เที่ยวหยุนหนานฤดูใบไม้ผลิ - ตอนที่ 2 - ต้าหลี่และเมืองโบราณชาซี
- Opp

- 4 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที
อัปเดตเมื่อ 11 นาทีที่ผ่านมา

เดือนที่เดินทาง - มีนาคม 2026
กลับมาต่อตอนสองของทริปหยุนหนานกันครับ การมาต้าหลี่ของเรานั้นนั่งรถไฟความเร็วสูง 2 ชั่วโมงจากคุนหมิง เราจะมีเวลาที่นี่แค่ 2 วันเองนะ เหมือนจะเวลาน้อยไปหน่อยแต่วันลาก็มีจำกัด เอาเป็นว่าชอบเค้ามากค่อยมาหาเค้าใหม่
ตอนนี้ตอนที่ 2: 2 วัน ต้าหลี่ และ หมู่บ้านโบราณชาซี Dali & Shaxi Ancient Town
Day 1 ลงเครื่องที่คุนหมิง Kunming Old Street
เรามาถึงที่สถานีรถไฟต้าหลี่ตอนเที่ยงครึ่ง เรียกแท๊กซี่ไปที่โรงแรมแถวๆ Sansheng Dao ริมทะเลสาบเอ๋อไห่ (Erhai)
รถจะมาส่งถึงโรงแรมไม่ได้เลยต้องลากกระเป๋าเข้ามาถึงโซนริมน้ำแล้วเดินไปที่โรงแรม Xiamolan Bay Sea View Beautiful Stay เป็นโรงแรมเล็กๆหันออกไปทะเลสาบเลย แต่ตอนนี้หิวแล้วจะกลับมานั่งกินกาแฟที่ร้านกาแฟโรงแรมเช้าพรุ่งนี้ละกันนะ
โดยรวมแล้วโซนนี้มีคาเฟ่สวยๆเยอะจนคนแห่กันมาถ่ายรูปกันเยอะมาก แต่ยังดีที่ร้านเค้าจัดโซนคนชอบถ่ายรูปไว้ให้ไปต่อคิวรอถ่ายภาพกัน ส่วนคนที่อยากนั่งเฉยๆสบายๆก็มีที่นั่งไม่ต้องรอคิวเลย คาเฟ่ทุกร้านปลูกต้นไม้ดอกไม้สวยมากทุกร้าน เดินไปทางไหนก็ดอกไม้บานแฉ่ง
ร้านกาแฟที่คนมาเยอะมากๆคือร้าน Xindi Coffee เพราะมีชั้นสองที่คนชอบไปถ่ายรูปกับทะเลสาบกัน แต่คนเยอะมากผมสู้ไม่ไหวจริงๆ ร้านสวยนะแต่ขนมนี่ไม่ผ่าน รีวิวแบบจริงใจนะครับ
ตอนเดินเข้ามาโรงแรมก็คิดอยู่เลยว่าทะเลสาบเค้ายาวใหญ่มากเราจะเดินรอบได้ไง เพราะมากันสามคนปั่นจักรยานไม่เป็นสองคน แต่ว่าพี่จีนเค้าไม่ทอดทิ้งคนไม่ปั่นจักรยาน มีรถกอล์ฟให้เช่าโดยการสแกนด้วยแอพ WeChat ด้วยนะ
ทีนี้สแกนครั้งนึงต้องมัดจำ 300 หยวน พอคืนรถตามจุดจอดแล้วเค้าจะคืนเงินให้ในอีก 7 วันให้หลัง รถนี้สามารถเอาไปหยุดที่ไหนก็ได้แต่ถ้าไม่ใช่จุดจอดที่เค้ากำหนดไว้จะถือว่ายังเช่าต่อ ค่าเช่าถ้าจำไม่ผิดน่าจะ 40 หยวนต่อ 30 นาที แต่รถมันจะเร็วกว่าเดินหน่อย แต่เอาเป็นว่าไม่ต้องเดินก็ดีแล้วนะ
ถ้าคนที่ปั่นจักรยานได้มีตัวเลือกทั้งแบบถีบเองหรือแบบไฟฟ้า พวกนี้จะวิ่งได้ค่อนข้างเร็วเลยล่ะ

