เที่ยวนาโกย่า บิวาโกะ และ อิเสะ 4D3N แบบฉบับสโลว์ไลฟ์ (Nagoya, Biwako, Ise)
- Opp

- 1 วันที่ผ่านมา
- ยาว 4 นาที

เดือนที่เดินทาง - กรกฎาคม 2026
ฤดูร้อนวนกลับมาและความทรงจำของฤดูร้อนญี่ปุ่นก็ทำให้เปิดหาไฟลท์ไปญี่ปุ่นอีกครั้ง รอบนี้เราตัดสินใจจะไปหลายที่เลย แต่ว่าเราวอร์มอัพปรับตัวกับอากาศร้อนชื้นกันที่เมืองรอบๆนาโกย่า สำหรับเมืองอื่นๆรอติดตามได้เลยครับ
ตอนนี้จะเล่าเรื่องการเดินทางจากเมืองนาโกย่า ไปทะเลสาบบิวะในจังหวัดชิกะ และไปต่อที่เมืองอิเสะเพื่อสัมผัสบรรยากาศย้อนยุคของศาลเจ้าอิเสะและบริเวณโดยรอบ เราจะเดินทางในโซนนี้เป็นเวลา 4 วันด้วยกัน การเตรียมตัวง่ายมากๆเพราะอากาศร้อนเหมือนอยู่บ้านปกติ เสื้อยืดกางเกงขาสั้นพร้อม!
สถานที่ต่างๆที่เราไปจะเป็นตามนี้เลยครับ
Day 1: Atsuta Houraiken Jingu ข้าวหน้าปลาไหล / Atsuta-jingu Shrine / Osu Shotengai Shopping Street / Kiyosu Castle
Day 2: La Collina Ōmi-Hachiman พิพิธภัณฑ์ Baumkuchen / Hachiman-bori Moat / Teuchisoba Tsuruki ร้านโซบะอายุ 300 ปี / Sakamoto Cable Car / Enryaku-ji Temple / Shirahige Shrine Torii
Day 3: Yokoyama View Point / Osatsu Ama Hut "Ozego-san" / Ise-Shima Skyline / Ise Jingu Naiku / Okage Yokocho รอบเย็น / Meoto Iwa / Ijika Daiichi Hotel Kagura
Day 4: Okage Yokocho รอบเช้า / Iinotakamiyakamiyama Shrine / Matsusaka / Wadakin Sukiyaki
เตรียมตัวกันพร้อมแล้วไปเที่ยวกันเลยครับ
Day 1 มาถึงนาโกย่า Nagoya
เครื่องลงประมาณ 9 โมง ปีก่อนเรามาเที่ยวหน้าร้อนแล้วชอบมากครับ ความที่ฟ้าใสเมฆสวยๆ รอบนี้ตอนมาลงมันอยู่ในช่วงไต้ฝุ่นเข้าบริเวณไต้หวันพอดีทำให้แถวนี้ได้รับผลกระทบไปด้วย ฟ้าจะครึ้มๆเลย แต่มาแล้วอย่างอแง ไม่รอช้าไปหาข้าวกินกันก่อน
Atsuta Houraiken Jingu ข้าวหน้าปลาไหลชื่อดัง
ร้านข้าวหน้าปลาไหล Houraiken ได้รับชื่อเสียงมาจากเมนูฮิตสึมาบุชิ (Hitsumabushi) ที่เป็นข้าวหน้าปลาไหลในหม้อใหญ่ ลูกค้าจะแบ่งข้าวเป็น 4 ส่วนและกินกับเครื่องเคียงหรือน้ำซุป ได้ 3 รสชาติในมื้อเดียว (ส่วนสุดท้ายไว้กินซ้ำแบบที่ชอบ) เดี๋ยวพาไปดูครับว่ากินแบบไหน
ถึงร้านจะเปิด 11.30น. แต่คนมาต่อคิวรอรับบัตรคิวกันตั้งแต่ก่อน 10 โมง ตอนเรามาถึงคิวต้องรอนาน 1 ชั่วโมงหลังร้านเปิดไปแล้ว ร้านเค้าจะไม่รับจองออนไลน์ล่วงหน้านะ หน้าร้านมีที่จอดรถฟรีด้วยนะครับสำหรับคนที่ขับรถ
จองคิวเสร็จเดินกลับไปเอาของที่รถแป๊บเดียวคิวกลายเป็นยาว 2 ชั่วโมงแล้ว โชคดีที่มาจองก่อนจริงๆ

Atsuta-jingu Shrine
ทุกคนไม่ต้องนั่งหง่าวระหว่างรอคิวกินข้าวเพราะเดินต่อไปจากร้านเราสามารถไปเดินเที่ยวที่ศาลเจ้าที่นับว่าศักดิ์สิทธิ์เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น ศาลเจ้าอัตสึตะ! ศาลเจ้าลัทธิชินโตที่คนญี่ปุ่นนิยมมากเป็นอันดับสองรองจากศาลเจ้าใหญ่แห่งเมืองอิเสะ ที่นี่มีอายุยาวนานกว่า 1,900 ปีและศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของดาบคุซานางิ (Kusanagi no Tsurugi) หนึ่งในสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของจักรพรรดิญี่ปุ่น ทำให้นึกถึงดาบเจ็ดสีมณีเจ็ดแสงขึ้นมาเลย แต่เค้าไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าไปดูได้นะครับ

