เที่ยวหยุนหนานฤดูใบไม้ผลิ - ตอนที่ 3 - ลี่เจียง ประวัติศาสตร์มีชีวิต ภูเขาหิมะสูงเทียมฟ้า
- Opp

- 1 วันที่ผ่านมา
- ยาว 3 นาที
อัปเดตเมื่อ 13 นาทีที่ผ่านมา

เดือนที่เดินทาง - มีนาคม 2026
ตอนที่แล้วเราไปต้าหลี่มา วันนี้กลับมาเล่าตอนต่อหลังจากเรามาถึงลี่เจียงกันครับ จากตอนที่แล้วที่เราออกจาก Shaxi Ancient Town รถก็มาส่งเราที่ Lijiang ถ้าใครยังไม่ได้ดูตอนก่อนหน้าก็ย้อนกลับไปดูได้จากลิงค์นี้นะครับ
Day 1 Lijiang Old Town ยามค่ำคืน
โรงแรมที่จองไว้คือ Banshan Lishe Designer Inn with View and Garden ก็เพราะว่าเค้ามีระเบียงวิวสวย แต่ตอนจองก็ไม่รู้ว่ารถเข้าไปถึงหน้าโรงแรมไม่ได้แต่ที่โรงแรมก็ติดต่อเรามาผ่าน Trip.com แล้วบอกให้เราส่งข้อความบอกก่อนถึงเพราะเค้าจะส่งคนไปช่วยยกกระเป๋าจากจุดจอดรถมาที่โรงแรมโดยรถมาส่งได้ไกลถึงตรงหน้า Cultural Yard Jiefenglou แนะนำโรงแรมนี้เลยครับ พนักงานใจดีมากและบรรยากาศไม่พลุกพล่านแล้วตื่นมาอยู่ใกล้วิวสวยๆหลายที่ที่จะเอามาเล่าให้ฟังในตอนนี้ คอยตามอ่านนะครับ

ทางไปโรงแรมเป็นบันไดลงเขาไป ตอนมาถึงครั้งแรกมันนึกถึง Medina ของเมือง Chefchaouen ประเทศโมร็อคโค (ถ้ายังไม่เคยอ่านทริปโมร็อคโคเชิญลิงค์นี้เลยครับ) ด้วยความที่เป็นเมืองโบราณทางเดินหินแคบๆที่สร้างอยู่บนเนินเขาแล้วเมืองเก่าลี่เจียงก็กินพื้นที่ใหญ่ไม่มีกำแพงกั้นเหมือนที่เห็นที่โมร็อคโคเช่นกัน

นอกจากนี้ลี่เจียงยังเป็นเมืองโบราณในประเทศจีนหนึ่งเดียวที่ไม่มีกำแพงกั้นกับโลกภายนอก ประวัติศาสตร์ของเมืองอธิบายสาเหตุว่าตระกูลผู้ปกครองเมืองลี่เจียงในสมัยก่อนคือ ตระกูล "มู่" (木) ซึ่งคำว่า "มู่" แปลว่า "ไม้" หากมีการสร้างกำแพงล้อมรอบเมืองจะทำให้กำแพงเป็นรูปทรงเหมือนตัวอักษรจีนตัว "โข่ว" (囗) จะทำให้ตัวอักษร 木 ไปอยู่ใน 囗 กลายเป็นคำว่า "คุ่น" (困) ที่แปลว่า "ล้อมกรอบ" "ติดกับ" "ถูกทอดทิ้ง" หรือ "ลำบาก" สรุปก็คือคำไม่ดีนั่นเอง

