เที่ยวฮอกไกโดฤดูร้อน ซับโปโร ฟุราโน่ และโอตารุ 4D3N Hokkaido Summer
- Opp

- 1 วันที่ผ่านมา
- ยาว 3 นาที

เดือนที่เดินทาง - กรกฎาคม 2026
สวัสดีครับเพื่อนๆ ฤดูร้อนกำลังจะผ่านพ้นแล้ว ผมพึ่งไปเที่ยวฮอกไกโดในฤดูร้อนมาแล้วมีเรื่องจะมาเล่าให้ฟังเยอะเลย ที่เที่ยวสวยๆ อาหารอร่อย บรรยากาศแสนสงบของชนบทญี่ปุ่น
ตอนนี้จะเล่าเรื่องการเดินทางจากเมืองซับโปโร และเดินทางออกนอกเมืองไปฟุราโน่ และบิเอะ ก่อนจะไปวักกะไน เมืองปลายยอดสุดของญี่ปุ่นที่เราจะไม่เล่าในโพสนี้ ตามอ่านได้ในโพสถัดไปนะครับ หลังจากนั้นเรากลับเข้าซับโปโรก่อนไปเที่ยวโอตารุในวันถัดไป
เรียกได้ว่าครบรสชาติเมืองใหญ่ ชนบท และบ้านเมืองโบราณ เราเดินทางในเส้นทางนี้เป็นเวลา 4 วันด้วยกัน อากาศจะร้อนแดดแรงซะหน่อยแต่ก็ได้เก็บภาพฟ้าใสๆกับดอกไม้สวยๆ เตรียมครีมกันแดดแล้วไปเที่ยวกันได้เลย
สถานที่ต่างๆที่เราไปจะเป็นตามนี้เลยครับ
Day 1 บินลงซับโปโร: Odori Park
Day 2 ไปเมืองฟุราโน่: Furano Cheese Factory / Kumagera ข้าวหน้าเนื้อ / Farm Tomita / ตัวเมือง Biei
Day 3 เที่ยวบิเอะ: Rollercoaster Road / Panoramic Flower Gardens Shikisai-no-oka / Shirogane Blue Pond / Shirahige Waterfall / Shirogane fudo no taki Falls / Daisetsuzan Asahidake Ropeway / Patchwork Road (Biei)
***Timeskip: Wakkanai / Rishiri Island / Rebun Island
Day 4 ไปโอตารุ: Nijo Market / Hokkaido Jingu / Cape Kamui viewpoint / Ebisu Rock & Daikoku Rock / Otaru / Shiroi Koibito Park / Tanukikoji Shopping Street / Susukino
เตรียมตัวกันพร้อมแล้วไปเที่ยวกันเลยครับ
Day 1 มาถึงซับโปโร Sapporo
กว่าจะได้ออกจากสนามบินชิโตเสะก็น่าจะสามโมงเข้าไปแล้วครับ เรารับรถจากสนามบินไปเลยก่อนขับเข้าไปนอนค้างคืนในเมืองซับโปโร นี่เป็นครั้งแรกของผมเลยที่มาฮอกไกโดและสิ่งแรกที่สังเกตุเห็นคือเป็นภูมิภาคญี่ปุ่นที่เค้าปล่อยหญ้าและดอกไม้ป่าขึ้นข้างทางเยอะมากทำให้รอบๆเมืองดูมีความดิบกว่าภูมิภาคอื่นๆ แต่ก็สวยไปอีกแบบ อีกอย่างที่สังเกตุเห็นคือถนนไม่เรียบเนียนเหมือนภูมิภาคอื่นๆเลย ขับรถแล้วกระโดกกระเดกเป็นพิเศษ แต่ยังไงใจกลางเมืองก็ยังมีมาตรฐานเดียวกับทั้งประเทศอยู่นะ
กว่าจะเข้าโรงแรมอาบน้ำจัดของก็เย็นๆแล้วเลยเดินเล่นในเมืองสบายๆหาข้าวกิน แต่ร้านที่กินเย็นนี้ไม่อร่อยนะครับเลยขอไม่พูดถึง 555

Odori Park
กินข้าวแล้วเดินเล่นต่อไปจนถึง Odori Park ที่อยู่กลางเมือง สวนแนวยาวประมาณ 1.7 กิโลเมตรที่เริ่มตั้งแต่ Sapporo TV Tower หอกระจายคลื่นโทรทัศน์ ยาวไปจนถึง Sapporo Shiryokan ที่เป็นศาลฎีกาหลังเก่า เราไม่ขึ้นหอโทรทัศน์นะครับ เดินเล่นข้างล่างอย่างเดียว