นั่งรถอากาศสูดอากาศสดชื่นไปด้วยมองส่องดูไปด้วยว่าคนแถวนี้เค้าแวะเที่ยวตรงไหนกัน เห็นรถคนอื่นจอดเราก็จอดบ้าง
คิดว่าจะไปเที่ยวตรง Longkan Wharf ที่เป็นท่าขึ้นเรือข้ามฟากโบราณในพันปีก่อนที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นท่าขึ้นเรือชมวิวทะเลสาบเอ๋อไห่แทน ก่อนถึงท่าเรือเห็นคนถ่ายภาพต้นไม้ตรงนี้เยอะเลย ต้นไม้หน้าตาเหมือนสนพวกนี้เวลาเดือนพฤศจิกายนใบจะเปลี่ยนเป็นสีแดงสวย
พอมาถึงตรง Longkan Wharf ของจริงแล้วคนมันเยอะมากพี่น้อง แล้วผู้สาวแทบทุกคนคือใส่ชุดชาวเผ่ามาพร้อมตากล้องพร้อมแผ่นสะท้อนแสง เห็นแล้วมันเหนื่อยอยู่นะ เลยถ่ายภาพได้นิดเดียวแล้วหนีกลับโรงแรมไปพักก่อนแล้วเราไปเที่ยวเมืองโบราณกันดีกว่า
Dali Ancient City
นั่งรถ Didi มาลงที่ประตูทางใต้ของกำแพงเมืองโบราณต้าหลี่ (Nanmen) หน้าประตูเมืองก็สวยมากแล้ว เมืองโบราณต้าหลี่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,200 ปีมาแล้วนะครับ นอกจากนั้นเค้ายังเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจที่รุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปกครองยาวลงไปถึงลาวเวียดนามเลย
ยังไงก็ตามเมืองเก่าที่เห็นกันทุกวันนี้เป็นการสร้างเมืองในสมัยของราชวงศ์หมิงที่สร้างทับของเก่าที่สร้างโดยอาณาจักรน่านเจ้าในศตวรรษที่ 8 (ปีค.ศ. 700s) เป็นเมืองที่สร้างตามหลักฮวงจุ้ยเลยนะ หลังติดเขาชางชาน หน้าติดทะเลสาบเอ๋อไห่
เที่ยวต่อๆ เวลาไปเที่ยวจีนถ้าเห็นหอคอยที่ประตูเมืองผมเดาไว้ก่อนเลยว่าเราเดินขึ้นไปดูวิวเมืองมุมสูงได้ หันซ้ายหันขวาก็เจอทางเดินขึ้นกำแพงจริงๆ มองลงมาเห็นถนนคนเดินด้านล่างกับ Wuhualou ตึกอู่หวาที่ตั้งอยู่กลางเมือง
ถนนในเมืองเก่าเต็มไปด้วยร้านค้าขายขนมอาหารกินเล่นและของฝากของที่ระลึกมากมาย เมืองเก่าที่นี่ขนาดปานกลางแต่จะเดินให้ทั่วก็น่าจะใช้เวลาทั้งวันเหมือนกัน คนเยอะคึกคักบรรยากาศครึกครื้นมาก
เดินเข้ามาสะดุดตากับซอย Dali Chenghuangcheng ที่ประดับโคมไฟไว้น่าจะเป็นพันโคม สวยมาก ทุ่มทุนกับโคมไฟมาทั้งสีแดงสีเหลือง ทั้งยังมีเป็นรูปปลาทองอีกด้วย ตรงนี้เป็นซอยสั้นๆแต่ถ่ายภาพสวยมาก