มาถึงลี่เจียงก็เริ่มโพล้เพล้แล้วเราก็เริ่มออกเดินลงเขาเพื่อไปเที่ยวเมืองเก่ายามเย็นกัน ทางลงเขาเป็นหินถ้าฝนตกก็จะลื่นเล็กน้อย แต่เห็นร้านค้าเริ่มเปิดโคมไฟกันแล้ว
เดินลงบันไดมาประมาณ 5 นาทีก็ถึง Market Square หรือซื่อฟางเจีย แล้ว ตรงนี้คือคึกคักมาก ร้านอาหารบาร์มีแสดงดนตรีสดแบบเสียงตีกันประมาณ 5 ร้าน แล้วนักดนตรีไม่ได้แสดงให้แค่คนในร้านดูแต่ว่าเปิดหน้าต่างหันออกมาที่จตุรัสให้คนเดินถนนดูด้วย เรียกแขกเป็นอย่างมาก
เดินไปเจอกับซอย Guangyi Street Xianwen Alley หันไปดูแล้วโดนตกด้วยร่มที่ประดับด้านบนเลยเดินตามร่มนี่ไปเรื่อย
เดินหลงไปหลงมากว่าจะมาถึง Mufu เค้าก็ปิดซะแล้ว Mufu หรือ Mu Mansion คือคฤหาสน์ตระกูลมู่ผู้ปกครองลี่เจียงในอดีต ถึงจะอดดูแต่ก็ได้เดินดูเมืองสนุกอยู่นะ ร้านขายของจะซ้ำๆบ้างแต่ก็จะมีบางร้านที่ของน่ารักไม่ซ้ำคนอื่นให้ซื้อของที่ระลึกเยอะเลย
ถนนเส้นหลักในเมืองโบราณลี่เจียงคือคนแน่นมาก ถ้าอยากคนน้อยๆก็สามารถหลบไปหาซอยที่คนน้อยๆได้อยู่นะครับ
แต่คนเยอะขนาดนี้เล่นเอาเหนื่อยอยู่เหมือนกัน อยากเดินไปดูกังหันน้ำอันใหญ่ที่อยู่ตรงทางเข้าเมืองทางเหนือแต่เดินหลงจนเปื่อย ไปถึงคนเป็นล้าน เปื่อยจนไม่ได้ยกกล้องมาถ่ายรูปด้วยซ้ำ กลับโรงแรมนอนดีกว่าเพราะพรุ่งนี้ไปเที่ยวอีกเยอะ
Day 2 ภูเขาหิมะมังกรหยก Yulong Snow Mountain
วันนี้เราออกกันหกโมงครึ่งตอนฟ้ายังมืดอยู่เลยเพราะว่าเราจะไปเที่ยวภูเขาหิมะมังกรหยกกัน แล้วจองรถไฟแบบชมวิวไว้ต้องไปขึ้นรถไฟที่นอกเมือง Lijiang สถานีชื่อว่า Jade Dragon Snow Mountain Sightseeing Train New Visitor Station (Baisha)

จองตั๋วออนไลน์ได้จากลิงค์นี้เลยครับ พอซื้อทัวร์แล้วพนักงานทัวร์จะติดต่อเรามาทาง WeChat แล้วจะคุยกันทางนี้เท่านั้น พนักงานนี่จะส่งข้อความตามติดตลอดเวลาตั้งแต่ 1 วันก่อนจนจบวันว่าเราขึ้นรถมาสถานีรถไฟละยาง ขึ้นรถไฟละยาง ไปขึ้นกระเช้าละยาง โหตามขนาดนี้มาด้วยกันเลยเถอะ
ส่วนการไปที่เที่ยวต่างๆก็ต้องรักษาเวลานิดนึงครับเพราะว่ามันมีเวลาต้องมาขึ้นกระเช้าไปแต่ละที่อยู่ซึ่งมาช้าได้นิดหน่อย ป้ายบอกทางค่อนข้างชัดเจนนะครับ รถไฟจะมาส่งเราที่ visitor center เลย