เอาเข้าจริงตำนานของดาบเล่มนี้คลุมเครือมากเพราะว่าคนที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันไม่มีใครเคยเห็นมันเลย แม้แต่ตัวจักรพรรดิเองก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เห็น คนก็อาจจะคิดได้ว่าดาบเล่มนี้เป็นแค่นิยายเท่านั้น แต่ก็มีการบันทึกว่าจักรพรรดิปูยีที่เคยเข้าเฝ้าจักรพรรดิฮิโรฮิโตะแห่งยุคโชวะแล้วได้เห็นดาบนี้เอาไปเม้าท์มอยว่านี่หรือสมบัติของต้นตระกูลจักรพรรดิญี่ปุ่น ทำไมมันโทรมได้ขนาดนี้
เดินเข้ามาในบริเวณวัดจะร่มรื่นมากต้นไม้ใหญ่ยักษ์ ทำให้ดับร้อนไปได้เยอะ และเดินมาจะเจอเข้ากับ Giant Camphor Tree ต้นการบูรยักษ์อายุมากกว่า 1,000 ปี ดูขลังมากๆเลย
วิหารด้านในระบุว่าเป็นที่ประดิษฐาน Amaterasu หรือเทพีแห่งดวงอาทิตย์ที่ตามนิยายสร้างชาติกล่าวว่าเป็นต้นตระกูลของราชวงศ์ญี่ปุ่น แต่ยังไงก็แล้วแต่เราไม่สามารถเห็นด้านในของวิหารได้เพราะคนที่มากราบไหว้จะมีผ้าขาวบังไว้นะครับ ค่อนข้าง abstract เลยล่ะ
นอกจากนี้บริเวณวัดยังมีสิ่งปลูกสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างกำแพงนี้ที่ถูกสั่งให้สร้างขึ้นโดย โอดะ โนบุนากะ ที่เป็นขุนศึกที่ครองแคว้นละแวกนี้หลังจากชนะในศึกสงครามใกล้ๆนี้เพราะเค้ามาไหว้พระขอพรที่นี่ก่อนไปรบ
นอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์สมบัติราชวงศ์โบราณและดาบโบราณที่เหล่าซามูไรในอดีตได้เอามาบริจาคให้เป็นทรัพย์สินของศาลเจ้า สองที่นี้ต้องเสียค่าเข้าชมเราเลยเลือกไปดูดาบอย่างเดียวเพราะเบียวซามูไรพเนจร
ข้างในจะมีดาบหลากหลายชนิดหลายขนาดแต่ด้านในเค้าไม่ให้ถ่ายรูปเลยยกเว้นโซนที่ให้ทดลองยกดาบทดสอบกำลังกัน ด้ามดาบจับแล้วเจ็บมือมากครับ
เดินเล่นในวัดจนได้เวลารับโต๊ะกินข้าวที่ร้าน Houraiken แล้วล่ะครับ แน่นอนว่าต้องสั่งเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Hitsumabushi ได้ข้าวหน้าปลาไหลมาเป็นอ่างแบบนี้เลย แล้วเอาทัพพีแบ่ง 4 สวนใส่ชามเล็ก

ชามแรกกินข้าวกับปลาเปล่าๆ รับรสปลาไหลย่างกรอบๆกับซอสรสเข้มข้น
ชามสองใส่ต้นหอมสาหร่ายวาซาบิ เพิ่มความหอมวาซาบิ
ชามสามใส่เครื่องเหมือนชามสองแต่ใส่น้ำซุปกินเหมือนข้าวต้ม
ชามสี่เลือกกินแบบไหนก็ได้ตามสะดวก
Osu Shotengai Shopping Street
กินข้าวอิ่มแล้วมันได้เวลาเช็คอินเข้าโรงแรมแถวสถานี Nagoya เลย พอเช็คอินแล้วเราเอารถทิ้งไว้โรงแรมเพราะคิดว่าค่าจอดน่าจะแพง นั่งรถไฟไปเที่ยวที่ถนนย่านการค้า Osu Shotengai กัน
นั่งรถมาลงที่สถานี Osu Kannon เราจะออกมาเจอกับศาลเจ้าในชื่อเดียวกัน ที่จริงวัดนี้ถูกสร้างไว้ที่จังหวัดกิฟุแต่ว่าโดนสั่งให้ย้ายมาที่นี่เพราะโดนน้ำท่วมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนด้านในศาลคือเทพ Kannon หรือเจ้าแม่กวนอิมนี่แหละครับ
ข้างๆศาลเจ้าก็คือตลาดของเรานี่เอง ของกินเยอะมากครับแต่สมัยนี้อายุเริ่มเยอะขึ้นกินนิดๆก็อิ่มแล้วได้แต่เดินดู
แต่ยอมกินร้านนึงคือร้านขนม Mont Blanc ชื่อว่า Kurin ร้านนี้ถ้าจะนั่งในร้านต้องสั่งคนละเมนูเท่านั้นนะ แล้วขนมเค้าก็จะเอาเกาลัดบดเป็นก้อนๆมาใส่เครื่องอัดเป็นเส้นให้ดูกันตรงหน้าเราเลย ว่าแต่ว่าขนมก้อนใหญ่ไปมั้ยครับ
กินจนจุกแล้วออกมาเห็นหน้าร้านว่าเค้ามีขายชิ้นเล็กๆที่กดเส้นเกาลัดสดๆให้เหมือนกัน เพียงแต่ว่านั่งในร้านไม่ได้ ปั๊ดโธ่น่าจะสั่งอันนี้แล้วยืนกินหน้าร้าน

Kiyosu Castle
ตอนนี้ก็อิ่มมากแล้วแต่เวลาก็ยังเหลือเยอะกว่าพระอาทิตย์จะลงมาใกล้ขอบฟ้า เลยตัดสินใจไปเก็บของที่ซื้อมาเยอะที่โรงแรมก่อน แล้วนั่งรถไฟสาย Meitetsu เพื่อไปที่สถานี Shin-Kiyosu เพื่อจะเดินไปปราสาท Kiyosu กันครับ รถไฟสายนี้ก่อนขึ้นต้องดูดีๆครับเพราะแต่ละขบวนที่เข้าสถานีจะจอดคนละป้ายกัน ถ้าขึ้นผิดอาจะเลยป้ายได้ เพราะเราเจอกับตัวเอง รถไฟสายนี้ซิ่งมากๆครับ ใครรักความเร็วต้องลอง
พอมาถึงในที่สุดเราก็ต้องเดินนิดหน่อย ระหว่างทางก็บรรยากาศดีนะครับ ทางเดินจะติดริมแม่น้ำเลย
ปราสาทคิโยสุนี้เปรียบได้กับจุดเริ่มต้นตำนานของโอดะ โนบุนากะ ขุนศึกเจ้าแคว้นของดินแดนที่ปัจจุบันคือนาโกย่า ว่ากันว่าปราสาทที่โนบุนากะเริ่มแคมเปญรวบรวมญี่ปุ่นคือที่แห่งนี้เอง แต่อาคารปัจจุบันถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี 1989 เพราะหลังเก่าถูกรื้อถอนไปสร้างที่ปราสาทนาโกย่าแทน
แต่สาเหตุที่มาวันนี้เพราะสะพานสีแดงหน้าปราสาทมันทำให้ดูเหมือนปราสาทในอนิเมะเรื่อง Spirited Away เฉยๆ
ขากลับเราจะกลับด้วยรถ JR จากสถานี Kiyosu กันนะครับ พอถึงนาโกย่าแล้วแวะกินปีกไก่ทอด Yama-chan ของดีเมืองนาโกย่าก่อน ร้านนี้จะเห็นได้ทั่วเมืองเลยแหละ
Day 2 เดินทางสู่จังหวัดชิกะ
เช้านี้เราออกจากนาโกาย่ากันแต่เช้าเพื่อไปที่ทะเลสาบบิวะ (Lake Biwa) ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ระหว่างทางแวะกินคิชิเม็ง (Kishimen) ที่จุดพักรถ Yoro ไม่รู้ว่าแปลว่า You Only Rive Once รึเปล่า ตรงนี้มีขนมขายเยอะซื้อไว้กินตอนขับรถได้เลยเพราะวันนี้ขับรถเยอะมาก
La Collina Ōmi-Hachiman
จุดหมายแรกที่มาถึงคือ La Collina เป็นร้านเรือธงของ Taneya กลุ่มบริษัทขนมหวานชื่อดังที่มาจากเมืองโอมิฮาจิมัง คนมาที่นี่เยอะมากเพราะอาคารที่มีหญ้าปกคลุมเหมือนในโลกแฟนตาซี
หรือไม่ก็ชอบกินขนมมากและที่นี่มีของดีเป็นบามคูเฮน (Baumkuchen) ขนมวงกลมมีหลายชั้นเค้ก ขนาดตึกยังเป็นรูปขนมเลย