ด้วยความที่สวนยาวมากเราเลยไม่เดินจนสุดหรอกนะ เดินดูแค่ตรงที่มีน้ำพุ ระหว่างทางมีนักดนตรีร้องเพลง มีคนนั่งฟังเยอะเลย
ระหว่างทางเดินกลับโรงแรมเดินผ่าน Hokkaido Aka Renga ตึกอิฐแดงที่เป็นแลนด์มาร์คพอดี เห็นตอนกลางคืนแล้วมันดูผีหลอกๆยังไงไม่รู้ คืนนี้พอแค่นี้ก่อนเพราะพรุ่งนี้จะขับรถทางไกลไปเมืองฟุราโน่คร้าบ

Day 2 ขับรถไปฟุราโน่ (Furano) ไปวิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์
วันนี้เราขับรถออกจากซับโปโรช่วงเช้าและขับรถไปเกือบ 2 ชั่วโมงก็เข้าสู่เขตเมืองฟุราโน่แล้ว
Furano Cheese Factory
และนี่คือจุดหมายแรกของเรา ด้านในเป็นร้านค้า มีเวิร์คช็อปทำชีสทำเนยต่างๆ หลายๆคนน่าจะเคยได้ยินมาว่าผลิตภัณฑ์จากนมของฮอกไกโดมีชื่อเสียงมาก ทั้งนมสด ทั้งเนย ชีสและอีกมากมาย ร้านนี้เหมือนรวมความนมเอาไว้ให้ได้ลองแล้ว
ได้ลองกินนมฮอกไกโดที่ฮอกไกโดแล้วครับ ปกติเห็นแต่ในซุปเปอร์ในร้านอาหารญี่ปุ่น วันนี้ได้มากินของจริงรู้สึกเลยว่านมมีความมัน creamy มาก ถึงกับเหลือคราบข้นๆติดที่ขวด ชีสเค้กต่างๆก็อร่อยดีครับแต่ว่าไม่ได้ว้าวมาก นมนี่แหละที่ว้าวที่สุด
บรรยากาศด้านนอกครับ มาเที่ยวหน้าร้อนก็จะเขียวๆแบบนี้เลย
ช่วงนี้มีดอกไฮเดรนเยียบานที่ฮอกไกโดอีกด้วยนะ เป็นพันธุ์สีขาวเป็นส่วนใหญ่ครับ
Kumagera ข้าวหน้าเนื้อโปะไข่ดิบ
ขับรถออกมาจาก Furano Cheese Factory เราเข้าสู่โซนกลางเมืองฟุราโน่ เราแวะกินข้าวกลางวันกันที่ร้าน Kumagera คนมาต่อคิวเยอะพอสมควรเลย ตอนแรกเกือบตัดใจแล้วแต่เห็นคิวขยับค่อนข้างเร็วเลยไปต่อคิว
และโชคดีมากที่ตัดสินใจรอเพราะว่าข้าวหน้าเนื้อเมนูแนะนำของเค้าอร่อยแบบแสงออก เป็นเนื้อวากิวแร่บางที่ย่างแบบไม่รู้ย่างทำไม แทบจะเป็นเนื้อดิบ เอามาโปะกับข้าวที่ราดซอสรสเค็มหวาน มีวาซาบิให้ตัดเลี่ยน ทุกคำที่กินคือต้องมีเสียง อื้มมมมม ให้ได้ยิน แนะนำมากๆครับ

เรียกได้ว่าที่ฮอกไกโดนั้น บางครั้งเราไม่ต้องไปหาที่เที่ยวตามแลนด์มาร์คหรือแหล่งท่องเที่ยวเลยเพราะตลอดสองข้างทางมันสวยงามราวกับภาพวาด ทุ่งนาสีเขียว แซมด้วยดอกไม้หลากสีสัน ภูเขาไกลๆและท้องฟ้าสีฟ้ากับก้อนเมฆลอยฟ่อง นั่งดูได้ทั้งวันบอกเลย (ถ้านั่งในห้องแอร์จะดีมาก)
Farm Tomita
จุดหมายต่อไปเป็นที่ที่ฮิตมากในหมู่นักท่องเที่ยวและช่วงปลายเดือนกรกฎาที่เรามามีดอกลาเวนเดอร์บานเต็มทุ่งพอดีเลย ที่ฟาร์มนี้พื้นที่กว้างขวางมากเพราะงั้นควรวางแผนเดินให้ดี เรามาจอดรถกันที่ที่จอด P5 ที่อยู่บนเนินนะครับ
ที่นี่ไม่ต้องจ่ายค่าเข้าและค่าจอดรถนะ เพราะเค้ารู้ว่าเดี๋ยวพวกแกก็เสียเงินให้ฉัน
เดินออกมาตรง Irodori Field จะได้เจอกับดอกไม้ปลูกเป็นแถบเป็นสีรุ้ง
