เที่ยว 5D4N ดินแดนเหนือสุดของญี่ปุ่น | วักกาไน เกาะริชิริ เกาะเรบุน | 5D4N Hokkaido Summer
- Opp

- 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 4 นาที

เดือนที่เดินทาง - กรกฎาคม 2026
คนนิจิวะ สวัสดีครับเพื่อนๆ ถ้าพูดถึงฮอกไกโดแล้วหลายคนน่าจะรู้ดีว่ามีอะไรสวยๆที่ซับโปโร โอตารุหรือฟุราโน่ แต่ไม่รู้มีใครเคยได้ยินชื่ออย่าง วักกาไน เกาะริชิริ และเกาะเรบุน ครั้งนี้เราไปมาแล้วที่ดินแดนเหนือสุดของญี่ปุ่นและจะมาเล่าให้ฟังว่าเราไปเจออะไรมาบ้างครับ
ตอนนี้เรียกได้ว่าธรรมชาติยิ่งใหญ่อัดแน่นทั้งตอน เพราะที่แถวนี้มีแต่ทุ่งหญ้าและภูเขา เรียกได้ว่าห่างไกลความเจริญ แต่ยังไงญี่ปุ่นก็ยังมีการจัดการที่ดี ถนนสวยงามปลอดภัยไม่ว่าจะไกลปืนเที่ยงขนาดไหน ทำให้เราเที่ยวได้อย่างอุ่นใจพอสมควร
ทริปนี้เราจะมีการเอารถขึ้นเรือข้ามเกาะด้วยนะครับ จะมีการอธิบายขั้นตอนการจองตั๋วและข้อปฎิบัติในการเดินทางด้วย ตามอ่านได้เลยครับ
สถานที่ต่างๆที่เราไปจะเป็นตามนี้เลยครับ
Day 1 เดินทางถึงวักกาไน: Reindeer Sightseeing Ranch / Wakkanai Fukuko Market / Wakkanai Centennial Memorial Tower / Cape Noshappu / Cape Sōya / Path of White Shells / Wakkanai North Breakwater Dome
Day 2 ออกเรือสู่เกาะริชิริ: Notsuka Observatory / Rishiri Kameichi / Senhoshimisaki Park / Rocks of a Sleeping Bear / Kamui Kaigan Park / Yuhigaoka Observation Deck / Cape Peshi
Day 3 ออกเรือสู่เกาะเรบุน: Momodai Nekodai Observatory / Jizō Rock / Seashells Beach / Cape Sukai / Cape Sukoton / Cape Gorota Observation Deck
Day 4 เดินเขาเกาะเรบุน: Momoiwa Observatory Trail / Momoiwa Observatory / Jizō Rock
Day 5 บ้ายบายวักกาไน: Yuhigaoka Parking Lot / Kohone Rest House / Sarobetsu Plain Field parking lot
เตรียมตัวกันพร้อมแล้วไปเที่ยวกันเลยครับ
Day 1 เดินทางถึงวักกาไน Wakkanai ฮอกไกโด
Reindeer Sightseeing Ranch
วันแรกเราเริ่มด้วยการขับรถมาจากเมืองบิเอะที่เราพักแรมอยู่คืนก่อน ระยะทางที่ขับจนกว่าจะถึงวักกาไนนั้นไกลถึง 4 ชั่วโมง เราเลยตัดสินใจจอดพักซักนิดที่ฟาร์มเรนเดียร์ก่อนเข้าสู่เขตเมืองวักกาไนนิดหน่อย ที่นี่เค้าให้เข้าฟรีด้วยนะครับ
ก่อนจะเข้าไปในคอกน้องกวางเราจะต้องล้างพื้นรองเท้าด้วยน้ำยาที่เค้าเตรียมมาให้ก่อนนะ ตอนที่มาสงสัยอากาศมันจะร้อนไปหน่อยกวางเลยผลัดขนจนดูเป็นหย่อมๆแบบที่เห็น มีทั้งกวางโตและกวางเด็กเลย แอบเห็นในโรงนาว่าเค้ามีความตัวใหญ่มากกับเขาใหญ่สวยเลยแต่ไม่รู้ทำไมเค้าไม่ให้ดู อาจจะอยู่ในช่วงดุร้ายก็ได้มั้งครับ
Wakkanai Fukuko Market
เมื่อเข้ามาถึงเมืองวักกาไนแล้วสิ่งแรกที่นึกถึงเลยคืออาหาร! เราแวะที่ตลาดปลา Wakkanai Fukuko Market เพราะที่นี่มีร้านข้าวหน้าซาชิมิสุดล้ำค่าอยู่ พื้นที่แถวนี้มีชื่อเสียงมากด้านหอยเม่น เพราะหอยเม่นแถวนี้เค้ากินแต่ของดีๆ บริเวณน่านน้ำวักกะไนและเกาะใกล้ๆอย่างริชิริ และเรบุนเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ สาหร่ายริชิริคอมบุ สาหร่ายเกรดพรีเมียมระดับท็อปของญี่ปุ่น หอยเม่นที่กินของแพงเลยมีรสชาติหวานเจี๊ยบ เข้มข้น กลมกล่อม และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวโดยธรรมชาติ โอ้วแค่คิดก็อยากกินแล้ว