ที่แรกที่ไปถึงคือ Spruce Meadow หรือหยุนซานผิงที่จะต้องต่อแถวขึ้นรถบัสแล้วก็ไปขึ้นกระเช้า ตอนมาถึงฟ้าอึมครึม moody ที่สุดในโลก ภูเขาเราเลยดูน่าเกรงขามเป็นอย่างมาก
ด้วยความที่มาถึงเช้ามากแล้วยังไม่ได้กินข้าวเลย แต่ไม่ต้องกลัวที่นี่เมืองจีน ไม่ว่าธรรมชาติจะโหดแค่ไหนก็มีร้านขายข้าวคอยให้บริการ พอขึ้นกระเช้ามาแล้วจะต้องเดินอีกหน่อยเพื่อมาถึงวิวตรงนี้นะครับ แต่ถ้าไม่อยากเดินก็สามารถจ่ายเงินค่านั่งรถกอล์ฟได้เหมือนกัน มันมีทางเดินอยู่นะครับแต่ผมไม่ได้เดินไป ยืนดูแต่ตรงที่ลานข้างหน้า มองดูแล้วไม่น่าสวยกว่าดูจากตรงนี้ ผมพลาดอะไรไปรึเปล่า
ไปต่อกันครับ นั่งกระเช้ากลับลงมานั่งรถบัสกลับมาที่ visitor center แล้วเดินตามป้ายไป Glacier Park ที่ต้องนั่งรถบัสไปขึ้นกระเช้าอีกรอบนะ
ตอนยืนรอขึ้นกระเช้ามีหิมะโปรยปรายลงมา ตื่นเต้นอยู่นะชีวิตนี้เป็นครั้งที่สองที่หิมะตกลงมาจากฟ้าแล้วครั้งก่อนหน้าคือกำลังขับรถอยู่กลัวมากกว่าสวย 555 รออยู่ซัก 15 นาทีก็ได้ขึ้นกระเช้าแล้ว กระเช้านี้สูงมาก สูงจนใจหวิวๆ มองออกไปข้างนอกแล้วก็ได้แต่สงสัยว่าคนที่เค้ามาก่อสร้างกระเช้าเค้าจะลำบากแค่ไหน ต้องขอบคุณเค้าเหล่านั้นที่ทำให้เราได้มาเที่ยวที่สวยๆแบบนี้
หิมะหนาๆสีขาวจั๊วตัดกับสีดำของหิน ภาพทุกภาพที่ถ่ายมาไม่ใช่ภาพขาวดำแต่มัน Monotone เอง

ที่สถานีกระเช้าอยู่ที่ความสูง 4,506 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลแล้วนะครับ หลายๆคนต้องเอากระป๋องออกซิเจนมาพ่นใหญ่แต่กลุ่มเราไม่มีใครเป็นอะไรนะเลยเอามาพ่นเล่นหมด จริงๆทางเดินไปต่อได้ถึงจุดที่สูง 4,680 เมตร แต่ว่าเหมือนฤดูนี้เค้ายังไม่เปิดให้เดิน หิมะท่วมทางเดินและเค้ากำลังกวาดหิมะกันเป็นการใหญ่ จะเห็นภาพที่หิมะท่วมเก้าอี้เลย
สูงขนาดนี้ยังมีนกตัวน้อยๆมาเกาะได้อีก ด้วยความที่มีกระเช้าทำให้คนขึ้นมาเที่ยวกันได้เยอะมากครับ ที่จริงหลายๆที่ควรทำนะเพราะไม่ใช่ทุกคนที่เดินได้หรือเดินไหว อย่า gatekeep กันเลยทุกคน ที่สวยๆต้องแบ่งปัน
จากตรงสถานทีกระเช้ายังสามารถเดินขึ้นไปได้อีกหน่อยนะครับ ตอนนี้ตื่นเต้นกับความที่มันขาวไปหมด ถ่ายรูปแล้วมินิมอลมาก คุมโทนมาก วันนี้ฟ้าปิดนะครับแต่แบบนี้ละโคตรเท่เลย ยอดเขามัวๆลึกลับ
ยืนหนาวอยู่แป๊บนึงเราลงไปกินมาม่ากันที่สถานีกระเช้าชั้นล่าง สำหรับคนที่กลัวหนาวสามารถเช่าเสื้อกันหนาวเพิ่มได้จากหลายๆจุดนะครับ เค้าจะเก็บค่ามัดจำตัวละ 300 หยวน เวลาเอาเสื้อไปคืนที่จุดไหนก็ได้เหมือนกันเค้าจะคืนเงินให้

ที่สุดท้ายเราไปกันที่ Blue Moon Valley หรือหลานเยว่กู่ แม่น้ำที่ละลายจากธารน้ำแข็งที่ไหลลงมาเป็นสีฟ้า นั่งรถบัสจากตรงสถานี Glacier Park ได้เลย จริงๆแล้วตรงนี้ใกล้ๆกับสถานี Spruce Meadow ที่ไปมาเมื่อเช้าด้วยแต่ว่าต้องรีบมากระเช้าอีกที่เลยต้องกลับไปกลับมา
ตรงนี้คนมาถ่ายภาพแต่งงานเยอะมาก มันก็สวยจริงๆนั่นแหละ การเดินเที่ยวก็ง่ายๆครับ เดินตามแม่น้ำไปก็จะไปเจอสถานีขึ้นรถบัสกลับไปที่ Visitor Center
วันนี้หมดเวลาแล้วและเมื่อยขาสะสมมาก เย็นนี้เราเลยไปนวดกันที่ร้านนวดใกล้ๆเมืองโบราณ กินก๋วยเตี๋ยวก่อนกลับไปพักผ่อนกัน