ตรงนี้เดินกันเหนื่อยใช่ย่อยเพราะเป็นการเดินขึ้นเนินเขา แต่ข้างบนมองลงมาเห็นทุ่งนาข้างล่างไปได้ไกลจนถึงตีนเขาโทคาจิ (Tokachi) เลย
ด้านหน้าฟาร์มตรง Sakiwai Field ก็ยังมีดอกไม้อีกเพียบและตรงนี้มีขนมขายเยอะมาก เตือนเลยครับว่าต้องกินเมล่อนยูบาริซักอันนึง หวานฉ่ำเลย
กินแล้วดูดอกไม้ต่อได้จ้า
ที่เมืองฟุราโน่มีฟาร์มแบบนี้ผุดขึ้นมาเยอะพอสมควรแต่ที่นี่ก็ยังคงเป็นที่นิยมอันดับต้นๆ หลังจากนี้เราจะเข้าไป BNB ที่จองไว้ในเมืองบิเอะกันแล้วครับ ระหว่างทางยังเหมือนฝันเหมือนเดิม
ตัวเมือง Biei
วันนี้นอนที่ลังไม้หลังนี้ เป็นบ้าน 2 ห้องนอนที่ดีเลยนะ ห้องครัวอุปกรณ์พร้อมสรรพเราเลยตัดสินใจทำกับข้าวกินเองซะเลย ไปซื้อกับข้าวที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตหนึ่งเดียวของเมือง รอบๆบ้านบรรยากาศเงียบสงบจนเหมือนเมืองร้างเลย
ระหว่างทางเดินไปซุปเปอร์มาร์เก็ตก็ได้เห็นบ้านเมืองแถวนี้ที่เงียบสงัด ได้ยินก็แต่เสียงรถที่นานๆจะผ่านไปมา เสียงกระดิ่งตรงรางรถไฟ เสียงนกเสียงกาบ้าง ที่นี่ดูแล้วไม่เลวเลยสำหรับอินโทรเวิร์ต
เห็นแบบนี้เลยเอากับข้าวไปเก็บที่บ้านพักแล้วออกไปเดินดูตรงหน้าสถานีนิดหน่อย เป็นเมืองเล็กๆแต่ก็สะอาดสะอ้านเป็นระเบียบน่ารักดีครับ แถมมองไปทางทิศตะวันออกเห็นภูเขาไฟกำลังพ่นควันออกมาเลย เราจะไม่เป็นไรใช่มั้ยนะ
Day 3
Rollercoaster Road
เช้าวันนี้กินเข้าเช้าจากเซเว่นนิดหน่อยเพราะไม่มีร้านอะไรเปิดเลย เราขับรถไปดูถนนทำไมก็ไม่รู้ 555 เป็นถนนบนเนินขึ้นลงที่ขับแล้วตื่นเต้นนิดหน่อยอะไรประมาณนี้ครับ เอาจริงๆมันก็สวยน้า
Panoramic Flower Gardens Shikisai-no-oka
อ่ะไปต่อที่สวนดอกไม้ชิกิไซโนะโอกะ ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งมุมมหาชนเลย ก่อนอื่นต้องจ่ายค่าเข้า 800 เยนต่อคน และพอเข้าด้านในมีทางเลือกว่าจะเดินเที่ยวหรือนั่งรถอีแต๋นเที่ยว หรือจะขับรถกอล์ฟเองก็มีนะ

รถอีแต๋นจะเป็นเส้นทางที่กำหนดเองไม่ได้แต่ราคาถูกสุดนะครับคนละ 500 เยน ถ้าอยากอินดี้ต้องขับรถกอล์ฟเอง นั่งได้ 4 คน 2,500 เยนขับได้ 15 นาที ถ้าเกินต้องจ่ายเพิ่ม 500 เยน ทุก 5 นาที โหดมาก

เพราะฉะนั้นเราก็นั่งรถอีแต๋นเลยเพราะจ่ายราคาเดียวจบ คุณลุงคนขับใจดีเสนอตัวถ่ายรูปให้ด้วย แต่รูปที่ถ่ายใช้ไม่ได้เลย 555
ที่สวนนี้โด่งดังก็เพราะดอกไม้ที่ปลูกเป็นแถบบนเนินเขาหลายลูกไปไกลโพ้นจนมองไปเป็นลวดลายสายรุ้ง แล้วยังมีเทือกเขาโทคาจิ (Tokachi) กับไดเซ็ตสึซาน (Daisetsuzan) ควันยังคงพุ่งออกมาจากเขาอยู่นะวันนี้ คนแถวนี้คงชินแล้วมั้ง
Shirogane Blue Pond
พูดตรงๆครับว่าผมไม่เก็ทเลยว่าคนแห่มาที่นี่ทำไม รถทัวร์มาจอดเป็นสิบๆคัน