ดูจากเมนูหน้าร้านจะเห็นว่าราคาข้าวหน้าหอยเม่นล้วนๆจะแพงกว่าหน้ารวมมาก มันยังทำใจจ่ายไม่ได้เลยสั่งหน้ารวมมา แล้วก็สั่งซูชิกุนคันหน้าหอยเม่นมาลองก่อนว่าอร่อยจริงป่าวเพราะคำเดียวราคาแค่ 1,000 เยน
พอได้กินแล้วเสียดายมากที่ไม่ได้สั่งแบบทั้งชาม อร่อยแสงพุ่งโคตรๆ
ในตลาดนี้ยังมีขายซีฟู้ดสดขาย ผักผลไม้สด ของที่ระลึก ทุกอย่างดูน่ากินมากครับ สงสารพวกเค้าที่เกิดมาอร่อย
หลังจากกินข้าวแล้วเราไปเช็คอินที่โรงแรมกัน เราอยู่ที่ Surfeel Hotel Wakkanai โรงแรมที่อยู่ข้างๆท่าเรือเฟอรี่เลย ที่จริงเรามา Wakkanai ก็เพื่อจะขึ้นเรือต่อไปที่ Rishiri Island และ Rebun Island
โรงแรมนี้ห้องใหญ่มาก อาจจะตกแต่งดูแก่ไปหน่อย
Wakkanai Centennial Memorial Tower
วันนี้เรามีเวลาที่วักกาไนเลยได้ไปเที่ยวหลายที่ อันดับแรกเราแวะไปที่หอชมเมืองบนยอดเนินทางทิศตะวันตกของเมืองวักกาไน ที่นี่สร้างเป็นหมุดหมายที่เมืองมีอายุครบร้อยปีเมื่อปี 1978
นอกจากชั้นบนที่เห็นวิวเมืองด้านล่างมีนิทรรศการเกี่ยวกับเมืองและข้อมูลเกี่ยวกับชาวไอนุอยู่เล็กน้อย มีสัตว์สตัฟหลากหลายด้วยนะ
วันนี้ฟ้าครึ้มมากตามแบบฉบับของเรา ไปที่ไหนฝนต้องตกก่อนถึงจะสวยได้ วันนี้ยังดีที่มองเห็น Mt. Rishiri นอกชายฝั่งทางทิศตะวันตก
ขาลงเนินเราผ่านอนุสรณ์สถาน Gate of Ice and Snow - Sakhalin Islanders Memorial Monument ประตูน้ำแข็งและหิมะ ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงชาวญี่ปุ่นที่เสียชีวิต และที่เคยอาศัยอยู่บนเกาะคาราฟุโตะ (Karafuto) ที่ปัจจุบันชื่อว่าเกาะซาคาลิน (Sakhalin)
เกาะนี้ญี่ปุ่นเคยยึดครองไว้จนหลังแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 จึงโดนโซเวียตยึดเอาไปแล้วคนญี่ปุ่นทุกคนรวมทั้งคนไอนุที่ถือสัญชาติญี่ปุ่นก็ถูกไล่ออกจากเกาะ อนุสาวรีย์นี้เป็นความพยายามของญี่ปุ่นที่จะบอกว่าแผ่นดินนั้นมันเป็นของฉันต่างหาก แต่ยังไงก็ตามแผ่นดินนั้นมันก็เป็นของชนพื้นเมืองหลากหลายจนญี่ปุ่นไปยึดมานั่นแหละ แถมช่วงสงครามกองทัพญี่ปุ่นยังขนคนเกาหลีไปทำงานเป็นทาสบนเกาะนี้อีก
ดราม่าเรื่องเขตแดนจะอยู่กับมนุษย์ตลอดไป

Cape Noshappu
แหลมที่เข้าใกล้จุดเหนือสุดของญี่ปุ่นเข้าไปทุกที ตรงนี้เราสามารถมองเห็น Mt. Rishiri ได้ในวันฟ้าเปิด อย่างเราเห็นครึ่งล่างก็ยังโอเคนะ
ระหว่างขับรถออกจากแหลมโนชับปุเราขับรถผ่านสนามเด็กเล่นนึงแล้วเห็นแก๊งกวางนั่งชิลๆอยูในสวน เมืองวักกาไนนี้มีกวางเดินเพ่นพ่านในเมืองเยอะเลยนะครับ อาจจะไม่เยอะแบบนารา แต่น้องๆที่นี่มารยาทงามไม่แย่งอาหารจากมือ เอาจริงเค้าไม่สนใจคนหรือออกจะกลัวคนเล็กน้อย กวางที่นี่ตัวใหญ่มากอีกด้วยนะ
Cape Sōya
ขับรถมาซักพักเลยเพื่อมาถึงแหลมโซยะ แหลมที่เป็นตัวจริงด้านการอยู่เหนือสุดดินแดนญี่ปุ่น คนมาต่อคิวถ่ายภาพกับอนุสาวรีย์สามเหลี่ยมริมทะเลกันเพื่อบันทึกไว้ว่าครั้งหนึ่งฉันได้มายืนอยู่จุดนี้แล้ว ในร้านของฝากยังมีขายใบประกาศนียบัตรว่าคุณได้มาเหยียบจุดเหนือสุดของญี่ปุ่นอีกด้วย ใครอยากได้ไปหาซื้อได้ในบ้านสีฟ้าตรงที่จอดรถได้เลยครับ
เดินอยู่แป๊บนึงฝนตกเฉยเลย ที่แหลมนี้ยังมีจุดเช็คอินอีกมากมายเลย เอาจริงๆแค่ขับรถเล่นบนเนินเขาก็สวยมากแล้วครับ
บนยอดเนินใกล้ๆปลายแหลมโซยะ
Path of White Shells
ขับรถต่อไปในเขาจะพาเราไปเจอกับถนนสีขาวแบบที่เกิดจากการเอาเปลือกหอยป่นๆมาโรยทำถนนเพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวละมั้ง แต่มาเห็นแล้วผมว่าไม่ต้องมาก็ได้มั้ง 555 จริงๆแล้วเราไม่ได้ไปอีกที่ที่น่าจะสวยกว่าคือ Windfarm Road ที่อยู่ข้างๆกันเลยแต่ว่าฝนมันตกหนักแล้วเลยหนีกลับวักกาไนดีกว่า
มาถึงในเมืองแล้วจะไปหาร้านข้าวกินแต่ว่าไม่รู้ทำไมทุกร้านเต็มแล้วทั้งนั้น นักท่องเที่ยวก็ไม่ได้ดูเยอะเลยแต่ร้านเต็มง่ายมาก บางร้านเห็นเราเป็นชาวต่างชาติก็ไล่เลยไม่ขายให้ ขนาดภรรยาผมเค้าพูดภาษาญี่ปุ่นได้ก็ไม่รอด สังคมมีทั้งคนดีและคนสติไม่ค่อยดีนะครับ ต้องทำใจ