Day 3 สระมังกรดำ เมืองโบราณไป๋ชา และช่องเขาเสือกระโจน
บางสถานที่ผมก็พึ่งรู้ว่ามีชื่อไทยด้วย วันนี้ตารางอัดแน่นโคตร แน่นจนต้องขอให้คนขับรถพากลับโรงแรม วันนี้เราจ้างคนขับรถทั้งวันเพราะจะไปหลายที่ คนขับก็แบบตื่นเต้นมากอยากพาไปเที่ยวจุกๆ เค้าบริการดีนะ และเค้าเป็นคนเผ่าพื้นเมืองชาวน่าซีด้วย
ก่อนไปเที่ยววันนี้มีโอกาสได้ถ่ายภาพยามพระอาทิตย์ขึ้นที่โรงแรมก่อน สวยจริงๆแถมห้องก็ดีราคาก็ถูก
วันนี้เริ่มวันได้ดีเห็นภูเขาหิมะมังกรหยกจากลี่เจียงได้ด้วยนะครับ

สระมังกรดำ หรือ เฮหลงถ่าน จุดแลนด์มาร์กที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในลี่เจียงเลยนะครับ ตรงนี้ถ้าไม่นั่งรถมาก็สามารถเดินมาได้จากตรงที่เป็นกังหันน้ำยักษ์แค่ 15 นาที ตอนมาถึงคนขับทำท่าเหมือนต้องซื้อตั๋วแต่ปรากฏว่าเข้าฟรีครับ สงสัยมาถึงก่อนคนเฝ้าประตู

คนขับรถชาวน่าซี (Naxi) เล่าว่ามีตำนานว่ามีมังกรดำอาศัยอยู่ในสระน้ำแห่งนี้ คอยรักษาบ่อน้ำให้อุดมสมบูรณ์ให้คนลี่เจียงใช้ประโยชน์ ชาวบ้านเลยสร้างศาลเจ้าและศาลาขึ้นมาบูชา สระน้ำใสสะอาดเพราะมาจากหิมะที่ละลายลงมาจากภูเขาหิมะมังกรหยก
วันนี้แต้มบุญถึงเห็นภูเขาด้วย วันไหนเมฆจัดๆภูเขาไม่มานะครับ
มุมมหาชนมันต้องมีสะพานสั่วชุ่ยที่มี 5 โค้ง และศาลากลางน้ำเต๋อเยว่ แปลว่าศาลาคว้าพระจันทร์ ได้เห็นมุมนี้ก็ฟินแล้วบินกลับบ้านได้เลย แล้วไม่ใช่ทุกวันนะครับที่จะเห็นภูเขาจากตรงนี้ แต้มบุญต้องแน่นก่อนมาเที่ยวตรงนี้
ศาลาเต๋อเยว่คือสีสวยมากเลย วันนี้แสงสวยอากาศดี โคตรเป็นใจ นับว่าเป็นไม่กี่วันเลยที่แดดสวย
นอกจากแลนด์มาร์คสวย บรรยากาศต่างๆเหมาะแก่การพักผ่อนมากครับ
ตรงทางออกทิศตะวันตกเฉียงเหนือมี Lijiang Museum ที่นิทรรศการหลักๆเกี่ยวกับวัฒนธรรมของชาวน่าซี ชนเผ่าพื้นเมืองของเมืองลี่เจียง และด้วยความที่คนขับเค้าเป็นคนน่าซี เค้าเลยอยากให้เข้าไปดู สนุกดีนะครับ มีคำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษด้วย

วันนี้ได้เรียนรู้ว่าภาษา Naxi นั้นเป็นแบบอักษรภาพหรือ Pictograph หมายถึงภาษาที่ใช้รูปภาพแทนความหมาย เช่น ภาพเขียนผนังถ้ำหรืออักษรภาพอียิปต์โบราณ ภาษาเค้าน่ารักอยู่นะ เช่นบางตัวที่เห็นในตารางนี้ คำว่าตั้งครรภ์คือมีคนตัวเล็กอยู่ในพุงคนตัวใหญ่ ภาพวัวภาพแกะก็วาดสวยเชียว
ชาวน่าซีที่อยู่ในเขตปกครองตนเองที่ Yulong Lijiang ตอนนี้ถูกบันทึกว่าย้ายถิ่นฐานมาจากบริเวณที่ปัจจุบันคือมณฑลกานซู่ และแถวๆทะเลสาบชิงไห่ ปัจจุบันมีชาวน่าซีอยู่ที่ลี่เจียงกว่า 300,000 คนทีเดียว