เดินออกมาจากซอยแล้วไปต่อถึงที่หอคอยอู่หวาโหลวที่ตั้งอยู่กลางเมือง ดูจากข้างลางสีสันสวยงามลวดลายวิจิตรมาก แถมยังเดินขึ้นบันไดไปดูวิวจากข้างบนได้อีกด้วย
จากอู่หวาโหลวเดินเลี้ยวไปทางทิศตะวันตกมีร้านอาหารร้านกาแฟบาร์ให้เลือกกินข้าวเยอะเลย วันนี้เราก็จบลงตรงนี้ก่อนกลับโรงแรมไปพักผ่อน พรุ่งนี้เริ่มกันแต่เช้า เก็บแรงไว้ก่อน
Day 2 เดินทางสู่ลี่เจียง แวะเที่ยวสามเจดีย์วัด Chongsheng และเมือง Shaxi
วันนี้เรานัดกับคนขับรถที่จะพาไปส่งที่ Lijiang ให้มารับที่จอดรถใกล้ๆกับโรงแรมตอน 9 โมงเช้าโดยระหว่างทางจะแวะเที่ยวนิดหน่อย
วันก่อนที่มาถึงต้าหลี่ฟ้าครึ้มตลอดช่วงบ่ายบางช่วงฝนตกด้วย แต่วันนี้ได้เห็นเดือนเห็นตะวันกับเค้าบอกเพราะในที่สุดฟ้าก็ยอมเปิดให้ได้เห็นแสงอาทิตย์สีส้มกับเค้าบ้าง เช้านี้เลยนั่งกินกาแฟกับอาหารเช้าที่ร้านกาแฟใต้โรงแรมไปเลย คนออกมาวิ่งกันเยอะพอสมควร
มองไปที่ร้านกาแฟ Xindi เห็นคนเริ่มมาถ่ายรูปแต่งงานกันแล้ว คนจีนสู้ไม่ถอยจริงๆ เวลานี้ประมาณ 7 โมงครึ่ง
Three Pagodas of Chongsheng Temple
พอกินข้าวเสร็จแล้วคนขับมารอพอดีเราก็พร้อมออกไปเที่ยวกันเลย ที่แรกคือเจดีย์สามองค์แห่งวัดฉงเซิ่งที่อยู่ในเมืองต้าหลี่เอง
เจดีย์องค์กลางที่ใหญ่ที่สุดสูง 69 เมตรมีอายุเกือบ 1,200 ปีสร้างขึ้นในยุคสมัยของอาณาจักรน่านเจ้าแต่ก็ได้แรงบันดาลในจากเจดีย์ห่านป่าใหญ่ในซีอานที่สร้างในรูปแบบของราชวงศ์ถังที่ผมเคยไปมาแล้ว ใครยังไม่ได้อ่านไปดูได้ในโพสนี้ นอกจากนี้เจดีย์ทั้งสามองค์รอดพ้นจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่กว่า 30 ครั้งโดยครั้งล่าสุดในปีค.ศ. 1925 ทำให้เจดีย์ทางซ้ายเอียงๆนิดหน่อยเหมือนที่เมืองปิซ่าที่ผมเคยโพสไว้แล้วเหมือนกัน ยังไม่เคยอ่านตามไปอ่านได้ที่นี่ครับ
ส่วนเจดีย์องค์เล็กสองข้าง สร้างตามมาหลังจากนั้นประมาณ 100 ปีในสมัยอาณาจักรต้าหลี่เป็นรูปทรงแปดเหลี่ยม สูงประมาณ 42 เมตร เลยกลายเป็นเจดีย์สามองค์แบบทุกวันนี้