สุดท้ายเลยต้องฝากท้องไว้กับคอมบินิหรือร้านสะดวกซื้ออีกมื้อ

Wakkanai North Breakwater Dome
ก่อนเข้าโรงแรมพาไปดูอีกแลนด์มาร์คข้างๆโรงแรมเลยครับ โดมครึ่งซีกยาวๆที่สร้างมากันคลื่นลมให้กับคนในเมืองวักกาไนเพราะว่าในฤดูหนาวลมหนาวมันบาดลึกเสียเหลือเกิน ถูกสร้างขึ้นในช่วงก่อนสงครามโลกที่ญี่ปุ่นยังยึดครองคาราฟุโตะที่ปัจจุบันอยู่ใต้การควบคุมของรัสเซีย โดมนี้ช่วยกันหนาวให้คนที่มารอขึ้นเรือข้ามฟากระหว่างฮอกไกโดและคาราฟุโตะ
Day 2 ออกเรือสู่เกาะริชิริ Rishiri Island
เช้าวันนี้เราจะขึ้นเรือเฟอรี่ข้ามไปเกาะริชิริกันแล้วครับ การเตรียมตัวจะเยอะนิดนึง จะพยายามอธิบายให้ละเอียดที่สุดนะครับ
เว็บไซต์สำหรับจอง: https://heartlandferry.jp/english/
ราคาค่าตั๋วจะมีแบบราคาคน และราคารถหนึ่งคัน+คนขับ ตัวอย่างเช่น ถ้าไปกันสองคนแบบมีรถ จะต้องจ่ายราคารถ+คนขับ และผู้โดยสาร 1 คน เวลาจองในเวบมันจะคำนวณให้เลย เราแค่ใส่จำนวนคนทั้งหมดและรายละเอียดของรถ https://heartlandferry.jp/faretable/
การจองจะต้องแจ้งข้อมูลความยาวของรถและทะเบียนรถด้วย ถ้าใครวางแผนจะเอารถไปด้วยก็จะต้องได้รถเช่าก่อนถึงจะจองได้นะครับ บางเวลาอาจจะเต็มไปก่อนก็ต้องเลื่อนไปจองรอบอื่นๆแทน เพราะฉะนั้นได้รถเช่าแล้วควรรีบเข้าไปจองเลยทันที
การเช็คอิน
จะต้องไปเช็คอินที่เคาน์เตอร์ในเทอมินอลก่อนเวลาเรือออกอย่างน้อย 40 นาที ถ้าไม่ไปก่อนเค้าอาจจะยกเลิกตั๋วได้นะครับ
สำหรับคนขับรถจะต้องเอาใบทะเบียนรถกับตั๋วไปเช็คอินด้วย สามารถเอาเล่มที่ได้มากับรถเช่าไปได้เลยครับ
สุดท้ายจะได้ตั๋วสำหรับรถกับคนขับใบนึง และที่เหลือคือคนที่ไม่ขับรถ ให้ไปรอขึ้นเรือช่องทางปกติเหมือนคนอื่น
เราจะค้างที่เกาะทั้ง Rishiri และ Rebun ที่ละคืนด้วยนะครับ บอกทุกคนก่อนว่าบนเกาะเค้าจะไม่ติดแอร์ในโรงแรมกันเพราะว่าอากาศกลางคืนจะยังเย็นอยู่แม้ว่าในหน้าร้อน

แผนที่เกาะริชิริที่มีศูนย์กลางเป็น Mt. Rishiri ท่าเรือ Oshidomari บนเกาะริชิริจะอยู่ทางเหนือของเกาะ

คนขับรถก็ให้ไปรอที่รถแล้วเค้าจะเรียกให้เอารถไปขึ้นเรือ การขึ้นต้องถอยขึ้นเพื่อเวลาออกจะได้เอาหน้าออกไวๆ ต่างกับเรืออื่นที่เคยเอาหัวเข้าแล้วเอาหัวออกได้เลย