คือมันเป็นบ่อน้ำที่เกิดจากการที่เค้าสร้างเขื่อนริมแม่น้ำบิเอะเพื่อกันโคลนไหลท่วมเมืองบิเอะหลังภูเขาไฟโทคาจิระเบิด แล้วน้ำมันดันมาขังหลังเขื่อนทำให้ต้นไม้ที่โดนน้ำท่วมตายหมดเหลือแต่ลำต้นอย่างที่เห็นอยู่ ถ้าวันไหนแดดออกก็จะเห็นน้ำสีฟ้าที่เหมือนกับสีแม่น้ำบิเอะ แต่ยังไงมันก็เป็นทางผ่านไปน้ำตกหนวดขาวชิราฮิเกะเพราะงั้นจะจอดแวะดูก็คงไม่เสียหายละมั้ง
Shirahige Waterfall
ขับรถเลยต่อไปกันครับ มาที่น้ำตกหนวดขาว ที่รู้ว่าแปลว่าหนวดขาวเพราะดูการ์ตูนวันพีซนี่แหละ ตรงนี้ถ้าหน้าหนาวน้ำตกจะแข็งเป็นสีขาวโพลนไปหมดเลย แต่พอหน้าร้อนจะได้เห็นน้ำใสสีสวยฟ้าเทอร์คอยส์แบบนี้ แต่เสียดายว่าดูได้แต่จากไกลๆ อยากสัมผัสน้ำเย็นๆหน่อย
Shirogane fudo no taki Falls
อากาศร้อนๆ ได้น้ำเย็นๆคงดี เลยแวะที่น้ำตกชิโรงาเนะระหว่างทางจะออกไปถนนใหญ่ จอดรถแปะไว้ข้างทางได้แต่ว่าอย่าไปใกล้ป้ายนี้มากเพราะมันเป็นป้ายรถเมล์นะครับ หลังจากนั้นก็เดินเข้าป่าไปเลย ตอนกลางวันบรรยากาศดีมาก ช่วยคลายร้อนได้เยอะ เผลอคิดว่าถ้ามากลางคืนคงน่ากลัวไม่น้อย
พอมาถึงหน้าน้ำตกแล้วอากาศเย็นเหมือนเปิดแอร์เลยนะ โดยเฉพาะรูใต้รากไม้นี้ที่มีลมเย็นเป่าออกมาเพราะมันเป็นโพรงที่มีน้ำตกที่มาจากหิมะละลายไหลอยู่ข้างล่าง ยืนตากลมตรงนี้ทั้งวันยังไหว

น้ำตกไม่ใหญ่มากแต่น้ำเย็นเจี๊ยบ
Daisetsuzan Asahidake Ropeway
หลังจากหาข้าวกินง่ายๆ เราไปเที่ยวต่อช่วงบ่ายที่กระเช้าขึ้นยอดเขาอาซาฮิดาเกะ (Asahidake) ภูเขาไฟที่ยังมีชีวิตที่มีควันกำมะถันพวยพุ่งออกมาอย่างกับโรงงานอุตสาหกรรม และยอดนี้ยังเป็นยอดเขาสูงที่สุดของฮอกไกโดอีกด้วย บนเขาเป็นเส้นทางเดินเขาที่คนญี่ปุ่นนิยมมาก ทั้งเด็กทั้งคนแก่ต่างมาเดินกัน ค่าขึ้นกระเช้าไปกลับ 3,500 เยนด้วยกัน
พอกระเช้าขึ้นมาถึงสถานีบนเขาก็มีพนักงานกำลังแนะนำเส้นทางเดินให้ มีทั้งเดินสั้นๆและเดินยาวมากๆ เราเลือกเส้นทางที่เดินประมาณชั่วโมงครึ่งและวนลูปกับมาที่จุดเริ่มต้น เส้นทางนี้จะเดินผ่านจุดชมวิวหลายๆอัน
หลายๆจุดบนเขายังมีน้ำแข็งก้อนใหญ่อยู่เลยนะครับ ส่วนใหญ่จะอยู่ตามแอ่งน้ำ ช่วงที่มานี้เป็นฤดูดอกไม้ป่าพอดีทำให้เห็นดอกไม้พวกนี้ได้ทั่วไปเลย
จุดชมวิวจะอยู่ตามแอ่งน้ำในปากปล่องภูเขาไฟเล็กๆที่เห็นได้ทั่วไป มองจากตรงไหนก็จะเห็นควันพุ่งออกมาตลอดเวลาเลยล่ะครับ ตรงนี้คือจุดชมวิวแรก
จุดที่ 2 และ 3 จะมีบ่อน้ำที่มีเงาสะท้อนชื่อว่า Sapphire pond
ติดๆกันมีอีกบ่อ Kagamiike ตรงนี้สะท้อนเงาชัดเลย
เดินมาถึงปล่องที่ปล่อยควันออกมาก็จะถึงจุดไกลสุดแล้วครับ ใกล้ๆกันก็คือ Sugatami Lake ที่สะท้อนยอดเขาชัดๆ
ตรงนี้ยังมีจุดให้นักเดินทางมาลั่นระฆังที่ทำขึ้นด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและการรำลึกถึงผู้เสียชีวิต