เข้ามาเลยจะเจอกับร้านค้าขายขนมมากมายและยังมีกระเป๋าถึงผ้ารูปขนมบามกลมๆนี้ด้วย ฝั่งนี้จะเป็นขนมสไตล์ตะวันตก
นอกจากนั้นยังมีร้านฝั่งตรงข้ามเป็นร้านขนมญี่ปุ่นดั้งเดิมอีกด้วย น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของเจ้าสัวตระกูล Taneya
หลังตึกหลังคามุงหญ้ายังมีทุ่งนาและตึกอื่นๆหน้าตามีเอกลักษณ์ นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นหาของกินได้เลยถ้าทนความร้อนไหว
เดินมาจนถึงตึกที่มองจากมุมบนเป็นรูปขนม ด้านในเค้ามีให้เดินดูเหล่าเชฟทำขนมบามกันขะมักเขม้น แต่มันจะมีอยู่คนนึงจุ่มทั้งแขน น่าเอาไปทำคลิปสตรีทฟู้ดอินเดีย
เดินต่อมาก็จะเจอขั้นตอนหลังการอบ เราจะได้ดูขนมบามเคลื่อนตัวไปตามสายพานอย่างน่ารักเป็นระเบียบ
Hachiman-bori Moat
ขับรถต่อมาอีกไม่ไกลเราจะมาถึง Hachiman-bori คลองที่จุดรอบปราสาทโบราณที่ปัจจุบันเหลือไว้แต่ซาก คลองนี้ยังถูกใช้เพื่อการขนส่งทางเรืออีกด้วยและคลองนี้ยาวไปจนออกทะเลสาบบิวะ คลองนี้ตั้งอยู่ในเมือง Omihachiman ที่ทั้งเมืองมีบรรยากาศย้อนยุคเหมือนสมัยเอโดะ
เรื่องสำคัญอันดับแรกที่ต้องทำเมื่อมาที่เมืองโอมิ (Omi) แล้วคือกินเนื้อวากิว A5 ที่มาจากโอมิ เป็นหนึ่งใน 3 สายพันธุ์วากิวที่โด่งดังที่สุดในญี่ปุ่นเคียงคู่กับ Kobe และ Matsusaka ที่เราจะไปเยือนในทริปนี้ด้วย
ร้านนี้อยู่ติดกับคลองเลยชื่อว่า Sennaritei Hachimanboriten เค้ามีตัวเลือกว่าจะกินเป็นมื้ออาหารเลยหรือว่าจะกินกับข้าวแบบซูชิก็ได้โดยเค้าจะเสิร์ฟบนแผ่นเซมเบ้ให้ถือเดินกินได้ เป็นไอเดียที่ดีมากทำให้เราได้ลองกินเนื้อล้ำค่าในราคาย่อมเยาว์ แถมแผ่นแป้งที่เป็นจานก็กินไปได้เลยไม่ต้องไปหาที่ทิ้ง
ตามริมคลองบ้านเรือนต่างๆจะสร้างด้วยไม้สนกับกำแพงสีขาวตัดกันชัดเจน ในอดีตริมคลองเป็นโกดังเก็บสินค้าที่รอขนส่งทางเรือ และปัจจุบันเค้าก็ยังรักษาสภาพเดิมเอาไว้อยู่
ทุกคนสามารถเดินดูวิวริมคลองได้ตลอดทางหรือการนั่งเรือก็เป็นที่นิยมเช่นกัน วันที่มามีกลุ่มคนสูงอายุมานั่งวาดรูปริมคลองกันด้วย เป็นกิจกรรมให้คนแก่ได้ออกไปเจอเพื่อนๆที่ดีมาก
ที่จริงตรงนี้สามารถขึ้นกระเช้าไปดูวิวบนยอดเขาได้แต่ว่าเดี๋ยวเราก็จะไปขึ้นกระเช้าอีกที่เลยข้ามตรงนี้ไปนะครับ
Teuchisoba Tsuruki ร้านโซบะอายุ 300 ปี
หิวแล้วครับ เราจะไปกินข้าวกลางวันกันที่ร้านโซบะเก่าแก่ที่เมือง Sakamoto ที่คอยบริการนักเดินทางขึ้นเขาไปวัด Enryakuji มาอย่างยาวนาน เส้นโซบะจะนวดและตัดด้วยมือและในร้านเป็นที่นั่งพื้นแบบญี่ปุ่นและมีหน้าต่างมองออกไปที่สวนกลางบ้าน โซบะอร่อยแต่ที่ตื่นตาตื่นใจคือการเข้าไปในร้านต้องมีพิธีรีตรองแบบญี่ปุ่นด้วย
บริเวณรอบๆร้านย้อนยุคมากๆ ถ้าไม่รีบไปไหนก็ยังเดินเล่นต่อได้อีกหน่อย
Sakamoto Cable Car ขึ้นเขาฮิเอย์ (Hieizan)
ขับรถต่อมาอีกนิดเรามาถึงสถานีเคเบิลคาร์ซากาโมโตะ เส้นทางรถรางเคเบิลที่ยาวที่สุดในประเทศญี่ปุ่นที่มีระยะทางรวม 2,025 เมตร เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1927 แล้วนะ รถรางนี้จะพาเราขึ้นเขาฮิเอย์ (Hieizan) เพื่อไปวัดเอนเรียคุจิ (Enryaku-ji)
ราคาค่าตั๋วก็คนละ 960 เยนสำหรับขาเดียว ถ้าไปสองขาก็จะถูกลงหน่อย