ขั้นตอนที่เล่ามาทั้งหมดก็จะใช้ได้กับทุกการขึ้นเรือของทริปนี้เลยครับ พอทำรอบแรกได้แล้วรอบต่อไปก็ง่ายละ ยกเว้นเที่ยวเพลินจนตกเรือ เรือออกจากท่าแล้ว วันนี้ทำสำเร็จ
วันนี้ฟ้าฝนโคตรไม่เป็นใจเลย ผมว่าทรงนี้มันสังหรณ์ใจว่าจะไม่ได้เห็น Mt. Rishiri ซะละมั้ง เมื่อก่อนก็ไปลุ้นว่าจะเห็นฟูจิที่ชิซึโอกะมั้ย เดี๋ยวนี้มาลุ้นอีกเขา เที่ยวแบบตามความปรานีของธรรมชาติ แต่ก็ได้บรรยากาศเหงาๆดีเหมือนกันนะ
มาดูบนเรือกันนิดนึง สำหรับคนที่จองตั๋วชั้นสอง จะมีทางเลือกให้นั่งพื้นแบบญี่ปุ่น หรือจะนั่งเก้าอี้แบบสากล แต่เราจะไปเข้าโซนตั๋วชั้นหนึ่งไม่ได้ แล้วชั้นนี้จะได้นั่งหน้าเรือที่เห็นวิวข้างหน้า แต่ดูสภาพวันนี้แล้วสงสัยจะแป๊ก แต่คนนั่งชั้นสองก็สามารถขั้นไปดาดฟ้าเรือเพื่อดูวิวได้เหมือนกันนะครับ แค่เห็นแต่วิวฝั่งหลังเรือ
จากบนเรือสามารถเห็นเกาะแล้ว แต่เห็นแต่แนวชายฝั่งริมทะเล ที่เหลือมิดเมฆไปจนยอดเลยครับ แล้วคือเกาะนี้หลักๆที่มาเพราะภูเขาสวย 555 แต่ยังไงเราก็จะนอนค้างที่เกาะคืนนึง เผื่อจะโชคดีได้เห็นวันพรุ่งนี้
คนขับจะต้องกลับไปที่รถก่อนเรือเข้าท่าแล้วค่อยมารับผู้โดยสารคนอื่นๆ ตอนลงเรือมาเค้ามีคณะอะไรมาตีกลองร้องเพลงส่งคนออกจากเรือไปด้วย ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเค้าส่งใครแต่ครึกครื้นมาก
Notsuka Observatory
การขับรถเที่ยวจะเป็นการวนรอบเกาะไปเลยเพราะเกาะไม่ใหญ่เลยครับ จะวนซ้ายวนขวาก็ตามสบาย แต่ตอนเด็กแม่สอนว่าขวาร้ายซ้ายดีเลยวนซ้ายทวนเข็มนาฬิกา ที่แรกที่จอดดูคือ Notsuka Observatory ที่อยู่ข้างถนนเลย ที่จริงตรงนี้ใกล้กับ Hime Swamp ที่จะเห็น Mt. Rishiri สะท้อนในบ่อน้ำ แต่ตามสภาพที่เห็น ไม่ต้องแวะไปก็ได้

Rishiri Kameichi
แวะกินข้าวครับ ร้านนี้อยู่ข้างที่จอดรถของ Otatomari numa Swamp เรากินข้าวหน้าหอยเม่นกันอีกรอบ กินกี่ครั้งก็อร่อย ที่ร้านนี้มีของฝากเกี่ยวกับสาหร่ายคอมบุมากมายเช่นกัน สาหร่ายคอมบุที่มาจากเกาะริชิริมีชื่อเสียงมากในญี่ปุ่นครับ เป็นเกรดพรีเมี่ยมของบรรดาสาหร่ายเลยล่ะ
Otatomari numa Swamp เป็นอีกทะเลสาบที่สะท้อนเงาของ Mt. Rishiri ในน้ำ แต่วันนี้เรามายืนดูนกนางนวลกันจ้า