ในวันที่สภาพอากาศย่ำแย่ หมอกหนาจัดจนทัศนวิสัยเหลือศูนย์ เสียงระฆังจะช่วยบอกทิศทาง เพื่อให้นักเดินทางรู้ว่าตำแหน่งของบึงสุกาตามิและทางกลับสถานีกระเช้าลอยฟ้าอยู่ตรงไหน ไม่ให้เดินหลงเข้าไปในเขตอันตรายหรือปล่องภูเขาไฟครับ
อีกอย่างคือเป็นอนุสรณ์รำลึกเหตุการณ์ภัยพิบัติที่กลุ่มนักปีนเขาและอาจารย์มหาวิทยาลัยฮอกไกโดเสียชีวิตจากพายุหิมะบนภูเขาเมื่อเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1962

ระหว่างทางกลับไปเมืองบิเอะที่เราจะนอนค้างอีกคืนจะมีทะเลสาบชูเบ็ตสึ (Chobetsu Lake) แวะถ่ายรูปอีกใบ

Patchwork Road (Biei)
ก่อนจะหมดวันผมพาไปดูอีกที่ ทั่วทั้งเขตบิเอะเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลายแบบทำให้เนินเขาเหมือนเอาผ้าหลายๆลายมาเย็บต่อกัน แล้วตอนที่มาเป็นช่วงที่ข้าวสาลีอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวพอดีสีเหลืองทองรับแสงแดดยามเย็น แถวนี้มีมุมถ่ายภาพที่ควรค่าแก่การมาตอนพระอาทิตย์ตกมาก ไปดูกันครับ
Tree of Ken and Mary ต้นป๊อปล่าร์ (Poplar) ยืนต้นเดี่ยวกลางทุ่ง โด่งดังจากโฆษณาจากปี 1972 ของรถนิสสัน สกายไลน์ที่มีตัวละครชายหญิงผู้รักอิสรภาพขับรถเที่ยวที่นี่และต้นไม้นี้อยู่ในฉากโฆษณาด้วย
Seven Stars Tree ต้นโอ๊คต้นเดี่ยวกลางทุ่งสุดมินิมอล ต้นไม้นี้เป็นอีกต้นมีชื่อเสียงจากโฆษณาบุหรี่ยี่ห้อเดียวกันในปี 1976 โฆษณาตัวเดียวยกระดับการท่องเที่ยวท้องถิ่นขนาดนี้
ปักใน Google Maps ไว้ที่ Patchwork Road (Biei) ตรงนี้ก็จะได้เห็นทุ่งนาเป็นคลื่นๆไปไกลมาก
โลเคชั่นนี้ผมเป็นคนปักเองเพราะว่ามันสวยมากแต่ไม่มีปักหมุดใน Google Maps ตามไปดูกันได้นะครับ https://maps.app.goo.gl/Dz5tjN2X3URRUhWs9
***หลังจากนี้เราข้ามไปที่ Wakkanai และเกาะนอกชายฝั่งแต่ขอแยกตรงนี้ไว้โพสหน้า และข้ามกลับมาที่ตอนเรากลับไปที่ซับโปโรนะครับ***
Day 4 ตื่นขึ้นมาในซับโปโร ไปเที่ยวโอตารุ ปิดทริปฮอกไกโด
หลังจากขับรถกลับจาก Wakkanai แล้วเราเข้าโรงแรมที่ซับโปโรคืนก่อน และวันนี้จะออกไปเที่ยวโอตารุกันด้วย
Nijo Market
ก่อนอื่นไปกินข้าวกันก่อน โรงแรมเราอยู่ในถนนย่านการค้า Tanukikoji และจะเดินไปที่ตลาดนิโจที่เป็นตลาดปลาตอนเช้ากัน
รีบมาแต่เช้าเลยเพราะเรื่องต่อคิวนั้นเลื่องลือ ตลอดทางที่เดินมาเห็นปูตัวเป้งๆแล้วอยากกินมาก
เราลงเอยที่ร้าน Nijo Market Sapporo Seafood Donbe มีคิวพอสมควรแต่ก็รอไม่นานครับ เมนูมีให้ดูหน้าร้านเลย ราคาหลากหลายแล้วแต่กำลังซื้อ พอดีเราพึ่งกลับมาจาก Wakkanai ที่มีชื่อเสียงด้านหอยเม่นเลยกินมาพอสมควร วันนี้เลยได้กินอย่างอื่น
วันนี้กินชุดรวมซาชิมิกับขาปูยักอลาสก้าหนึ่งอัน เนื้อแน่นอร่อยมาก ขาดแต่น้ำจิ้มซีฟู้ด
Hokkaido Jingu