ถ้าใครนึกไม่ออกว่าชาวน่าซีเค้าเป็นไงคือจะเห็นผู้หญิงใส่ชุดแบบทางซ้ายเดินไปเดินมาในเมือง นั่นแหละคนน่าซี
Baisha Ancient Town เมืองโบราณไป๋ชา
ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากในพิพิธภัณฑ์แต่ผมเก็บไว้ให้ทุกคนไปดูเองบ้างละกัน ใช้เวลาไม่เยอะแถมใกล้ที่เที่ยวด้วย
เรานั่งรถไปที่ต่อไปกันที่ไป๋ชา เมืองโบราณทางเหนือของลี่เจียง แถวๆเมืองนี้มีร้านกาแฟสวยๆเยอะเลยแต่จากที่สังเกตดูช่วงปลายเดือนมีนาคมดอกไม้มันยังไม่สวยอ่ะแถมหญ้าแห้งๆด้วย เลยบอกคนขับว่าเราไปเที่ยวเมืองเก่าเลยก็ได้ ไปหาร้านกาแฟสวยๆในตัวเมืองดีกว่า

เมืองนี้ไม่ใหญ่มากแต่ว่าก็น่ารักมากนะครับ มีบ้านที่เป็นเหมือน workshop ทำงานฝีมือท้องถิ่นให้เดินดูฟรีอยู่ 2-3 ที่แล้วงานฝีมือคือสวยวิจิตรมาก ผมแนะนำพวกนี้นะ
Shuxiang Jinxiu และ Baisha Jinxiu Art Yard - ทั้งสองเป็นบ้านที่มีสวนกลางบ้านที่มีจัดแสดงงานปักผ้าแบบจีน มันสวยมากแต่เค้าไม่ให้ถ่ายภาพมา ไปดูเองนะ งานชิ้นใหญ่ราคาจะแพงมาก แต่ที่ที่สองจะมีของที่ระลึกเล็กๆราคาไม่แรงด้วยนะ
เดินตามถนนมาเรื่อยๆจนเจอ Baisha Memorial Archway ประตูที่มี mural หรือภาพวาดฝาผนังสไตล์ Naxi สวยน่ารักอยู่ด้วย เดินเข้าประตูไปเพื่อไปหาร้านกาแฟร้านที่ผมว่าวิวโคตรสวย
ร้านนี้มีชื่อว่า Yiwatang Coffee Shop ความล้ำคือเค้ามีระเบียงให้ออกมาถ่ายภาพกับประตูเมืองกับภูเขาหิมะมังกรหยกแบบนี้เลย
เนื่องจากระเบียงมีที่เดียวร้านเค้าเลยมีนโยบายเปิดลำโพงประกาศในร้านให้ลูกค้าต่อคิวกันถ่ายรูป ถ้ามาคนเดียวให้ถ่ายได้ 3 นาที มา 2 ได้ 6 นาที ถ้าใช้เวลาเกินก็จะเปิดเสียงนี้กดดัน 5555
ตัวมาสค็อตของลี่เจียงคือเจ้าหว่าเมา (Wamao) เป็นรูปปั้นแมวหน้าตาประหลาดประดับหลังคาเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายจากบ้าน คล้ายตัวปี่เซียะแต่เป็นเวอร์ชั่นท้องถิ่นนี่เอง นอกจากแมวกระเบื้องแล้วถ้าโชคดีจะได้เจอแมวจริงด้วย
Tiger Leaping Gorge ช่องเขาเสือกระโจน
พอเที่ยวแล้วกินข้าวคนขับพาเราไปกินข้าวระหว่างทางก่อนไปถึง Tiger Leaping Gorge ที่อยู่ชายขอบเมืองแชงกรีล่ากับลี่เจียง วิธีเที่ยวตรงนี้ตรงไปตรงมามากคือซื้อตั๋วเข้าสวน แล้วจะมีตั๋วอีกใบสำหรับลงบันไดเลื่อนไปที่ริมแม่น้ำจินชา ถ้าไม่อยากเสียเงินก็ต้องลำบากเดินลงเขาไปไกลอยู่นะแล้วต้องเดินกลับมาอีก
ชื่อ "เสือกระโจน" มาจากตำนานที่ว่ามีเสือตัวหนึ่งกำลังถูกพรานสะกดรอยตาม พอเสือหนีมาถึงจุดที่แคบที่สุดของแม่น้ำจินชา (ที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำแยงซีด้วยนะ) เสือตัดสินใจกระโดดจากฝั่งหนึ่งไปลงที่ "หินเสือกระโจน" (Tiger Leaping Rock) ที่อยู่กลางแม่น้ำ ก่อนโดดไปอีกฝั่งแม่น้ำเพื่อหนีไปฝั่งตรงข้ามได้สำเร็จ
นอกจากเรื่องเล่าปรัมปราแล้ว ที่นี่เป็นหนึ่งในหุบเขาที่ลึกที่สุดในโลก จากยอดเขาถึงพื้นแม่น้ำประมาณ 3,790 - 3,900 เมตรเลย แล้วเค้ายังตั้งอยู่ระหว่างภูเขาหิมะขนาดยักษ์สองลูกคือ ภูเขาหิมะมังกรหยก (Jade Dragon Snow Mountain) และ ภูเขาหิมะฮาปา (Haba Snow Mountain).
สายน้ำที่ไหลผ่านมีพลังรุนแรงจนละอองน้ำทำให้ผมชื้นๆ เสียงน้ำดังจนต้องพูดเสียงดังกว่าปกติ บรรยากาศคล้ายอยู่ในผับเล็กน้อย
พอจบจากตรงนี้แล้วเรายังไม่กลับบ้านแต่จะไปต่อที่ร้านกาแฟโรงแรมบนเขากัน แต่คนขับขยันแวะให้มากจนฟ้าจะมืด 55 ตรงนี้ถ้าใครอยากถามผมไปแกะจากแผนที่มาให้ละ เสิชว่า Wangtianpu Sightseeing Platform
จริงๆที่ที่อยากไปเราไม่รู้ทำไมเค้าพาไปผิดที่ได้ไปที่ Moye Jokul Xuanya Hotel เป็นร้านกาแฟของโรงแรมที่ข้างนอกเป็นหินๆ