Senhoshimisaki Park
ไปต่อครับ ตรงนี้เป็นจุดที่จะเห็น Mt. Rishiri กับโขดหินดุดันริมทะเลรับแรงคลื่นที่กระแทกเข้ามา ภาพจริงเราไม่เห็นดูภาพในป้ายเป็นตัวอย่างไปก่อนนะครับ
นอกจากนั้นริมทะเลตรงนี้ยังมีบ่อเลี้ยงหอยเม่นอีกด้วยนะ หน้าตาไม่สวยงามแต่รสอร่อย ไม่รู้ใครไปสรรหาแกะมันกินเป็นคนแรกถึงได้รู้ว่าในหอยหนามๆดำๆนี้มันมีเนื้อสีเหลืองทองแบบนี้
Rocks of a Sleeping Bear
วนรอบเกาะมาประมาณ 3 ใน 4 ของระยะทางแล้วครับ ตรงนี้แวะจอดแป๊บๆ หินรูปหมีหลับ 555
Kamui Kaigan Park สอนแกะหอยเม่น
ที่นี่มีร้านที่สอนเราแงะเนื้อหอยเม่นออกมาจากเปลือกกันครับ เค้าปิด 4 โมงครึ่งนะครับ ถ้าอยากมาก็อย่าช้ามาก เราจอดรถที่ Kamui Terrace ได้แล้วเดินลงเนินเตี้ยๆไปครับ มีพนักงานที่พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อยด้วย
ทุกขั้นตอนจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีครับ
เริ่มจากเอาสวิงตักหอยเม่นที่เค้าเล็มหนามออกแล้วใส่บ่อไว้ หอยทุกตัวยังมีชีวิตนะครับ
ตักขึ้นมาใส่กะละมังน้ำแล้วเค้ายังเดินดุ๊กๆอยู่เลย เอาจริงผมไม่ได้ลงรูปทั้งหมดให้ดูเพราะอาจจะสะเทือนใจบางท่าน
ขั้นตอนก็คือต้องเอาอุปกรณ์ที่เหมือนคีมเจาะลงไปที่ปากแข็งๆของมัน แล้วก็แหวกออกเพื่อแยกเปลือก
ข้างในจะมีอวัยวะมากมายที่ไม่กินกันเราก็ต้องคว้านทุกอย่างออกมาจากเปลือกแล้วใส่ไว้ในตะกร้าแช่น้ำเกลือ คือตอนที่เราคว้านทุกอย่างออกมาแล้วเปลือกเค้ายังขยับได้อยู่เลยนะ
ทีนี้เนื้อสีเหลืองยังติดอยู่กับอวัยวะอื่นเราก็ต้องเอาแหนบมาคีบแยก ตอนนี้ยากมากเพราะถ้าไม่ชำนาญจะทำให้ส่วนที่อร่อยๆแตกเป็นชิ้นเล็กๆแล้วจะเสียราคา
พอแยกได้แล้วก็แยกจากน้ำเค็มแล้วก็กินได้เลย อร่อยเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือสะเทือนใจตอนผ่าตัด
ความรู้ใหม่ที่ได้ก็มีนะ เช่น หอยเม่นไม่ใช่หอยแต่เป็นเครือญาติกับปลาดาว ส่วนสีเหลืองที่กินกันไม่ใช่ไข่หรือเนื้อ แต่เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ ทั้งเพศเมียและเพศผู้ ถ้าใครแจ็คพ็อตได้เพศผู้ระหว่างผ่าตัดจะเจอน้ำขาวๆไหลออกมาจากก้อนสีเหลืองนี้ด้วยนะ หวานเจี๊ยบ 555
Yuhigaoka Observation Deck
วนรอบเกาะต่อมาถึงจุดชมวิวที่ต้องเดินขึ้นเนินนิดหน่อยครับ เดินไม่เกิน 15 นาทีก็ถึงยอดแล้ว บนยอดนี้จริงก็จะเห็น Mt. Rishiri เหมือนกันครับ แต่เรายืนตรงนี้ดู Cape Peshi ทางทิศตะวันออก หรือมองดูเกาะเรบุนทางตะวันตกก็สวยดีเหมือนกันนะ
Cape Peshi
วนมาครบรอบเกาะแล้วล่ะครับ และเรามาถึงที่ทางขึ้นยอดเขาที่แหลมเปชิข้างๆท่าเรือที่เราลงเมื่อเช้า เดินขึ้นช่วงแรกจะไม่ยากมากครับ ทางเรียบๆเป็นส่วนใหญ่ จะเริ่มชันมากหน่อยก็ช่วงหลัง ใช้เวลาขานึงไม่น่าเกิน 30 นาที
วิวที่เห็นแม้ไม่มี Mt. Rishiri แต่ก็สวยมากเหมือนกัน
เมื่อถึงยอดแล้วจะได้เจอกับประภาคารสีขาวและวิวมุมกว้างของเกาะ แทบจะเห็นทั้งเกาะได้เลยถ้าไม่มีภูเขาตรงกลางบัง
วันนี้เราจะนอนค้างบนเกาะริชิริที่โรงแรม Kitaguni Grand Hotel ดูแล้วเป็นโรงแรมเก่าแก่ที่มีบริการบ่ออาบน้ำกลางแจ้งและมีอาหารเย็นบริการด้วย อาหารเย็นอร่อยดูดีเลยล่ะครับ กินแล้วเยียวยาจิตใจที่ไม่ได้เห็น Mt. Rishiri มากๆ แล้วเราไปแช่น้ำร้อนผ่อนคลายจิตใจกันก่อนเข้านอน
ย้ำอีกครั้ง สิ่งที่ต้องรู้สำหรับการนอนค้างบนเกาะทั้ง Rishiri และ Rebun คือเค้าไม่มีแอร์ให้นะครับเพราะอากาศกลางคืนค่อนข้างเย็นถึงจะเป็นฤดูร้อน
Day 3 ออกเรือสู่เกาะเรบุน
เช้านี้เราตื่นขึ้นมาเช้าตรู่เพราะว่าไม่ใช่วันทำงาน ยังมีเวลาก่อนเวลากินข้าวเช้าเราเลยออกไปเดินเล่นริมทะเลใกล้ๆโรงแรมกันก่อน เช้านี้อากาศดีขึ้นเยอะเลยแต่ยังไงเราก็จะออกเรือไปเกาะเรบุนกันเช้านี้
กินข้าวที่โรงแรมแล้วเราก็มาเช็คอินที่ท่าเรือเลย เริ่มเห็นท้องฟ้าสีฟ้าแล้ว ความหวังของเรา จะว่าไปแล้วเจ้าแหลมเปชิมองจากมุมนี้หน้าตาเหมือนกอริลล่าเลย แวะซื้อกาแฟหน้าท่าเรือหน่อย
เรือออกจากท่าแล้วท้องฟ้าดูมีหวังจริงๆ
แล้วสุดท้ายเค้าก็โผล่หัวออกมาให้เห็นนิดๆ นิดจริงๆ ยืนดูอยู่ซักพักเมฆก็เข้ามาบังอีก ขี้อายอะไรก่อน
