วิวภูเขา Shika กับกวางป่าตัวใหญ่ เวลาจับตัวน้องจะทำตัวสั่นๆด้วย


คาเฟ่น่ารักมากแต่ว่าขนมไม่ค่อยอร่อย มานั่งดูวิวดูฟ้าดูภูเขาชิลมาก มันเพลินหนักจนนั่งถึงเย็นเลย เย็นวันนี้ลมแรงซะจนหน้าแห้งไปหมด ที่โรงแรมมีร้านอาหารรสชาติดีมากร้านนึงแต่ลูกค้ากลับไม่ค่อยมี

Day 3 อาทิตย์ยามเช้ากับ Shika Snow Mountain

เช้านี้สุดท้ายแล้วก่อนจะนั่งรถไฟกลับคุนหมิง 6 ชั่วโมง ผลของการค่อยๆกระดึ๊บๆมาทีละเมืองต้องยิงยาวตอนกลับรวดเดียว


ตื่นมาตอนเช้ามองออกไปนอกระเบียงเห็นแสงสีส้มอ่อนๆส่องไปที่เสาไฟบนสันเขา พาดลงมาที่ตีนเขา บรรยากาศวันนี้ความชื้นมาช่วยกรองแสงให้อ่อนนุ่มไม่เหมือนเมื่อวาน เปิดกระเป๋าหยิบกล้องออกไปถ่ายรูปตรงร้านกาแฟ Heidou Cafe คาเฟ่ถั่วดำ ไม่รู้หมายถึงเมล็ดกาแฟหรือถั่วดำจริงๆ 555


เช้านี้ลมสงบ ธงมนต์ยังไม่ไหวติง น้ำในทะเลสาบนิ่งสงบราบเรียบ จะกระเพื่อมก็เพราะเป็ดห่านเล่นน้ำ แสงสีส้มส่งลงมาแต่ตรงทุ่งหญ้าด้านหน้า เก็บงำภูเขาสูงไว้ในเงามืด คงไว้ซึ่งความลึกลับที่ยากจะหยั่งถึง


อารมณ์มันศิลปินขึ้นมาซะงั้น วันนี้เราต้องออกจากโรงแรมตอนเก้าโมงเพื่อไปขึ้นรถไฟตอน 10 โมง ลุ้นมากว่าจะได้เจอกับเหล่าอัลปาก้ามั้ยเพราะพนักงานบอกว่าเค้าปล่อยน้องออกจากคอกประมาณ 9 โมงครึ่ง แต่ก่อนรถจะออกประมาณ 10 นาทีน้องออกมาเดินกินหญ้าแล้ว จะเรียกน้องก็อาจจะไม่ถูกเพราะตัวสูงกว่าเราอีก เหลือก็แต่เจ้าตัวเล็กที่อาจจะต้องข้ามไปเรียกหลานเลย


ฤดูกาลสิ้นสุดแล้วสองเราต้องร่ำลา หมดเวลาของเราทั้งที่แชงกรีล่าและหยุนหนาน ฝากไว้มากมายซึ่งความทรงจำและเป้าหมายที่จะต้องกลับมาเยือน หวังว่าเพื่อนๆที่อ่านมาครบ 4 ตอนจะชอบและได้ประโยชน์จากเรื่องเล่าของผม ถ้าชอบภาพถ่ายของผมก็มาบอกเป็นกำลังใจได้นะครับ


ถ้าถูกใจกับบล็อกผมฝากติดตามเพจของผมด้วยนะครับ หรือถ้าไม่ลำบากเกินไปเลี้ยงน้ำเลี้ยงกาแฟผมได้นะครับ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับผม


อ่านตอนอื่นๆของทริป หยุนหนานได้ที่นี่เลยครับ


ความคิดเห็น


อ่านสนุกได้ความรู้ สนับสนุนเป็นกำลังใจให้ No People Travel Photo
กำลังใจเล็กๆน้อยส่งแรงให้เราทำผลงานดีๆออกมา
Select an item (฿)

ขอบคุณสำหรับกำลังใจให้ No People Travel Photo

bottom of page