แล้วพึ่งมารู้ที่หลังว่าร้านนี้มันดังนี่นา เพราะในร้านมีกระจกบานเท่าบ้านที่มองออกไปเห็นภูเขาเต็มหน้าเลย ร้านตกแต่งออกแนวโมเดิร์น คนไม่เยอะแต่วันที่เราไปเหมือนมีคนเหมาร้านถ่ายภาพแต่งงานกัน เค้าจัดไฟอย่างดีตาคนขับเราเลยบอกให้เราไปยืนถ่ายรูป เจ้าของงานนี่มองตาเขียว
ทีนี้ผมก็บอกพี่คนขับขำๆว่าเฮีย จริงๆผมอยากไปที่ Halfway Inn บนยอดเขา แต่เฮียพามาที่นี่ก็สวยดีนะ ทีนี้แกล่กใหญ่เลยบอกว่าเอ้าขอโทษพามาผิดที่ เดี๋ยวจะพาไป Halfway Inn เราก็บอกไม่ต้องแล้วเฮียมันจะมืดแล้วแต่เฮียแกหลอกว่าไม่มืดๆยังไงก็ทางผ่าน แต่ดูถนนที่เหมือนผ้าพับไว้นั่นสิ นั่นคือทางขึ้นมาที่โรงแรม ทางทั้งแคบแบบไม่น่าสวนได้ ชัน และคดเคี้ยว แล้วยังมีรถสวนมาอีก เฮียหลอกผมทำไม