ตลอดทางรถรางของเราจะเคลื่อนตัวผ่านป่าสนต้นใหญ่แล้วบางจังหวะวิวก็จะเปิดให้เห็นทะเลสาบบิวะกว้างใหญ่ ไวบ์ดีมากๆ
ที่สถานีด้านบนเราจะเห็นวิวได้ชัดเจนเลย ทะเลสาบใหญ่จริงๆ มองไม่เห็นเลยว่าสุดตรงไหน
Enryaku-ji Temple
พอมาถึงแล้วยังต้องเดินอีกประมาณ 15 นาทีเพื่อไปที่วัด ทางเดินราบๆไม่เหนื่อยเลย แต่จะเหนื่อยที่วัดนี่แหละที่มีเนินมีบันไดเยอะเหลือเกิน ระหว่างทางก็สวยงามร่มรื่นมากครับ
ค่าเข้าดูขนลุกนิดหน่อยแต่หายห่วงเพราะด้านในพื้นที่ใหญ่มากมีอะไรให้ดูเยอะเลย แต่ใครไปตอนบ่ายๆต้องระวังพลาดรถรางรอบสุดท้ายตอน 5 โมงครึ่ง ถ้าพลาดเดินลงเขายาวๆ

บริเวณวัดใหญ่โตมากเดินไม่หมดจริงๆ แต่ก็พยายามเก็บภาพที่สวยๆมาฝากทุกคนกันนะ อย่างตรงนี้คือ Monju-ro วิหารไม้สีแดงที่ตัดกับใบไม้เขียว ถึงจะบอกว่าสีแดงแต่สีก็ลอกไปเยอะทำให้ตรงนี้ดูขลังดูลึกลับดีจัง
เดินกลับมาที่ Daikodo วิหารใหญ่ใจกลางวัด ตรงนี้มีคนมารอตีระฆังกันเยอะเลย สนุกดีครับ ระฆังนี้ดังไปไกลถึงสถานีเคเบิลคาร์เลยทีเดียว
และอีกจุดคือ Amidado และ East Pagoda ตรงนี้อุโมงค์ต้นไม้ที่มีแสงแดดลอดลงมาสวยฮีลใจจังเลย
ที่จริงหลังจากลงเขาแล้วเราแวะไปที่ Mangetsu-ji Temple ที่มีวิหารกลางน้ำเท่ๆแบบนี้ แต่ว่าไปถึงเค้าปิดไปแล้วเลยต้องเกาะรั้วดูได้แค่นี้
Shirahige Shrine Torii
เราขับรถไปค่อนข้างไกลเพื่อไปดูแลนด์มาร์คของทะเลสาบบิวะที่เป็นเสาโทริอิในน้ำ ในหัวคือมันต้องสวยแบบที่ฮิโรชิมะแน่ๆ แต่ปรากฎว่าริมน้ำมันเป็นถนนรถวิ่งเร็ว แล้วเค้าไม่ให้ข้ามถนนไปริมน้ำอีก ทำให้ต้องดูวิวจากแท่นที่เค้าสร้างไว้ฝั่งตรงข้ามถนน เห็นเสาส้มมันก็เห็นแหละแต่ว่ามุมบังคับมาก ถ้ารู้แบบนี้อาจจะเลือกไม่มานะ 55
ก่อนจะกลับไปโรงแรมที่เมือง Otsu เราแวะกินเนื้อย่างกันก่อน เป็นร้านบ้านๆเองครับแต่ว่าเนื้อย่างอร่อยเกินคาดมาก จุดเด่นคือการย่างบนเตาถ่านและมีเนื้อหลายเกรดให้เลือกรวมไปถึงเนื้อโอมิด้วย ถ้าใครหลงมาแถวนี้แวะกินได้เหมือนกันนะ ร้านเค้าไม่มีชื่อภาษาอังกฤษใน Google Maps ผมเลยแนบลิงค์ไว้แทน https://maps.app.goo.gl/26x3pf6CkmcYRGWb6 ร้านนี้อยู่ในเมือง Hira นะครับ
กินอิ่มแล้วได้เวลาเข้าโรงแรม Biwako Hotel ที่อยู่ทางใต้สุดของทะเลสาบบิวะ มองออกไปจากระเบียงห้องเห็นน้ำพุเหงาๆด้วย เหนื่อยแล้ววันนี้ขอพักผ่อนก่อนนะครับ
Day 3 เดินทางไปเมืองโทบะ จังหวัดมิเอะ
เช้าวันใหม่เราตื่นมาดูฟ้าก็ยังคงอึมครึม อันนี้ก็เป็นอิทธิพลจากไต้ฝุ่นที่ถล่มไต้หวันอยู่ในช่วงที่เราเดินทาง นับว่าโชคดีมากครับที่ฝนไม่ตก
Yokoyama View Point
ขับรถมาประมาณ 2 ชั่วโมงได้เราก็มาถึงจุดเช็คอินแรกก่อนเราไปกินข้าวกันครับ ที่นี่คือจุดชมวิว Yokoyama ที่มองออกไปเห็น 64 เกาะในอ่าวอาโกะ (Ago) ในอ่าวนี้มีอุตสาหกรรมหลักๆคือการเพาะเลี้ยงหอยไข่มุกแสนแพง จุดชมวิวไม่ต้องเดินเยอะแต่ถ้าใครอยากเดินก็มีเส้นทางเดินดูธรรมชาติด้วยนะครับ
Osatsu Ama Hut "Ozego-san"
ไปแวะเที่ยวนิดหน่อยแล้วเราไปต่อที่กระท่อมอามะ หญิงสาวที่ทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยการดำน้ำตัวเปล่าเพื่อไปหาหอยหาปลาในทะเล เป็นอาชีพโบราณที่นับวันจะมีคนทำน้อยลงทุกวันเพราะมันลำบากและตรากตรำ เลยทำให้เห็นแต่คนมีอายุทำกัน ถ้าใครอ่านแล้วคุ้นๆถูกแล้วครับเพราะเราเคยเห็นอะไรใกล้เคียงกันที่เกาะเชจูที่เรียกว่าแฮนยอ (Haenyeo)
ถ้าดูตัวอักษรจีน ทั้ง Ama และ Haenyeo เขียนเหมือนกันเลย "海女" แปลง่ายๆคือหญิงสาวแห่งท้องทะเล แต่ที่น่าสนใจคือทำไมคนจากสองประเทศถึงทำอะไรเหมือนกันเลยโดยที่เค้าไม่ได้สื่อสารหรือเลียนแบบกัน
อาชีพนี้ในญี่ปุ่นเคยมีทั้งชายแหละหญิงแม้ผู้หญิงจะมีมากกว่ามาก แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไปกลายเป็นมีแต่ผู้หญิงทำงานนี้ นั่นก็เพราะผู้ชายถูกเลือกไปทำงานหาปลานอกชายฝั่งไกลที่ต้องจากบ้านเป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน ผู้หญิงเลยรับหน้าที่หาของใกล้ชายฝั่ง
ส่วนเหล่าแฮนยอของเชจูนั้นกลายเป็นอาชีพหญิงล้วนจากสองสาเหตุ
เกาหลีในช่วงหนึ่งเก็บภาษีจากชาวประมงชายหนักมากๆจนเหล่าผู้หญิงลุกขึ้นมาทำแทนเพื่อเลี่ยงภาษี
ช่วงที่เกาหลีมีสงครามมากผู้ชายถูกเกณฑ์ไปรบหมดทำให้ผู้หญิงต้องลุกมาหาเลี้ยงตัวเอง
และวันนี้เราจะไปกินทะเลเผาโดยคุณป้าอามะกันครับ ก่อนจะไปต้องจองก่อนด้วยนะครับ สามารถจองผ่านเว็บนี้ได้เลย https://osatsu.org/ ถ้าใครอยากได้กุ้งล็อบสเตอร์อิเสะกับหอยอาวาบิ (เป๋าฮื้อ) ต้องสั่งเป็นพิเศษด้วยนะครับ
เราปักหมุดไว้ที่ Osatsu Ama Hut "Ozego-san" แต่ขับไปถึงจุดนึงรถไปต่อไม่ได้แล้วก็ต้องลงเดินครับ เดินไปเรื่อยๆจนเจอกระท่อมเล็กๆแนบภูเขาอยู่ นั่งกินข้าวไปด้วยดูวิวทะเลไปด้วย
แต่มาตอนหน้าร้อนอาจจะทรมานหน่อยเพราะนอกจากอากาศร้อนแล้วยังต้องนั่งหน้าเตาอีกด้วย
ก่อนย่างป้าก็จะเอามาให้ดูก่อนว่านี้คืออาหารของทุกคนนะ ตอนย่างกุ้งป้าเค้าน่าจะเผลอย่างพัดไปด้วย ส่วนรสชาตินั้นก็เป็นอาหารทะเลย่างนี่แหละครับ หอยเป๋าฮื้อคืออร่อยและนุ่มมาก ส่วนกุ้งนี่ผมว่าเฉยๆ เผื่อใครจะไปเอาไว้ประกอบการตัดสินใจนะครับ
Ise-Shima Skyline
กินอิ่มแล้วร้อนหน้าพอสมควร เราไปต่อกันที่ Ise-Shima Skyline เส้นทางข้ามเขาที่ต้องจ่ายค่าผ่านทาง 1300 เยนด้วย ระหว่างทางเราจะมองเห็นวิวทะเลได้รอบทิศเลย อย่างตรงนี้ที่เห็นโค้งถนนกับเกาะด้านล่าง หรือมองไปอีกข้างเจอปราสาทนินจาที่เป็นสวนสนุก https://maps.app.goo.gl/bJ8wFziC9UdU9N1b9
และ Asama Mountain View Point ที่เลยมาอีกหน่อย ตรงนี้เป็นจุดจอดที่มีร้านของฝากมีห้องน้ำสะอาดด้วย ที่รู้เพราะว่าปวดพอดีเลย วิวตรงนี้จะเห็น Ise Bay ได้ทั่วเลยล่ะครับ
สามารถเดินดูวิวได้จนมาถึง Kankichidai Observatory มองลงไปเห็นเมือง Ise กับแม่น้ำ Isuzu ด้วย
Ise Jingu Naiku ศาสเจ้าอิเสะ
ขับรถต่อตามทาง ถนนจะพาเราไปจบที่ Ise Jingu ที่เป็นจุดหมายต่อไปของเรา ที่นี่นับว่าเป็นไฮไลท์ของทริปนี้เลยก็ว่าได้เพราะศาลเจ้าอิเสะเป็นศาลเจ้าชินโตที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความสำคัญสูงสุดในประเทศญี่ปุ่น โดยมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี และเป็นสถานที่ประดิษฐานเทพเจ้าสูงสุดตามความเชื่อของศาสนาชินโต