นั่งเรือแป๊บเดียวก็มาถึงเรบุนแล้วครับผม ก่อนอื่นเอากระเป๋าเข้าโรงแรมก่อน เค้าให้เช็คอินได้ตอนบ่ายสามแต่ทุกโรงแรมที่ไปมาเค้าก็ให้ฝากกระเป๋าไว้ก่อนไม่มีปัญหาอะไรนะครับ โรงแรมนี้ก็ดีนะครับ สะอาดสะดวก ติดแค่มีแต่ห้องอาบน้ำที่ต้องแบ่งกับคนอื่น แต่ไม่ต้องอาบพร้อมกันนะ ใช้ระบบใครมาก่อนอาบก่อน
Momodai Nekodai Observatory
ที่เที่ยวบนเกาะเรบุนมีมากมายเลยครับ มีทั้งแบบคนชอบเดินเขาหรือแบบเที่ยวสบายๆ ทริปนี้จะพาไปดูทั้งสองแบบเลย ที่แรกที่เราไปจอดรถเที่ยวคือจุดชมวิวที่เห็นหินลูกท้อยักษ์และหินแมวที่ชายฝั่งทางตะวันตกของเกาะ แลนด์สเคปที่นี่อลังการมาก เขาสูงหน้าผาหินแซมกับสีเขียวของฤดูร้อน คล้ายๆตอนไปไอซ์แลนด์อยู่นะ ว่าแต่ทำไมตอนเช้าดูเหมือนแดดจะออก พอลงเรือแล้วมันมืดครึ้มอีกแล้ว
Jizō Rock
ที่นี่มีหินสองก้อนที่แยกออกจากกันแต่ดูแล้วเหมือนมือสองข้างประนมเข้าหากันของรูปปั้นพระจิโซที่เห็นได้ตามชนบทญี่ปุ่น หินได้เลยได้ชื่อนี้มา ตรงนี้เป็นชายหาดชิลๆที่มีร้านขายของน่ารัก คนขายน่ารักมาก เค้าเก็บหินสีสวยๆจากชายหาดแล้วนี้แล้วเอามาวางขาย พอเค้ารู้ว่าเป็นคนไทยเค้าดูงงว่าพวกแกมาทำอะไรถึงสุดขอบประเทศนี่ ตื่นเต้นมากจนให้หินเรามาเป็นกำมือเลย 55
ไหนๆตรงนี้มีร้านข้าวเราเลยกินซะเลย ที่นี่มีเบอร์เกอร์ปลาฮอกเกะที่เป็นปลาขึ้นชื่อของฮอกไกโดด้วย ร้านชื่อว่า Dining cafe 海
ตรงหาดหินนี้สามารถเดินไปได้ไกลมากๆเลยลองเดินมาดูตรงที่หินสองฝั่งประกบกัน ตลอดทางเห็นสาหร่ายคอมบุเกยตื้นอยู่มากเลย
Seashells Beach
เวลามีค่อนข้างเยอะเพราะว่าฝนทำท่าจะตก เลยไปนั่งตากลมกันที่หาดที่มีเปลือกหอยนับล้าน พอไม่มีแดดแล้วอากาศก็เย็นสบายมากจนออกจะหนาวเลยด้วยซ้ำ
แถวนี้เงียบมากจริงๆ แต่ก็ยังมีเด็กๆแถวนี้มาวิ่งเล่นที่สวนสนุกตรงนี้ให้พอหายเหงาได้บ้าง
Cape Sukai
นั่งดูทะเลอยู่นานจนง่วง ไปเที่ยวต่ออีกหน่อยครับใกล้หมดวันแล้ว ที่ Cape Sukai จริงๆเป็นจุดเริ่มเดินเขาริมทะเลความยาว 4 ชั่วโมงก่อนไปจบที่ Cape Sukoton ด้วย แต่มันเป็นแบบเดินทางเดียวแล้วต้องนั่งรถเมล์กลับมาเอารถ เราเลยขับรถไปทุกที่เลย
จอดรถแล้วต้องเดินขึ้นบันไดนิดหน่อยจะมาเจอกับอ่าวเล็กๆล้อมด้วยเขาสูง วิวสวยมาก ถ้ามีแดดหน่อยจะได้เห็นน้ำสีฟ้าเทอร์คอยส์ด้วยแต่วันนี้ได้ภาพแบบ moody หน่อย
Cape Sukoton
จุดปลายเหนือสุดของเกาะเรบุนอยู่ตรงนี้ แต่จากตรงนี้ยังมองออกไปเห็นเกาะอุมิจิมะที่อยู่ทางเหนือของแหลมไปอีก ตรงนี้ไม่มีใครอยู่เลย เงียบสงบมีแต่เสียงลมกับหญ้ากระทบกัน ถึงจะฤดูร้อนแต่อากาศก็เย็นสบาย
ร้านขายของฝาก Shima no Hito ตรงนี้มีขายข้าวหน้าหอยเม่นอีกแล้ว แต่ตรงนี้มีขายทั้งแบบสายพันธุ์มุราซากิ (ซ้าย) และสายพันธุ์บาฟุน (ขวา) ที่แพงที่สุดแล้ว เทียบราคาตรงนี้แล้วถูกกว่ากินที่บ้านมากๆ มาถึงที่แล้วก็ลองกินนิดนึง กินหอยเม่นฉ่ำๆเลยรอบนี้ กลับไปตรวจสุขภาพสงสัยจะโดนหมอว่าแน่ๆ
Cape Gorota Observation Deck
ก่อนกลับโรงแรมแถวท่าเรือเฟอรี่เราแวะที่สุดท้ายที่แหลมโกโรตะ การจะไปตรงนี้ต้องขับรถบนสันเขาแบบไม่มีรั้วกั้นเลย ทั้งสวยทั้งหวาดเสียว ที่แหลมนี้เป็นจุดที่เราได้ออกกำลังกันนิดหน่อยด้วยนะหลังจากขับรถเป็นหลักมาทั้งวัน
ระหว่างทางยังได้จอดดูวิวที่ Todojima Observation Deck ที่อยู่ริมทางเลย
ที่ Cape Gorota ต้องเดินขึ้นเนินไปพอสมควรและหลังฝนตกทางจะโคลนๆนิดหน่อยแต่ว่าคนที่มาก่อนหน้าเค้าล้มต้นหญ้าริมทางทำให้เดินง่ายขึ้น ยังเดินไปไม่เท่าไหร่วิวก็สวยมากแล้ว เนินหญ้าเขียวๆกับแสงสลัวๆ ยืนมองแล้วรู้สึกลืมเรื่องปวดหัวในชีวิตไปได้พักนึง
หนทางเริ่มลำบากและเป็นโคลน แต่ถึงจะหยุดตรงนี้วิวก็สวยมากไม่ต่างจากบนยอดเท่าไหร่ แล้วตอนนี้ขึ้นไปบนยอดก็เหมือนเดินเข้าไปในเมฆทำให้ไม่เห็นทางใต้ของแหลมและ Mt. Rishiri เลย
กลับถึงโรงแรมแล้วหาข้าวกินกัน บางร้านยังเต็มอยู่แต่โชคดีที่ร้าน Chidori ตรงท่าเรือประมงเค้ามีโต๊ะพอดีให้ได้กินบะหมี่ 1 ชาม จริงๆร้านนี้มีโต๊ะบาร์บีคิวด้วยแต่ถ้าจะกินต้องรอนาน เลยรีบเข้าไปกินราเมนนี่แหละ แต่โต๊ะอื่นย่างปลาย่างหอยกันทำเราหัวเหม็นไปด้วยเลย