ค่าเข้าชมอยู่ที่ 75 หยวนต่อคน แต่เข้าไปแล้วพื้นที่กว้างใหญ่มาก คุ้มค่าตั๋วแน่นอนถ้าขยันเดิน แล้วที่นี่เป็นที่เที่ยวระดับ 5A ด้วย ห้องน้ำอะไรสะอาดไม่ต้องนั่งยองๆ เข้าได้รีบเข้านะครับ
เดินขึ้นบันไดมาเล็กน้อยก็จะเจอลานหน้าเจดีย์ จากตรงนี้ทุกคนมีสองทางเลือก จะเดินขึ้นบันไดไปที่วัดฉงเซิ่งบนเขา หรือจะเสียเงินขึ้นรถกอล์ฟไป กรุ๊ปเรากรุ๊ปคนแก่เลยใช้เงินแก้ปัญหาด่วน แต่ถ้าใครมีแรงเดินขึ้นก็ได้ดูวิวสวยๆไปด้วยนะ ระยะทางเดินทั้งหมดประมาณ 2 กิโลเมตร จะนั่งรถกอล์ฟขึ้นไปแล้วเดินลงก็ได้เหมือนกันนะครับ

รถกอล์ฟมาส่งถึงบนยอดที่มีวิหารอยู่เยอะมาก โดยวัดหรือวังที่จีนเค้าชอบสร้างวิหารหลักๆเป็นแนวตรงหลายๆชั้นโดยที่นี่มีถึง 10 วิหารด้วยกันตั้งแต่ทางเข้าจนถึงมหาวิหารบนเขา
ถึงจะนั่งรถกอล์ฟแล้วก็ยังต้องเดินลงบันไดอยู่พอสมควร ที่วัดมีประกาศออกโทรโข่งตลอดว่าดูลูกหลานดูคนแก่ที่มาด้วยกันด้วยนะ
ด้วยความที่บริเวณหุบเขาต้าหลี่เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้งเลยมีตำนานท้องถิ่นว่าเกิดจากการอาละวาดของมังกร แล้วตามังกรเนี่ยเค้าดันกลัวเจดีย์และนกยักษ์ เลยมีการสร้างเจดีย์กับรูปปั้นนกยักษ์นี้ขึ้นเพื่อขู่มังกรให้เลิกอาวะวาด พอดูหน้านกแล้วก็งงว่ามังกรจะกลัวมั้ย แต่คงคล้ายๆนิยายไทยโบราณที่ใช้พญาครุฑปราบพญานาค

Shaxi Ancient Town เมืองโบราณชาซี
พอเที่ยววัดเสร็จแล้วเราเริ่มนั่งรถ 2 ชั่วโมงข้ามเขาไปเมืองโบราณชาซีที่อยู่ในหุบเขากันครับ

เมืองเก่าซาซี เป็นเมืองที่ในอดีตเป็นจุดพักแรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งบนเส้นทางสายชา-ม้า (Tea Horse Road) และเป็นศูนย์กลางการค้าขายระหว่างยูนนานและทิเบต

สิ่งที่ชาวบ้านนำมาแลกเปลี่ยนกันคือชาผูเอ่อจากทางใต้ของยูนนานเพื่อแลกกับม้าหนังสัตว์จากทิเบต โดยซาซีเป็นเหมือนตลาดนัด และจุดพักผ่อนของพ่อค้าคาราวานก่อนจะเดินทางข้ามภูเขาสูงชันไปทิเบต

ไม่รู้ซวยหรือโชคดี หลังจากเส้นทางสายชา-ม้าเสื่อมความนิยมลง ซาซีก็กลายเป็นเมืองที่เงียบเหงาและถูกลืม แต่ข้อดีคือทำให้สถาปัตยกรรมเก่าแก่ไม่ถูกทำลายจากการพัฒนาเมืองจนได้รับการบูรณะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและโด่งดังหลังจากละครเรื่องนึงมาถ่ายทำที่นี่