ศาลเจ้าอิเสะไม่ใช่ศาลเจ้าเดี่ยวๆแต่ประกอบไปด้วยศาลเจ้าน้อยใหญ่ทั้งหมด 125 แห่ง แต่มีศูนย์กลางสำคัญหลัก ๆ อยู่ 2 ส่วน
ศาลเจ้าชั้นใน (Naiku) ที่สร้างขึ้นเมื่อราว 2,000 ปีก่อน เพื่อเป็นที่สถิตของเทพีอามาเทราสุ (Amaterasu Omikami) หรือเทพีแห่งดวงอาทิตย์ที่ตามนิยายสร้างชาติบอกว่าเป็นบรรพบุรุษของราชวงศ์จักรพรรดิญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเป็นที่เก็บรักษากระจกศักดิ์สิทธิ์ ยาตะ โนะ คางามิ 1 ใน 3 สมบัติศักดิ์สิทธิ์ของจักรพรรดิ
ศาลเจ้าชั้นนอก (Geku) สร้างขึ้นตามหลังไนคุราว 500 ปีเพื่ออุทิศให้แก่ เทพีโตโยอุเกะ (Toyouke no Omikami) เทพีผู้ดูแลเรื่องอาหาร การเกษตร เสื้อผ้า และที่อยู่อาศัย ทำหน้าที่จัดเตรียมเครื่องเสวยถวายแด่เทพีแห่งดวงอาทิตย์
ความแปลกของที่นี่คือในทุกๆ 20 ปีจะต้องมีพิธีรื้อถอนและสร้างใหม่ ศาลเจ้าส่วนในสุดที่บูชาเทพีอามาเทราสุและสะพานอุจิหน้าทางเข้าจะถูกรื้อและสร้างใหม่หมด ประเพณีนี้ทำสืบเนื่องกันมานานกว่า 1,300 ปี เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ตามหลักชินโต ส่งต่อทักษะช่างไม้โบราณที่ไม่ต้องใช้ตะปูไม่ให้สูญหาย