Day 4 เดินเขาเกาะเรบุน
คืนก่อนเข้านอนแบบลุ้นๆว่าวันนี้ฟ้าจะเปิดยังนะ ตื่นเช้ามาพบกับเมฆครึ้มที่บัง Mt. Rishiri ท่วมๆเลย แต่แสงและบรรยากาศยามเช้าก็ยังสวยเสมอ ออกไปเดินเล่นแถวท่าเรือซักหน่อย
Momoiwa Observatory Trail
เช้านี้เราจะไปเดินเขากันที่เส้นทาง Momoiwa Observatory (ที่จริงๆขับรถไปก็ได้) เป็น 1 ใน 7 เส้นทางเดิน hiking บนเกาะและที่นี่น่าจะเป็นที่นิยมที่สุดเพราะสะดวกที่สุด จุดเริ่มต้นอยู่ใกล้ท่าเรือ

ตามที่ถามพี่คนดูแลโรงแรมเค้าบอกว่าเดินประมาณ 4 ชั่วโมงและเค้าแนะนำให้เอารถไปจอดที่ปลายทางตรง Kita no Canary Park เสียก่อนแล้วค่อยนั่งรถเมล์จากป้าย カナリアパーク待合所(第2差閉バス停) ลงรถที่ท่าเรือ Kafuka แล้วก็เดินไปตามเส้นทางในแผนที่ เดี๋ยวพาเดินดูกันครับ

เวลารถมาจอดที่ป้ายรถเมล์เราอยู่ในช่องที่วงเอาไว้ครับ อย่างเราจะไปรถคันที่ 8:54น. รถมาค่อนข้างตรงเวลาเพราะงั้นไปรอหน่อยก็ดีครับ

ป้ายรถเมล์ S04 จะหน้าตาแบบนี้ครับ ผมขับรถเลยหลายรอบเพราะนึกว่าส้วม 555 รถเมล์มาตามนัดเป๊ะ
พอลงรถที่ ferry terminal แล้วเดินไปทางเหนือจนเจอกับโรงแรมเราคืนก่อน Rebun Shiri ข้างโรงแรมจะมีร้าน Yanmar และข้างร้านจะมีซอยที่เป็นเนิน เดินขึ้นไปเลยครับ จนเจอกับอุโมงค์แบบนี้ให้เลยอุโมงค์ไป หลังจากนี้จะเดินตามทางอย่างเดียวละ
ช่วงแรกจะต้องเดินบนถนนร่วมกับรถก่อนแต่เช้าๆแบบนี้รถไม่เยอะเท่าไหร่ ตลอดทางเขียวชะอุ่มมีน้ำตกตามทาง เดินไปจนเจอกับที่จอดรถและ Momoiwa Observatory Trailhead ก็คือถึงแล้วครับ หลังจากนี้จะได้เดินบนทางดินแล้ว
ยิ่งเราเดินขึ้นเราก็ยิ่งเข้าไปในเมฆ จากต้นไม้ใหญ่ รอบๆตัวกลายเป็นหญ้าเตี้ยๆแทน บนเขาจะมีพืชพรรณแบบอัลไพน์ และเกาะเรบุนเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ในโลกที่พรรณไม้อัลไพน์สามารถโตได้ใกล้กับระดับน้ำทะเลขนาดนี้เพราะปกติเราจะเจอแต่บนเขาสูงแบบในยุโรป
เดินมาแป๊บเดียวก็ถึงจุดชมวิว Momoiwa หินลูกท้อยักษ์ที่วันก่อนเรายืนดูจากข้างล่าง ตรงนี้ยังมองเห็นที่จอดรถตรงจุดชมวิวอยู่เลยครับ