ขึ้นมาถึงแล้วนั่งหายใจให้ทั่วท้องซักแป๊บแล้วลงไปร้องว้าวกับวิวข้างหน้า วันนี้อากาศขมุกขมัวทำให้ไม่เห็นยอดเขาแต่มันทำให้เหมือนภูเขานี้มันจะสูงไปถึงไหนไม่รู้เลย
ร้านกาแฟด้านในโรงแรมคือชิลมากแต่วิวคือตาแตก จริงๆแล้ว Halfway Inn เป็นโรงแรมแรกของที่แถวนี้เลย สร้างโดยชาวบ้านเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวแบกเป้เดินเขาที่มาค้างคืนที่นี่ พอได้เห็นวิวตรงนี้แล้วผมตั้งเป้าไว้แล้วว่าจะกลับมาที่นี่เพื่อมาเดินเขาเส้นทาง Tiger Leaping Gorge High Road นี้ให้ได้ อยากเห็นความสวยงามตลอดเส้นทางของเค้าและหวังว่าจะได้เจออากาศดีๆจนเห็นยอดเขานับร้อยยอด ส่วนใหญ่นักเดินเขาก็จะนอนค้างแถวนี้หนึ่งคืนก่อนจะเดินลงเขาอีกทาง
Day 4 เช้าสุดท้ายที่ Lijiang
คืนก่อนกลับถึงลี่เจียงเกือบ 3 ทุ่ม เกรงใจคนขับเค้ามากเพราะเกินเวลาทำงานเค้าไปเยอะแต่เค้าดูยังไม่อยากกลับบ้านยังจะพาไปกินข้าวเย็นอีก แต่เราก็ปฏิเสธเลยเพราะดูเหมือนระหว่างทางเมียแกโทรตามอยู่ 555 แถมจะให้ทิปยังจะทำท่าไม่เอาสุดท้ายต้องยัดใส่มือ บริการดีเกิ๊นคุณน้า
เช้าถัดมาขอออกมาเก็บภาพต่อ ไม่อยากจากเค้าไป ต้องซึมซับบรรยากาศของที่นี่ให้ได้มากที่สุด ยอมรับเลยว่ามีเวลาน้อยเกินไป อยากจะอยู่ต่ออีกซัก 2 วันเพราะลี่เจียงคือสวยฮีลใจมากโดยเฉพาะตอนที่คนอื่นยังนอนหลับอยู่อย่างเวลานี้
ผมเดินย้อนขึ้นเขาไปที่ Shizishan Wangu Tower Scenic Area North Gate Ticket Office ไม่ได้จะเข้าไปในสวนแต่ยืนดูภูเขาหิมะยามเช้า จนวันสุดท้ายเค้าก็ยังไม่โชว์ยอดให้เราดูเนอะ เล่นตัวที่สุด
ตอนนี้คือแจกมุมถ่ายภาพมากๆ ใครไม่ได้มาอ่านคือพลาด เดินต่อมาจากตรงเมื่อกี้นิดนึงมาที่ Tongshu Guanjing Coffee มองลงไปเห็นหลังคากระเบื้องสีเทาซ้อนกันวุ่นวายกับฟ้าสวยๆตอนเช้า

อีกที่ที่สวยมากๆคือ Lijiang Yujiaren Baima Qingshe Holiday Jokul Guanjing Minsu ชื่อโรงแรมยาวไป คือตรงนี้จะอยู่ตามตรอกเล็กๆตรงทางเดินลงเขา ให้มองหาป้ายห้องน้ำแล้วเข้าซอยเดียวกันมาได้ครับ ตอนที่ไปเช้ามากไม่มีวี่แววว่าขายน้ำขายข้าวอะไร แต่เดินเข้าไปเจอพนักงานเค้าก็ไม่ว่าอะไรนะ ยืนถ่ายรูปอยู่พักนึงเลย
สุดท้ายแล้ว ร้านกาแฟนี้คือชอบมากมาสองรอบเลย เจ้าของร้านบอกว่าชอบไปเมืองไทยมากไปมาแล้ว 8 รอบ เป็นอีกที่ที่นั่งจิบชาชมวิวได้ชิลมากๆ
โบกมือลา เสียงเพลงครวญมาต้องลาแล้วเพื่อน♩ ♪ ♫ ♬ หมดเวลาของเราที่ลี่เจียงแล้วเพราะสถานีต่อไปแชงกรีล่ารออยู่ อย่าลืมตามอ่านกันด้วยนะครับ ตอนสุดท้ายแล้วที่เที่ยวอัดแน่นเหมือนเดิม
ติดตามอ่านตอนอื่นๆของทริป หยุนหนานได้ที่นี่เลยครับ
ถ้าถูกใจกับบล็อกผมฝากติดตามเพจของผมด้วยนะครับ หรือถ้าไม่ลำบากเกินไปเลี้ยงน้ำเลี้ยงกาแฟผมได้นะครับ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับผม




























































































































































































































































ความคิดเห็น