ก่อนจะออกไปนอกเมืองซับโปโร ขอแวะที่ศาลเจ้าฮอกไกโดที่สร้างขึ้นในปี 1869 ตามคำสั่งของจักรพรรดิเมจิเพื่อเป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าแห่งการบุกเบิก(ยึดครอง)เกาะฮอกไกโด
ศาลเจ้าแห่งนี้เกี่ยวโยงกับการยึดครองและผนวกเกาะฮอกไกโดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น ในทางประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ศาลเจ้าฮอกไกโดทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณและเครื่องมือทางการเมืองในการแผ่ขยายอำนาจของส่วนกลางในยุคเมจิ และใช้ศาลเจ้านี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างความชอบธรรม
หลายคนอาจจะทราบว่าแต่เดิมเกาะแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของ ชาวไอนุ (Ainu) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิม และถูกคนญี่ปุ่นเรียกว่าเอโซจิ (Ezochi) จนในปี 1869 รัฐบาลเมจิได้ส่งคณะกรรมาธิการบุกเบิก (Kaitakushi) เข้ามาควบคุมและเปลี่ยนชื่อเกาะเป็นฮอกไกโด
รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศให้ดินแดนทั่วฮอกไกโดเป็นที่ดินที่ไม่มีเจ้าของ เพื่อแจกจ่ายให้กับทหารและผู้อพยพชาวญี่ปุ่น ทำให้วิถีชีวิตของชาวไอนุที่พึ่งพาการล่าสัตว์และหาปลาถูกจำกัดและสั่งห้าม ถูกบังคับให้เปลี่ยนมาทำเกษตรกรรม กลืนวัฒนธรรม ห้ามพูดภาษาไอนุ และบังคับให้เปลี่ยนสัญชาติเป็นญี่ปุ่น ซึ่งในพื้นที่ของศาลเจ้าแห่งนี้เองก็มี ศาลเจ้าไคทาคุ (Kaitaku Shrine) ตั้งอยู่ภายใน เพื่อรำลึกถึงผู้มีคุณูปการในการบุกเบิกเกาะ ซึ่งในมุมมองของชนพื้นเมืองคือผู้เข้ามายึดครอง
ประวัติศาสตร์ 5 นาทีจบลงแล้วครับ ศาลเจ้านี้รายล้อมด้วยธรรมชาติร่มรื่นในสวนมารุยามะ ซึ่งมีพื้นที่ป่ากว่า 400 ไร่อยู่ในกลางเมือง ถึงประวัติศาสตร์จะมืดมนแต่ต้องยอมรับว่าความสวยงามของสถานที่ก็ทำให้คนลืมมันไปได้
Cape Kamui viewpoint
หลังจากศาลเจ้าเราก็ขับรถยาวๆประมาณชั่วโมงครึ่งมาถึงที่ Cape Kamui แหลมทะเลที่เป็นหน้าผาสูง วันนี้อากาศดีแดดออกฟ้าเปิดสุดๆ อุปกรณ์กันแดดที่พกมาทรงงานหนักมาก มีเมฆสวยๆตอนรับที่ทางเข้าเลย
ระหว่างทางก็ได้เห็นแล้วว่าน้ำทะเลสวยใสสีฟ้าเทอร์คอยส์ขนาดไหน เดินมานิดเดียวจะเจอเข้ากับซุ้ม
ประตูไม้ที่ป้ายเขียนว่า"ผู้หญิง-ที่ต้องห้าม-แหลมคามุย" เป็นเพราะในอดีตผู้หญิงจะผ่านตรงนี้ไม่ได้ เรื่องมันยาวแต่ขอเล่าหน่อย
ตำนานพื้นบ้านเล่าว่าเคยมีขุนพลชาวญี่ปุ่น มินาโมโตะ โน โยชิตสึเนะ (Minamoto no Yoshitsune) ลี้ภัยมาจากแผ่นดินใหญ่และมาอาศัยอยู่กับเผ่าไอนุ แล้วลูกสาวหัวหน้าเผ่าชื่อว่าชาเรนกะ (Charenka) ดันไปตกหลุมรักพ่อหนุ่มคนนี้เข้า มาวันนึงพ่อหนุ่มนี่ตัดสินใจออกเดินทางทางทะเลจากแหลมคามุยนี้ ชาเร็นกะวิ่งตามมาพูดว่า