ถ้าดูจากมุมสูงจะเห็นว่าศาลตรงนี้จะมีพื้นที่หน้าตาเหมือนกันคู่กัน ก็คือเวลาเค้ารื้ออันเก่าออกเค้าจะสร้างอันใหม่ไว้อีกข้างสลับไปทุกๆ 20 ปี

เดินเข้ามานิดหน่อยเราจะเจอกับทางเดินลงไปในแม่น้ำอิซูซุ ใน Google Maps ชื่อว่า Mitaraiba ที่แปลว่าจุดล้างมือนั่นเอง ปกติเราก็เห็นอ่านล้างมือที่ศาลเจ้าเป็นอ่างกินเล็กใหญ่แล้วแต่วัด แต่ที่นี่ให้ลงไปล้างในแม่น้ำได้เลย แสดงถึงความยิ่งใหญ่แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ตลอดทางเดินจะเต็มไปด้วยต้นไม้ยักษ์อย่างต้นสนซีดาร์ญี่ปุ่น และต้นการบูรยักษ์ที่ล้วนผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปี เรียกได้ว่าในเดินในป่าก็อาจจะไม่เกินจริง
ตัวอาคารสร้างด้วยไม้สนไซเปรสแบบดิบๆไม่ทาสีอะไรเลยและไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว เป็นการกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมรอบๆแทนที่จะทำให้เด่นสะดุดตาแบบศาสนสถานในที่อื่นๆ ถ้าตัวผมที่อายุน้อยกว่านี้มาเห็นก็คงรู้สึกว่ามันจืดชืดเหลือเกิน แต่พออายุมากขึ้นกลับรู้สึกว่านี่สิความสงบที่ควรจะเป็น และนี่คือศาลเจ้าส่วนที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในญี่ปุ่น มันดูธรรมดาซะเหลือเกิน

ไปถึงศาลเจ้าหลักแล้วอย่าพึ่งรีบออก เลี้ยวข้ามสะพาน Kazahinomi no Miya Bashi ก่อนเพราะตรงนี้จะได้เห็นธรรมชาติะร่มรื่นกับแม่น้ำชิมะมิจิที่ไหลลงจากเขาและไปรวมกับแม่น้ำอิซูซุ
Okage Yokocho
หน้าศาลเจ้าเองก็สนุกไม่แพ้กันนะ เดินออกมาเราจะเจอกับ Okage Yokocho ถนนย่านการค้าย้อนยุคด้วยอาคารสมัยยุคเอโดะที่เต็มไปด้วยอาหารอร่อย แต่วันนี้เราเวลาน้อยมากเพราะกว่าจะออกมาจากวัดร้านปิดเกือบหมดแล้ว เลยตัดสินใจว่า เอ้า! พรุ่งนี้ค่อยมาอีกรอบ!
เดินเข้าซอยไปจะได้เจอกับทางเดินริมแม่น้ำด้วยนะ มีเด็กนักเรียนเล่นน้ำกันอยู่ด้วย บรรยากาศดีจัดเลย เหมือนในอนิเมะชมรมกีฬาที่ตัวเอกไปเที่ยวกับเพื่อนฤดูร้อนเลย
Futami Okitama Shrine / Meoto Iwa หินแต่งงาน
ก่อนกลับโรงแรมเราแวะอีกที่ ที่ศาลเจ้าฟุตามิมีแลนด์มาร์คระดับท๊อปอย่างหินแต่งงาน คือหินใหญ่สองก้อนในน้ำทะเลที่มีเชือกฟางโยงกัน แต่ก่อนอื่นขอพูดถึงศาลเจ้าก่อน
หากคุณเดินไปรอบ ๆ ศาลเจ้า จะพบกับรูปปั้นกบตั้งอยู่ทุกหนทุกแห่ง ตั้งแต่บ่อน้ำล้างมือไปจนถึงโขดหินริมหาด ในภาษาญี่ปุ่น คำว่ากบ ออกเสียงว่า "คาเอรุ" (Kaeru) ซึ่งไปพ้องเสียงกับคำว่า "กลับคืนมา/เดินทางกลับ" คนญี่ปุ่นเลยมาขอพรที่ศาลเจ้านี้หรือเอากบมาฝากไว้ที่ศาลและขอให้ของที่หายไปได้กลับคืนมา หรือขอให้คนที่รักกลับมาอย่างปลอดภัย เช่น
Okane ga kaeru แปลว่า เงินทองกลับคืนมา เหมาะกับเจ้าหนี้ที่โดนเบี้ยว
Koibito ga kaeru แปลว่า คนรักกลับคืนมา สำหรับคนยังลืมแฟนเก่าไม่ได้
Buji ni kaeru แปลว่า กลับบ้านอย่างปลอดภัย สำหรับคนเดินทางไกล
โอเคครับ กลับสู่ main event ของเราอย่างหินแต่งงาน จริงๆแล้วหินนี้เป็นเหมือนเสาโทริอิที่เอาเชือกฟางมาผูกไว้ วันที่มาคลื่นลมแรงมากจนได้ภาพสุดดราม่าแบบนี้มา น้ำซัดฝั่งกระเซ็นมาโดนศาลเจ้าด้านบนเลยทีเดียว
วันนี้มีโอกาสได้ดูพระอาทิตย์ตกดินที่หน้าศาลเจ้าก่อนเข้าโรงแรมอีกด้วย
Ijika Daiichi Hotel Kagura
วันนี้เราเข้าพักที่โรงแรมในเมืองโทบะ เมืองข้างๆอิเสะ โรงแรมที่เราอยู่มันมีไวบ์เหมือนโรงแรมบนเขาที่โมริ โคโกโร่ชอบพาเด็กที่บ้านไปนอนแล้วมีเหตุฆาตกรรมยังไงก็ไม่รู้ เป็นโรงแรมที่เหมือนอยู่มานานอยู่บนยอดเขา
เราจองอาหารเย็นด้วยนะและมาสายจนเค้าจะปิดครัว คุณลุงพนักงานเร่งให้รีบไปกินข้าวถึงกับยืนรอหน้าห้องตอนเก็บของเพราะกลัวเราโอ้เอ้ แต่บอกเลยว่าอาหารเย็นเซ็ตใหญ่และอร่อยมาก ฟินมากหลังจากเดินร้อนๆมาทั้งวัน มีทั้งซาชิมิ ทั้งเนื้อย่าง อาหารคำเล็กๆ สาหร่าย สลัด ไข่ตุ๋น โอ้ยเยอะมาก
Day 3 เดินทางสู่เมืองมัตสึซากะ
เช้าวันนี้เราตื่นขึ้นมาเพราะมีนัดกับโรงแรมให้อาหารนกเหยี่ยวดำที่เห็นได้ตามชายฝั่ง ที่โรงแรมนี้เค้ามีบริการเศษปลาให้ลูกค้าที่มาพักได้เอาไปให้นกกิน และเค้าจะเริ่มตอน 7 โมง 20 นาทีทุกวัน คุณลุงที่เป็นคนนำกิจกรรมนี้บอกว่าเค้าทำสิ่งนี้ทุกวันมาหลายสิบปีแล้ว