ตลอดทางเดินจะเห็นดอกไม้ป่าปกติโตในเขตภูเขาสูงเท่านั้น แต่ที่นี่สูงจากระดับน้ำทะเลนิดเดียวก็มีกับเค้าด้วย มีดอก edelweiss ที่โตในเทือกเขาแอลพ์ด้วยเหมือนกันนะ
ถึงแม้ว่าเส้นทางนี้จะสามารถเริ่มเดินจากฝั่งไหนก็ได้ แต่คนนิยมเริ่มเดินจากฝั่ง Momoiwa ก่อนเพราะตลอดทางที่เดินจะมองเห็น Mt. Rishiri เพียงแต่วันนี้เราโชคดีเป็นพิเศษเลยเจอเมฆต่ำลงมาสัมผัสหน้าเราตลอดทางเลย ใครจะมีโอกาสได้เดินในเมฆบ่อยๆ
บางโอกาสหันหลังกลับไปยังได้เห็นแหลมสึคาอิไกลๆ แสงนวลๆแบบนี้มันก็สวยไม่เบาน้า
เดินแบบมองไม่เห็นข้างหน้ามาซักพักเราเห็น Motoji Lighthouse ขอนั่งพักกินไจแอนท์คาปูลิโกะหน่อย วันก่อนเห็นในร้านสะดวกซื้อแล้วมันนึกถึงวัยเด็ก ทำไมเดี๋ยวนี้มันอันเล็กจัง หรือเราแค่ตัวใหญ่ขึ้น
พอพ้นประภาคารแล้วจะเป็นทางเดินลงอย่างเดียวเลย ลงไม่ชันมากครับ แต่สิ่งที่รอต้อนรับเราอยู่คือริชิริ! โหออกมาแล้วหรอพ่อคุณ
เดินในเมฆอยู่นาน พอลงมาตีนเขาแล้วแดดเปรี้ยงเลยเหมือนคนละโลก
ถึงปลายทางของเราแล้ว สวนที่แหลมทางใต้สุดของเกาะเรบุน ตรงนี้มีอาคารเรียนไม้จำลองสไตล์ยุคโชวะที่ใช้ถ่ายหนังเรื่อง Kita no Kanariatachi (北のカナリアたち) หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า A Chorus of Angels หนังก็ไม่เคยดูหรอกครับแต่เค้าเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมด้านในได้ ตรงนี้ถ้าจังหวะดีจะเห็น Mt. Rishiri ด้วยแต่ตอนนี้หลบเข้าเมฆอีกแล้ว
เดินลงมาอย่างเหนื่อยกะว่าจะนั่งพักที่คาเฟ่ตรงสวนแต่คาเฟ่ปิดซะอีก เลยแวะกินข้าวที่หน้าท่าเรือเฟอรี่ ตรงท่าเรือเห็นภูเขาไฟจัดแจ๋วเลย ในที่สุดเค้าก็เปลื้องผ้าแบบหมดเปลือกไม่ต้องมีเมฆมาบังวับๆแวมๆอีกแล้ว
Momoiwa Observatory
รอบเรือที่เราจองไว้คือตอน 5 โมงเย็นทำให้เหลือเวลาพอสมควร ทีนี้แดดออกฟ้าเปิดแล้วก็เร่ไปหาที่ถ่ายรูปกับ Mt. Rishiri กันเถอะ อันดับแรกย้อนกลับไปที่เมื่อเช้าก่อนเลย แต่รอบนี้เอารถไปจอด Momoiwa Observatory Parking Lot แล้วเดินนิดเดียวไปที่จุดชมวิว ว้าววว เห็นชัดแจ๋วเลย ต่างจากเมื่อเช้าที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเห็นภูเขาด้วย ถ่ายรูปมาฉ่ำๆ ดอกไม้ก็สวยเป็น foreground หลากหลาย
Jizō Rock
ตอนแรกก็กะว่าจะย้อนกลับไปโซนแหลมทะเลทางเหนือของเกาะอีกครั้งเพราะเมื่อวานฟ้าครึ้มจัด แต่พอขับรถไปแถวๆนั้นเมฆยังท่วมๆเหมือนเดิมเลย คิดว่าไปแล้วก็คงไม่ได้ฟ้าใสๆแบบฝั่งใต้ของเกาะ เลยจบลงด้วยการไปนั่งเล่นริมทะเลที่ใกล้ๆหินจิโซที่เมื่อวานก็ไปมาแล้ว
พอแดดออกแล้วได้เห็นน้ำทะเลสีฟ้าใส คนก็ออกมานั่งมาเดินเล่นกันเยอะเลย ลงไปจุ่มน้ำเย็นเจี๊ยบก่อนอำลาเกาะเรบุนซะหน่อย กำลังยืนดูทะเลอยู่ร้านอาหารใกล้ๆก็เอาเศษปลามาสาดลงน้ำให้นกนางนวลมายกพวกตีกันแย่งอาหาร
พอใกล้เวลาเรือออกจากเกาะฟ้ามันกลับมาขมุกขมัวอีกครั้ง อากาศที่เกาะมันแปรปรวนอย่างแรงจริงๆ เกิดเป็นบรรยากาศอบอุ่นที่แสงนัวๆ
ก่อนเข้าท่าเรือที่วักกาไนที่เราจากมาหลายวัน Mt. Rishiri ก็ยังโผล่มาส่งเป็นเงาๆ คราวหน้าก็โผล่มาตั้งแต่ตอนอยู่บนเกาะเลยนะ
คืนนี้หลับฝันดีแล้วได้เจอเค้าแบบเต็มๆ แต่คนที่มาเที่ยวด้วยกันบอกว่าตอนนอนโดนผีอำ นอนๆอยู่ก็ร้องให้ช่วยด้วย ใครอยากฟังให้ติดต่อมาครับเดี๋ยวเล่าหลังไมค์ 55
Day 5 บ้ายบายวักกาไน
เช้านี้เราขับรถออกจากวักกาไนเพื่อกลับไปเมืองซับโปโรที่เล่าให้ฟังไปตอนที่แล้ว ไปตามอ่านได้นะครับ ระหว่างทางยังมีจุดจอดดูวิวมาฝากอีกนิดหน่อยเพราะริชิริยังคงโชว์ตัวในเช้านี้ ไปดูกัน
Yuhigaoka Parking Lot
Kohone Rest House
Sarobetsu Plain Field parking lot
ตอนนี้ยาวเหยียดแต่ตอนเขียนก็สนุกมากเหมือนกัน เพื่อนๆนักอ่านชอบกันมั้ยครับ เห็นแล้วใครอยากไปบ้าง อ่านจบแล้วแสดงความเห็นกันได้นะครับว่าชอบตรงไหน แล้วก็อย่าลืมติดตามเพจเอาไว้ด้วยนะครับ
ยังไงวันนี้กราบลาไปก่อนถ้าอ่านแล้วถูกใจชอบใจฝากติดตามโพสอื่น
และติดตามเพจจะได้ไม่พลาดโพสต์ในอนาคต https://www.facebook.com/nopeopletravelphoto
แล้วก็ฝากติดตามช่องทาง YouTube ของผมด้วยนะครับ พึ่งทำไม่นานแต่จะพยายามอัพบ่อยๆ https://www.youtube.com/@NoPeopleTravelPhoto
หรือจะสนับสนุนการทำงานของผมได้โดยการเลี้ยงน้ำเลี้ยงขนมได้ด้านล่างเลยครับ




ความคิดเห็น