ฉันกำลังขอร้องอ้อนวอนเธออย่าไป
ทิ้งตัวลงคุกเข่ากอดขาเธอเอาไว้
พนมสองมือขึ้นกราบกรานเธอโปรดอย่าไป
มันคงไม่มีประโยชน์ ถ้าคนมันหมดใจ
จะอ้อนวอนยังไงโยชิตสึเนะก็ลงเรือไปอยู่ดี ชาเรนกะสลิ้งแตกยืนที่ปลายแหลมแล้วตะโกนสาปแช่ง "หากมีเรือลำใดที่มีผู้หญิงโดยสารผ่านมา ณ ที่แห่งนี้ ขอให้เรือลำนั้นจมลงสู่ก้นทะเล!" ก่อนจะกระโดดหน้าผา
ลงสู่ท้องทะเลไป และร่างก็กลายสภาพเป็น หินคามุย (Kamui Rock) หินแท่งใหญ่ที่ตั้งอยู่ปลายแหลม
คนยุคนั้นฝังหัวกับตำนานคำสาปของชาเรนกะเลยเชื่อว่าถ้าปล่อยให้ผู้หญิงขึ้นเรือผ่านบริเวณนี้เรือจะล่ม รวมถึงทำให้การจับปลาเฮอร์ริ่งที่เป็นรายได้หลักของพื้นที่นี้ย่ำแย่ลงไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ แคว้นมัตสึมาเอะที่ปกครองฮอกไกโดในอดีตจึงตั้งกฎและสร้างประตูไม้ขึ้นมาโดยเขียนป้ายว่า "ดินแดนต้องห้ามสำหรับสตรี" กฎนี้ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดมาจนถึงปี 1855 ปลายเอโดะจึงได้มีการยกเลิกไปแต่ก็ยังเก็บป้ายเอาไว้
เส้นทางเดินนี้ยังมีชื่อเรียกว่า Charenka's Path เป็นสะพานเดินเลียบสันเขาความยาวประมาณ 770 เมตร
ทางเดินค่อนข้างแคบแล้วคนก็เยอะพอสมควร เดินเร็วๆไม่ค่อยได้ แต่ตลอดทางวิวสวยมากๆ หยุดเมื่อไหร่ก็ได้ถ่ายรูปทุกครั้งครับ ที่ปลายแหลมมองออกไปเห็นหินคามุยชี้ฟ้า คำว่าคามุยเป็นภาษาถิ่นแปลว่าพระเจ้านี่เองครับ
Ebisu Rock & Daikoku Rock
Cape Kamui เค้าอยู่ที่ปลายสุดของ Shakotan Peninsula หลังจากเดินเที่ยวเสร็จเราขับรถย้อนกลับมาทางเมืองโอตารุและผ่านอีกที่นึง หินในทะเลคู่กันที่มีเสาโทริอิบนยอด จุดนี้แวะสั้นๆถ่ายรูปนิดเดียวครับ
Otaru
ขับรถมาถึงเมืองโอตารุแล้วครับ ที่นี่เป็นเมืองท่าเก่าแก่เล็กๆริมทะเลสำหรับเดินเที่ยวสบายๆ ก่อนอื่นแวะกินข้าวก่อน แวะที่ร้าน Otaru Beer ที่ด้านในตกแต่งแบบร้านในเยอรมัน
อาหารอร่อยอยู่นะครับ โดยเฉพาะขนมปังกระเทียมที่ชอบอยู่แล้ว ส่วนเบียร์นั้นอร่อยแน่นอน มาแล้วอย่าพลาดเลย
ร้าน Otaru Beer ก็อยู่ตรง Otaru Canal นี่แหละครับ ตรงนี้แลนด์มาร์คชื่อดังเลยนะ แต่ตอนกลางวันดูไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ คลองที่เราเห็นในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากการขุด แต่เกิดจากการถมทะเลนอกชายฝั่งสร้างเป็นทางน้ำกว้างสำหรับให้เรือขนถ่ายสินค้าจากเรือใหญ่เข้ามายังโกดังริมฝั่งได้
ในยุค 60s การขนส่งทางบกและท่าเรือทันสมัยเข้ามาแทนที่ ธุรกิจแถวนี้เกือบเจ๊ง รัฐบาลท้องถิ่นเกือบจะ ถมคลองทั้งหมดเพื่อทำเป็นถนน 6 เลน เดชะบุญประชาชนในพื้นที่ร่วมกันต่อสู้และประท้วงยาวนานนับสิบปีจนสามารถรักษาคลองไว้ได้ครึ่งนึง จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกในปัจจุบัน
ตรงข้ามคลอง Otaru Denuki Koji หน้าตาแปลกตา จำลองภาพของยุคเมจิ
เดินต่อมาถึงถนน Sakaimachi Street เป็นถนนย่านการค้าที่โด่งดังของโอตารุ เต็มไปด้วยอาคารสไตล์ตะวันตก ตึกอิฐแดง และโกดังหินโบราณ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคเมจิและไทโช ปลายปี ค.ศ. 1800 ถึงต้นปี 1900 ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีและดัดแปลงเป็นร้านค้า ร้านขนม และพิพิธภัณฑ์ แถวนี้น่ารักถ่ายรูปสวยมากๆ
ตลอดทางมีแต่ร้านขนมอร่อยๆที่คนนิยมซื้อเป็นของฝากอย่างร้าน Le Tao มีหลายร้านเลยล่ะ นอกจากนั้นยังมีร้านขายของสะสมตัวการ์ตูนเยอะแยะด้วย
เดินไปจนสุดถนนจะเจอกับ Otaru Music Box Museum พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีโอตารุอยู่ในอาคารอิฐแดงที่เคยเป็นโกดังเก็บสินค้าและสำนักงานของบริษัทค้าข้าว ก่อนจะถูกปรับปรุงให้กลายเป็นร้านกล่องดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และยังมีนาฬิกาไอน้ำโบราณหน้าตึกซึ่งส่งเสียงเตือนทุก 15 นาที เป็นหนึ่งในของขวัญที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา มอบให้เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ไมตรี
ได้เวลากลับเข้าเมืองซับโปโรแล้วครับ ทริปใกล้จะจบแล้วว
Shiroi Koibito Park
แวะเที่ยวไวๆที่ธีมพาร์คแบ๊วๆสไตล์โรงงานช็อกโกแลตของชาร์ลีที่ชานเมืองซัปโปโร สร้างโดยผู้ผลิตขนมที่เป็นของฝากอันดับหนึ่งของฮอกไกโดอย่างชิโรอิ โคอิบิโตะ คุกกี้ลองเดอชาสอดไส้ไวท์ช็อกโกแลตนั่นเองครับ ถ่ายรูปกันฉ่ำๆแล้วซื้อขนมกลับบ้าน
Tanukikoji Shopping Street
กลับเข้าโรงแรมแล้วออกไปเดินหาอะไรกินกันหน่อย แต่ร้านที่กินความอร่อยไม่ควรค่าแก่การบอกต่อเลยพาดูแต่บ้านเมืองนะครับ พอยามค่ำคื่นเมืองซับโปโรก็คึกคักขึ้นมา
Susukino
คืนนี้จบลงที่ถนนซูซุคิโนะที่เต็มไปด้วยป้ายไฟนีออนสีสันสดใส ส่วนใหญ่เป็นป้ายโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แยกนี้ได้อารมณ์แบบป้ายกูลิโกะที่โอซาก้าอยู่นะ
เป็นไงบ้างครับกับการไปเที่ยวฮอกไกโดหน้าร้อน ครบทุกรสชาติทั้งธรรมชาติ ดอกไม้ ภูเขา ทะเลและเมืองใหญ่ อนาคตยังมีโพสมาให้อ่านอีกเยอะแน่นอน ยังไงอย่าลืมติดตามเพจเอาไว้ด้วยนะครับ
ยังไงวันนี้กราบลาไปก่อนถ้าอ่านแล้วถูกใจชอบใจฝากติดตามโพสอื่น
และติดตามเพจจะได้ไม่พลาดโพสต์ในอนาคต https://www.facebook.com/nopeopletravelphoto
แล้วก็ฝากติดตามช่องทาง YouTube ของผมด้วยนะครับ พึ่งทำไม่นานแต่จะพยายามอัพบ่อยๆ https://www.youtube.com/@NoPeopleTravelPhoto
หรือจะสนับสนุนการทำงานของผมได้โดยการเลี้ยงน้ำเลี้ยงขนมได้ด้านล่างเลยครับ




ความคิดเห็น