นกเค้าจะไม่มากินจากมือเราด้วยนะ แต่ว่าจะต้องโยนปลาขึ้นฟ้าแล้วนกจะกินกลางอากาศเลย โคตรเท่! แต่ไม่รู้ทำไมคนมาทำกิจกรรมนี้น้อยจัง ใครมานอนที่นี่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง




สนุกพอแล้วไปเจออาหารเช้าที่นั่งกินข้าวก็ยังได้ดูนก เป็นโรงแรมที่อาหารอร่อยมากครับ ถ้ามาแถวนี้แนะนำจริงๆ หลังจากนี้เราเช็คเอาเพื่อไปจุดหมายต่อไปของเราที่ติดค้างจากเมื่อวาน
Okage Yokocho รอบเช้า
มุ่งหน้ากลับไปจอดรถหน้าศาลเจ้าอิเสะเพื่อไปเดินถนนยุคเอโดะ Okage Yokocho ชื่อถนนี้แปลว่า "ถนนขอบคุณ" เพื่อส่งต่อคำขอบคุณต่อชาวเมืองอิเสะในอดีตที่ให้ความช่วยเหลือเอื้อเฟื้อที่พักอาหารแก่ผู้มาแสวงบุญที่ศาลเจ้าอิเสะ
ตลอดทางอัดแน่นไปด้วยของกิน ไม่ว่าจะเป็นขนมหวาน คาสเทลล่ารูปตัวการ์ตูนต่างๆ หอยนางรมตัวยักษ์ หอยเป๋าฮื้อย่างนุ่มหนึบ เนื้อวากิวมัตสึซากะเสียบไม้ เป็นครั้งแรกในหลายปีที่รู้สึกว่าสตรีทฟู้ดอร่อยจริงๆ
หอยนางรม 森下酒店 内宮前店
หอยเป๋าฮื้อเนื้อวากิว Ebiya large cafeteria / Ebiya shop
คาสเทลล่ารูปเหล่าตัวการ์ตูนอินโทรเวิร์ต Sumikkogurashi-do Ise Store
กาแฟสนูปปี้ SNOOPY Chaya Iseten
ร้านกาแฟริมน้ำ Isuzugawa Cafe
ยังมีร้านอื่นอีกกำลังจะเล่านะครับ
และย่านนี้ไม่ได้เก่าแก่มาตั้งแต่ยุคโบราณ แต่เป็นการจำลองและสร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1993 ในอดีตย่านนี้เคยทรุดโทรมและมีนักท่องเที่ยวลดลงอย่างมาก บริษัท Akafuku (อาคาฟุกุ) แบรนด์ขนมโมจิถั่วแดงชื่อดังที่ตั้งอยู่หน้าศาลเจ้ามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1707 (ยุคเอโดะ) เลยตัดสินใจทุ่มทุนมหาศาลกว่า 14,000 ล้านเยน เท่ากับยอดขายทั้งปีของบริษัทในขณะนั้น เพื่อย้ายตึกไม้โบราณจากทางใต้ของญี่ปุ่นมาประกอบใหม่ และปูพื้นถนนด้วยหิน เพื่อชุบชีวิตย่านนี้ให้กลายเป็นเมืองโบราณยุคเอโดะ-เมจิที่สมบูรณ์แบบ
แต่จะมีร้านไหนที่อยู่มาตั้งแต่สมัยเอโดะจริงก็ต้องเป็นร้านขนมที่ทุ่มทุนสร้างย่านนี้ขึ้นมาอย่าง Akafuku ร้านขนมถั่วแดงโมจิริมแม่น้ำอิซูซุ แต่ยังไงร้านที่เห็นตอนนี้ถูกสร้างใหม่ในปี 1877 ยุคเมจินะครับ
รอนแรกก็กะกินขนมเอาคอนเท้นท์เพราะกลัวพวกขนมถั่วแดงพวกนี้จะหวานเจี๊ยบ แล้วดูรูปแล้วนึกว่ามันเป็นถั่วแดงทั้งก้อน แต่พอกินเข้าไปแล้วอร่อยมาก เซอร์ไพร์สด้วยที่มันมีโมจิอยู่ตรงกลาง เป็นไดฟุกุโมจิกลับข้าง แล้วเค้าก็เสิร์ฟชาคู่กัน ทั้งหมดที่กินแค่ 400 เยนเอง
เค้าคุมธีมความย้อนยุคอย่างจริงจังมาก ตู้เอทีเอ็มยังต้องเอาไปแบบไว้หลังกำแพง นี่แหละความแตกต่างในรายละเอียดเล็กๆ
แล้วที่ชอบมากคือร้านสารพัดแมวกวัก 三太 おかげ横丁 น่ารักแมวเต็มร้าน เสียเงินซื้อเรียบร้อย
Iinotakamiyakamiyama Shrine
หลังจากเดินกินและซื้อจนหนำใจแล้วเรามุ่งหน้าเข้าสู่เมืองมัตสึซากะ (Matsusaka)