พอมาถึงแล้วเราก็หาข้าวกินที่ร้านข้าวในซอยเล็กๆก่อน ร้านไม่ได้สวยงามอะไรแต่ว่าอาหารของอาม่าอร่อยมาก ที่นี่มีอาหารมีชื่อเสียงคือแฮมชาซี หรือ ชาซีหัวถ่วย ที่เค้าห้อยไว้ทั่วร้าน นั่งไปก็กลัวหล่นใส่หัวเพราะขาใหญ่มาก
สั่งข้าวผัดใส่แฮมกลิ่นหอมแบบไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน เหมือนกับมันหมูมันมีกลิ่นพิเศษ อยากให้ลองกันนะครับเพราะมันคือของดีประจำเมือง ในอดีต ซาซีตั้งอยู่ใกล้กับ บ่อเกลือเจียหม่าที่ขึ้นชื่อว่ามีคุณภาพดีและสะอาดมาก ชาวบ้านเลยเอาเกลือนี้มาหมักกับขาหมูเพื่อถนอมอาหารไว้กินระหว่างเดินทางในคาราวานที่ไปค้าขาย แฮมซาซีจึงมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เพราะใช้เกลือท้องถิ่นนี่แหละทุกคน พิมพ์บล็อกอยู่ยังรู้สึกอยากกินอีกเลย
ร้านอาม่าชื่อว่า Madeng Ham Hotpot Restaurant เสิร์ชหาใน AMAP ได้ครับ
กินอิ่มแล้วฝนหยุดพอดี ออกไปเดินเที่ยวตามตรอกตามซอย ทั้งเมืองถูกสร้างด้วยดินอัดเป็นก้อนแทนอิฐแล้วฉาบด้วยโคลน ทำให้ทั้งเมืองมีสีเหลือง earth tone คุมโทนโคตรสวย
ตามซอยต่างๆมีร้านขายของน่ารักๆเยอะมาก เสื้อผ้าย้อมคราม ภาพพิมพ์จากบล็อกไม้ ของที่ระลึกของฝากทั่วไป ร้านทุกร้านตกแต่งได้สวยมีคาแร็คเตอร์ครับ
มันจะมีอยู่ซอยนึงที่ร้านขายของไม่มีคนเฝ้าเลยแล้วให้ลูกค้าใช้ระบบซื่อสัตย์จ่ายเงินด้วยการสแกน QR จ่ายตังค์ก่อนเอาของไป ไม่เปิดโอกาสให้ต่อราคาใดๆ แต่ของที่ขายก็ถูกมากแล้วจนสงสัยว่าได้กำไรจากไหน
เดินต่อไปมุ่งหน้าสู่ Sideng Square จตุรัสกลางเมือง เห็นอาคารเก่า ร้านกาแฟเก๋ๆเยอะ วันนี้มีคนมาใส่เสื้อผ้าถ่ายรูปกันเยอะอีกเช่นเคยแต่มุมถ่ายรูปก็เยอะไม่ต้องไปแย่งกับเค้าก็ได้ครับ
ที่ Sideng Square เป็นศูนย์กลางของเมืองมีวัดมีโรงละครโบราณไม้ทั้งหลัง และต้นไม้โบราณ
จากตรงนี้มองไปทางไหนก็มีตรอกซอยเล็กๆที่ชวนค้นหาเหลือเกิน ถ้ามีเวลาอยากจะเดินไปดูให้ครบทุกซอยให้หายสงสัยเพราะในซอยแคบๆนี้แหละที่ถ่ายภาพสวยจริงๆ
จริงๆที่เมืองนี้มีที่เที่ยวอื่นที่ผมไปไม่ถึงเพราะเวลามีน้อย ก็เสียดายอยู่แต่ถ้ามีโอกาสไปใหม่คงจะนอนค้างที่นี่ซักคืนสองคืนเพราะคิดว่าช่วงเช้าคนน้อยๆน่าจะสวยไม่น้อย นี่เป็นความรู้สึกที่มีต่อทุกๆเมืองที่ไปเที่ยวมาในรอบนี้เลย โพสต์หน้าตามผมไปดูที่เที่ยวใน Lijiang กันว่าจะสวยโหดแค่ไหน
ติดตามอ่านตอนอื่นๆของทริป หยุนหนานได้ที่นี่เลยครับ
ถ้าถูกใจกับบล็อกผมฝากติดตามเพจของผมด้วยนะครับ หรือถ้าไม่ลำบากเกินไปเลี้ยงน้ำเลี้ยงกาแฟผมได้นะครับ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับผม












































































































































































ความคิดเห็น