แต่แวะที่ศาลเจ้าอีโนะทาคามิยะ คามิยามะ ตามตำนานโบราณระบุว่า ในอดีตเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน เจ้าหญิงยามาโตะฮิเมะได้รับภารกิจออกเดินทางเพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างศาลเจ้าถวายเทพีอามาเทราสุก่อนจะมาถึงเมืองอิเสะปัจจุบัน เจ้าหญิงเลยอัญเชิญเทพมาพักแรมที่ป่าแห่งนี้ชั่วคราว ที่นี่จึงถูกเรียกว่าโมโตอิเสะ หรืออิเสะดั้งเดิม
Matsusaka
มัตสึซากะเป็นเมืองเล็กๆที่อดีตเคยรุ่งเรื่องเฟื่องฟูด้วยพ่อค้าที่ร่ำรวยแต่ปัจจุบันกลายสภาพไปเป็นเมืองเล็กๆเงียบๆที่รอบๆเมืองมีบรรยากาศแบบยุคโชวะ แต่ที่เรามาเมืองนี้มีเหตุอยู่คือเนื้อวากิวมัตสึซากะที่เลื่องชื่อ เนื้อวัวโด่งดังซะยิ่งกว่าตัวเมืองเองซะอีก
รอบๆเมืองยังมีบ้านของพ่อค้าที่อยู่มาตั้งแต่ยุคเอโดะที่ปัจจุบันเปิดให้เข้าชมได้ แต่เรามาถึงค่อนข้างเย็นแล้วเลยมีเวลาดูได้แค่บ้านเดียวก่อนเค้าจะปิด ได้ดูสภาพความเป็นอยู่ของผู้ดีสมัยก่อน อย่างบ้านนี้คือ Former Ozu Residence คฤหาสน์เก่าตระกูลโอซุที่โอซุ เซซาเอมอน (ชื่อโคตรโบราณ) พ่อค้ากระดาษวาชิ และผ้าฝ้ายมัตสึซากะผู้ทรงอิทธิพลมากในยุคนั้น ธุรกิจของเขาประสบความสำเร็จอย่างสูงจนร่ำรวยเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ และได้ขยายสาขาไปเปิดร้านใหญ่โตในเมืองหลวงเอโดะ
เดินถัดมาซอยนึงยังมี Former Hasegawa Residence คฤหาสน์เก่าตระกูลฮาเซงาวะ อีกเศรษฐีค้าผ้าฝ้ายที่เป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของมัตสึซากะทั้งในอดีตและปัจจุบัน ได้แต่ดูข้างนอกก็ว้าวแล้ว
เราเดินฝ่าแดดกันมาถึงโกโจบัง ยาชิกิ (Gojoban Yashiki) บ้านแถวสำหรับซามูไรผู้คุ้มกันปราสาทมัตสึซากะในอดีต แต่รู้หรือไม่ ลูกหลานของเหล่าซามูไรที่เคยอยู่ที่นี่ก็ยังอาศัยอยู่ในบ้านพวกนี้ นี่คือพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ถ้าชอบสามารถเดินขึ้นไปดูวิวมุมสูงได้บนกำแพงหินของซากปราสาทมัตสึซากะ
ระหว่างทางที่ขับรถมาเห็นทุ่งนาสวยๆเยอะเลยก็เลยอยากออกไปถ่ายรูปนอกเมืองที่ขับรถไปแค่ 10 นาที จบลงที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ Sakanai มีทุ่งนาเขียวชะอุ่มรับแสงแดดยามเย็น
Wadakin Sukiyaki
คืนนี้จบลงด้วยการไปกินข้าวร้านสุกี้ยากี้ร้านชื่อว่า Wadakin Sukiyaki ก่อนจะมากินเรามาจองโต๊ะไว้ตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้วเพราะได้ยินมาว่าร้านนี้จองยากมาก ร้านนี้บอกก่อนว่าราคาแพงมาก แพงแบบปิดไม่มิดเวลาเมียถาม แต่มันเป็นร้านที่ให้ประสบการณ์กินอาหารชั้นสูงของญี่ปุ่น บริการดุจเจ้าพระยานาหมื่นมากินเอง

เข้าร้านมาพนักงานในชุดกิโมโนยืนเรียงกัน 3 - 4 คนเปล่งเสียงต้อนรับ เอารองเท้าเราไปเก็บพร้อมเอารองเท้าแตะมาให้ พาเราขึ้นลิฟท์ไปที่ห้องกินข้าวที่ไม่มีคนอื่นเลย แบบนั่งกันเหงาๆ 2 คน

เมนูจะเป็นเซ็ทๆโดยมีเนื้อแผ่นเท่าหน้าเป็นพระเอกของงาน พนักงานร้านแต่งชุดพื้นเมืองก็จะเริ่มทำอาหารให้เราบนโต๊ะเลย จะแพงแค่ไหนแต่ต้องยอมรับว่ามันอร่อยจริงๆ เนื้อที่ย่างบนกระทะสุกกำลังดี นุ่มละลายในปาก แต่ผมพูดจริงๆว่าสามารถไปร้านที่ราคาไม่แรงเท่านี้ก็ได้นะครับ เนื้อดียังไงก็อร่อย
หลังจากกินอิ่มแล้วปาดเหงื่อตอนจ่ายเงิน พนักงานเค้าก็มายืนโค้งส่งหน้าร้าน เราก็เดินไปซักพักหันกลับมาดูก็ยังเห็นเค้ายืนโค้งอยู่ยังงั้น เหมือนกับเป็นธรรมเนียมว่าต้องให้ลูกค้าลับสายตาไปก่อนถึงจะกลับเข้าร้านได้ เห็นแบบนั้นเราเลยหาซอยซอยนึงแล้วหลบมุมตึกให้พ้นสายตาเค้าจะได้กลับไปพักผ่อนกัน ได้ผลครับ กลับออกมาดูเค้าก็เข้าร้านไปแล้ว นี่มันญี่ปุ่นจริงๆ
ตอนนี้เข้ามาถึงจุดจบแล้วล่ะครับ ไหนใครอ่านแล้วสนุกมั้ยมาแชร์ฟีดแบ็คหน่อยนะ ส่วนผมคิดว่าหน้าร้อนญี่ปุ่นก็ยังเป็นอะไรที่ชื่นชอบเหมือนเดิมถึงแม้จะร้อนมาก ผมรู้สึกว่าญี่ปุ่นเป็นอะไรที่มากกว่าแลนด์มาร์คสวยๆอลังการ แต่มันเป็นบรรยากาศที่สวยแบบเรียบง่าย นี่แหละทำให้ต้องวนเวียนกลับมาอยู่เรื่อย
ยังไงวันนี้กราบลาไปก่อนถ้าอ่านแล้วถูกใจชอบใจฝากติดตามโพสอื่น
และติดตามเพจจะได้ไม่พลาดโพสต์ในอนาคต https://www.facebook.com/nopeopletravelphoto
แล้วก็ฝากติดตามช่องทาง YouTube ของผมด้วยนะครับ พึ่งทำไม่นานแต่จะพยายามอัพบ่อยๆ https://www.youtube.com/@NoPeopleTravelPhoto
หรือจะสนับสนุนการทำงานของผมได้โดยการเลี้ยงน้ำเลี้ยงขนมได้ด้านล่างเลยครับ



ความคิดเห็น